วันพุธ ที่ 1 ตุลาคม 2557
อัพเดทล่าสุด 1 ชั่วโมง 27 นาที ที่ผ่านมา

ไข้เลือดออกป้องกันรักษาด้วยโฮมีโอพาธีย์

Fri, 2013-08-23 10:23 -- hfocus
Print versionSend e-mail to friend

ไข้เลือดออกถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ไข้กระดูกแตก (break bone fever)" เวลาเป็นจะไข้สูงไม่ยอมลด 3-5 วัน ปวดหัวรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อและกระดูกอย่างมาก คลื่นไส้ อ่อนเพลีย

พอหายไข้ก็ตัวเย็นมีจุดเลือดออกตามตัว หรือช็อก    ไข้เลือดออกเริ่มระบาดภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และถือเป็นโรคจากประเทศเขตร้อนโรคหนึ่งที่สามารถระบาดไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ภายในเวลา 50 ปีทั่วโลกมีอัตราการเจ็บป่วยเพิ่มขึ้นถึง 30 เท่า

ปัจจุบันนี้จะมีผู้ป่วยด้วยไข้เลือดออกปีละ 100 ล้านคน องค์การอนามัยโลกถือว่าไข้เลือดออกเป็นโรคติดต่อจากยุงที่สำคัญยิ่งยวดเป็นอันดับสองต่อจากมาลาเรีย โดยมี 2 ปัจจัยหลักที่ส่งเสริมการเกิดไข้เลือดออก คือ การเกิดชุมชนเมืองและการแพร่ระบาดของยุง

การแพทย์แบบแผนรักษาตามอาการ เฝ้าระวังการขาดน้ำ และภาวะช็อก

โฮมีโอพาธีย์รู้จักและมีกระบวนการจัดการกับไข้เลือดออกมานานแล้ว นับตั้งแต่ยุคสมัยของ นพ.วิลเลียม โบริก (Dr.Wil lian  Boricke) นักโฮมีโอพาธีย์ผู้มีชื่อเสียงในสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ.1927 สมัยนั้นเขาระบุว่ามันเป็นไข้ชนิดใหม่ และได้แนะนำสารบำบัดที่ใช้ในการรักษาไข้เลือดออกไว้ถึง 12 ชนิดด้วยกัน

วงการโฮมีโอพาธีย์ให้ความหวังใหม่ๆ ในการป้องกันรักษาไข้เลือดออกอย่างค่อนข้างได้ผล ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบันอินเดียเป็นประเทศหนึ่งที่มีประสบการณ์ในด้านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการระบาดของไข้เลือดออกที่ปี 1996 ที่นครเดลี มีแพทย์โฮมีโอพาธีย์ชาวอินเดียหลายคนมีประสบการณ์ป้องกันรักษาไข้เลือดออกด้วยสารบำบัดหลายตัว

นพ.ซาเยด ฮุสเซน ริสวี (Dr.Sayed Husain Rizvi) แนะนำว่าในเชิงป้องกันให้ใช้สารบำบัด เจลเซเมียม (Gelsemium 30C) เจือใส่ขวดแล้วกินทีละ 1 ฝาทุกสัปดาห์ จะสามารถป้องกันไข้เลือดออกได้

นพ.อาร์. เค. มานชันดา (Dr. R. K. Manchanda) และ นพ.ซูรินเดอร์ เวอร์มา (Dr.Surinder  Verma) แนะนำในเชิงป้องกันด้วยสารบำบัด ไอพีแคก (Ipecac 200C) ละลายน้ำ กิน 1 ฝา เช้า เย็น ติดต่อกัน 3 วัน จากนั้นให้กินเช้าเย็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ห่างกันทุก 3-4 วัน ไปเรื่อยๆ จนกว่าพ้นฤดูระบาด แต่อาจใช้ยูพาทอเรียม เพอร์โฟเลียตุม (Eupatorium perfoliatum 200C) ก็ได้

แพทย์โฮมีโอพาธีย์เมห์มูด เอ. ฮายี (Mehnood  A.  Hayee) แนะนำใช้ยูพาทอเรียม เพอร์โฟเลียตุม 200C หรือ 1M กินในลักษณะเดียวกันเป็นการป้องกัน หรืออาจจะใช้ชนิดผสมของสารบำบัดหลายตัว ได้แก่ อาร์เซนิกุม (Arsenicum)+บรัยโอเนีย ( B r y o n i a )+เดนกีฟีเวอร์  ( De n g u e fever)+อีไคนาเซีย แองกุสติโฟเลีย (Echinacea angustifolia)+เลดุม (Ledum)+รัสต็อกซ์ (Rhus tox) 30C ผสมเข้าด้วยกันกินวันละครั้งติดต่อกัน 2 สัปดาห์ ก็ป้องกันได้เหมือนกัน

แต่สูตรนี้สำหรับนักโฮมีโอพาธีย์คลาสสิคถือว่าเป็นการยิงปืนลูกซองแบบครอบจักรวาล ซึ่งไม่ค่อยตรงหลักการของโฮมีโอพาธีย์

ในทางปฏิบัติดูเหมือนสารบำบัดตัวที่นิยมมากที่สุดและถือว่าได้ผลในเชิงป้องกันและรักษาอย่างสูง ก็คือยูพาทอเรียม เพอร์โฟเลียตุม 200C  วิธีการให้ทำดังนี้คือ :

1) นำสารบำบัดมา 2 เม็ด ละลายในน้ำ 1 ขวด จะเป็นขวดใหญ่หรือขวดเล็กก็ได้ เพราะโดยหลักของโฮมีโอพาธีย์แล้ว เมื่อเอาสารบำบัดละลายในขวดใดไม่ว่าใหญ่เล็ก เมื่อเขย่าในแนวตั้งหลายๆ ครั้งจนสารบำบัดนั้นละลายหมด น้ำในขวดทุกอณูก็มีฤทธิ์ในการบำบัดเท่ากันหมด

ด้วยเหตุนี้ถ้าเป็นภายในบ้าน ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะเจือสารบำบัดนี้ให้กินกันทั่วทั้งบ้านก็อาจเอาขวดขนาด 8 ออนซ์มาทำละลาย แต่ถ้าเป็นคุณครูที่โรงเรียนและอยากป้องกันไข้เลือดออกให้กับนักเรียนในชั้นของตน ก็อาจเอาน้ำมาสัก 1 แกลลอน พอละลายเข้า ก็สามารถใช้ป้องกันไข้เลือดออกให้กับนักเรียนทั้งชั้นได้

2) สารบำบัดขวดที่เจือนี้จะมีฤทธิ์การบำบัดอยู่ได้ 7 วัน แต่เนื่องจากเราต้องการใช้ขวดนี้ตลอดทั้งเดือน จึงให้หยดเอธิลแอลกอฮอล์ 70% จำนวน 10 หยดลงในขวดนั้น (ดูให้แน่ใจว่าเป็นเอธิลแอลกอฮอล์ซึ่งสามารถดื่มได้ อย่าใช้แอลกอฮอล์ที่ใช้ทำแผลเด็ดขาด เพราะนั่นเป็นเมธิลแอลกอฮอล์ ซึ่งกินแล้วอาจตาบอดได้) เมื่อเจือแอลกอฮอล์ลงในขวดสารบำบัดนั้น จะอนุรักษ์ให้สารบำบัดขวดนั้นมีฤทธิ์อยู่ได้ 1 เดือน

3) กินสารบำบัด ให้เขย่าขวดในแนวตั้งจำนวน 10 ครั้งเพื่อกระตุ้นพลังงานของสารบำบัดในขวด แล้วรินมา 1 ฝา ใส่ปาก เช้า เย็น ติดต่อกัน 3 วัน  ก่อนกินปากต้องว่างไม่ได้กินอะไรก่อนหน้านั้นและหลังจากนั้นเป็นเวลา 15 นาที ถ้าเป็นคุณครูจะป้อนสารบำบัดให้นักเรียนทั้งชั้นอาจให้เดินเข้าแถวมารับยาจากคุณครู โดยคุณครูเทยาใส่ช้อนคนละ 1 ช้อนชา ต้องเป็นช้อนพลาสติกหรือกระเบื้อง ไม่ใช้ภาชนะที่เป็นโลหะ

4) จากนั้นทุก 3 วัน ให้กินสารบำบัดเป็นการกระตุ้นภูมิต้านทาน เช้า เย็น ทำเช่นนี้ไปเรื่อยจนกว่าไข้เลือดออกจะสงบ นั่นหมายความว่าตลอดฤดูฝนที่กินเวลาประมาณ 3-4 เดือน เราจะต้องผสมขวดสารบำบัดใหม่เดือนละครั้ง

ด้วยวิธีการนี้ เราสามารถป้องกันไข้เลือดออกในระดับครอบครัวก็ได้ หรือทำที่โรงเรียนโดยให้คุณครูประจำชั้นป้อนสารบำบัดให้กับนักเรียนในชั้นของตน

สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ โรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลอำเภอ หรือหน่วยเวชศาสตร์ครอบครัวของโรงพยาบาลต่างๆ ก็สามารถทำโครงการนี้ให้กับทั้งชุมชนในรับผิดชอบของตนได้

จะเห็นว่าโฮมีโอพาธีย์เป็นการแพทย์ที่ประหยัดมาก สารบำบัดที่ละลายลงในขวดเพียง 2 เม็ด ใช้ป้องกันโรคให้กับทั้งครอบครัว ทั้งห้องเรียน หรือทั้งชุมชนก็ยังได้

ในเชิงรักษา ถ้าใครที่ติดเชื้อไข้เลือดออกและกำลังมีไข้ขึ้น ถ้าวินิจฉัยว่าเป็นไข้เลือดออก ซึ่งก็ไม่ยากแต่ประการใด เพราะผู้ป่วยจะมีไข้สูงต่อเนี่องกัน 3-4 วัน ปวดเนื้อตัว ปวดกระดูกอย่างมาก คลื่นไส้ อาเจียน พอเข้าวันที่ 5 ก็ตัวเย็น แล้วซึม มีจุดเลือดออก หรืออาเจียน อาจถ่ายเป็นเลือด เราอาจตรวจแนวโน้มการออกเลือดโดยใช้การรัดด้วยสายยางที่ต้นแขนสักหลายๆ นาทีแล้วคลายออก จะเห็นจุดเลือดออกใต้ผิวหนัง นั่นสรุปได้ว่าเป็นไข้เลือดออกแบบฉบับ แต่ปัจจุบันไข้เลือดออกสมัยใหม่มีอาการทางคลินิกแตกต่างไปอีกบางรูปแบบ

เมื่อวินิจฉัยได้แล้ว ก็ถึงคราวรักษา แน่นอนว่า การให้น้ำแก่ผู้ป่วยให้เพียงพอ เฝ้าระวังอาการช็อกและภาวะเลือดออกเป็นปัญหาอันดับต้น โฮมีโอพาธีย์แนะนำการรักษาคือ :

1) ใช้อะโกไนต์ (Aconite 1M) จำนวน 2 เม็ด ละลายน้ำติดฉลากไว้เป็นขวดที่ 1

2) ใช้ยูพาทอเรียม 1M จำนวน 2 เม็ด ละลายน้ำติดฉลากเป็นขวดที่ 2

3) กินสารบำบัดขวดที่ 1 และขวดที่ 2 ครั้งละ 1 ฝาสลับกันทุก 30 นาทีต่อเนื่องกันหลายๆ ครั้ง อย่าลืมเขย่าขวด 10 ครั้งก่อนรินยาเสมอ ไข้ควรจะลดลงภายหลังการกินไป 6 ครั้ง คือขวดละ 3 ครั้ง ซึ่งนั่นแปลว่าได้ผลแล้ว ก็ค่อยห่างยาออกเป็นทุก 1 ช.ม. และเป็น 2 ช.ม. เมื่อดีขึ้นเรื่อยๆ ด้วยวิธีนี้ไข้เลือดออกอาจจะหายได้ภายใน 1-2 วัน

4) ถ้าผู้ป่วยไม่ตอบสนองภายใน 6 ครั้ง ควรส่งต่อผู้ป่วย หรือปรึกษาแพทย์โฮมีโอพาธีย์ผู้มีความรู้มากกว่านี้ ซึ่งแพทย์ท่านนั้นอาจพิจารณาใช้สารบำบัดตัวอื่นตามแต่อาการที่แสดงออกเด่นชัด

ประเทศไทยในปัจจุบันเริ่มมีความตื่นตัวที่จะใช้โฮมีโอพาธีย์ป้องกันและร่วมรักษาไข้เลือดออก ทั้งในภาครัฐและเอกชน ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสมาคมโฮมีโอพาธีย์แห่งประเทศไทยและสำนักการแพทย์ทางเลือก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข

ที่มา --มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 23 - 29 ส.ค. 2556--