ไต้หวันดัน Medical Tourism สุดตัว เปิด รพ.รัฐอ้าแขนรับคนไข้ต่างชาติ

Thu, 2019-12-05 08:39 -- hfocus
Print this pagePrint this page

รัฐบาลไต้หวันโปรโมตธุรกิจการแพทย์ ดึงพ่อค้าไทยร่วมลงทุน ชี้เทคโนโลยี "ปลูกถ่ายตับ - ผสมเทียม" อันดับต้น ๆ ของโลก เผยปี 61 มีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Medical Tourism มากกว่า 4.2 แสนคน 1 ใน 3 มาจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมากกว่า 7,000 คน มาจากประเทศไทย ซึ่งหมายความว่า เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับไต้หวัน

วันที่ 4 ธันวาคม 2562 ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนทัล กรุงเทพฯ สภาส่งเสริมการค้าและการส่งออกแห่งไต้หวัน ประจำประเทศไทย จัดงาน Taiwan Healthcare Seminar เพื่อโชว์ศักยภาพธุรกิจด้านสุขภาพของไต้หวัน โดยเชิญนักธุรกิจ ผู้บริหารโรงพยาบาล - ศูนย์การแพทย์ รวม 7 แห่ง ได้แก่ Nobel Eyes Institute สถาบันดูแลสายตา ผ่าตัดเลเซอร์ และผ่าตัดต้อกระจก, Merrier Beauty Institute สถาบันเสริมความงาม, Mendel Global Biotech สถาบันทดสอบทางพันธุกรรม และตรวจสุขภาพ, Taipei Beitou Health Management Hospital สถาบันตรวจสุขภาพ, Jiale Color Life Business คลินิกเทคโนโลยีชีวภาพ, Hayashi Hair Transplant Clinic คลินิกผ่าตัดปลูกผม และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 3i Smart Plant Factory

เจสัน ซู ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจ สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ไต้หวัน ถือเป็นผู้นำด้านธุรกิจการดูแลสุขภาพ และได้รับยกย่องมาโดยตลอด ในฐานะประเทศที่มีระบบสุขภาพดีที่สุดในโลก ปัจจุบัน แม้ไต้หวันจะมีพื้นที่ทั้งเกาะไม่มาก แต่ก็มีโรงพยาบาลที่ได้รับรองคุณภาพ JCI มากถึง 13 แห่ง โดยปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Medical Tourism มากกว่า 4.2 แสนคน ในปี 2561 โดย 1 ใน 3 มาจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมากกว่า 7,000 คน มาจากประเทศไทย ซึ่งหมายความว่า เป็นสัญญาณที่ดีสำหรับไต้หวัน

เจสัน กล่าวอีกว่า เทคโนโลยีทางการแพทย์ของไต้หวันที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก

เช่น การปลูกถ่ายตับ, วิทยาการช่วยเจริญพันธุ์, การรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ, การผ่าตัดข้อสะโพกเทียม, การทำศัลยกรรมความงาม และการรักษาโรคมะเร็ง โดยการจัดงานในวันนี้ ต้องการดึงนักธุรกิจชาวไทย ให้เข้าไปร่วมลงทุนกับธุรกิจด้านการแพทย์ในไต้หวันมากขึ้น

พญ.อลิซ ไซ ผู้อำนวยการแผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลไทเป – เป่ยโถว (Taipei beitou Health Management Hospital) กล่าวว่า ไต้หวันตั้งใจที่จะเผยแพร่จุดเด่นด้านการเป็นศูนย์กลาง Medical Tourism ตามนโยบายของรัฐบาล เนื่องจากเห็นว่าปัจจุบัน ระบบ NHI ซึ่งเป็นระบบหลักประกันสุขภาพของรัฐนั้น “อยู่ตัว” และสามารถครอบคลุมประชากรทั้งประเทศ รักษาได้ทั้งโรคพื้นฐาน รวมถึงโรคซับซ้อน โดยที่ประชาชนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มให้กับโรงพยาบาล

เพราะฉะนั้น จึงอยากส่งต่อความเชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการโรงพยาบาล และการแพทย์ออกไปให้ชาวโลก ได้เข้ามารักษาในไต้หวัน โดยโรงพยาบาลไทเป – เป่ยโถว ถือเป็นโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งมีรัฐบาลท้องถิ่นไทเป เป็นผู้ลงทุนตัวโรงพยาบาล คลินิกเฉพาะทาง ขณะเดียวกัน ก็ยังให้บริการ “น้ำพุร้อน” สปา และโรงแรม ชั้นบนของโรงพยาบาล ซึ่งถือเป็นการให้บริการทางการแพทย์อย่างครบวงจร

“สิ่งที่เป็นจุดเด่นของโรงพยาบาล ก็คือสามารถให้บริการตรวจสุขภาพแบบ ‘สแกน’ ครบทุกจุด ตั้งแต่หัวจรดเท้า และสามารถรู้ผลทันทีภายหลังจากตรวจสุขภาพ นอกจากนี้ ที่โรงพยาบาลยังสามารถตรวจสุขภาพแบบ ‘รายบุคคล’ คือแพทย์ จะเป็นผู้ซักประวัติว่าคน ๆ นั้น มีอายุเท่าใด มีพฤติกรรมเสี่ยงอะไรบ้าง แล้วจัดแพคเกจตรวจสุขภาพที่เหมาะสมที่สุด” พญ.อลิซ กล่าว

นอกจากนี้ ผู้อำนวยการแผนกอายุรกรรม โรงพยาบาลไทเป - เป่ยโถว ยังกล่าวอีกว่า การตรวจสุขภาพ และการรักษาในไต้หวันสำหรับชาวต่างชาติ ไม่ได้แพงอย่างที่หลายคนคิด โดยบริการตรวจสุขภาพนั้น เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าคนไต้หวันเพียง 1 เท่า สำหรับบริการ – การรักษาอื่น ๆ ก็เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจากคนไต้หวัน ไม่เกิน 2 เท่า เท่านั้น เนื่องจากระบบสุขภาพไต้หวัน รัฐบาลเป็นผู้ให้การอุดหนุน

สำหรับไต้หวัน มีการเผยแพร่จุดเด่นด้านการรักษาพยาบาล รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) มากขึ้น ในระยะหลัง เนื่องจากมีคู่แข่งสำคัญคือ จีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งดึงดูดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากไต้หวัน ไปทำงานในจีนเป็นจำนวนมาก และมีการลงทุน Medical Tourism ในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ เช่นเดียวกัน นอกจากนี้ สถานพยาบาลในจีนก็ใช้โมเดลคล้ายกัน คือให้รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุนการก่อสร้างโรงพยาบาล - ศูนย์การแพทย์ รวมถึงร่วมทุนกับศูนย์การแพทย์ที่มีชื่อเสียงในยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา เพื่อดึงดูดลูกค้าเพิ่มขึ้น

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

‘ไต้หวัน’ บุกตลาด ‘เทคโนโลยีสุขภาพ’ สู่เส้นทางสร้าง ‘อัศจรรย์ทางการแพทย์’

NHI ไต้หวัน ชูการแข่งขันระหว่างโรงพยาบาล ผู้เชี่ยวชาญแนะใช้ระบบไอซีทีลดการรักษาซ้ำซ้อน

Comments

Submitted by Anonymous on
.quote ".........สำหรับไต้หวัน มีการเผยแพร่จุดเด่นด้านการรักษาพยาบาล รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) มากขึ้น ในระยะหลัง เนื่องจากมีคู่แข่งสำคัญคือ จีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งดึงดูดแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากไต้หวัน ไปทำงานในจีนเป็นจำนวนมาก และมีการลงทุน Medical Tourism ในเมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง และเซี่ยงไฮ้ เช่นเดียวกัน********นอกจากนี้ สถานพยาบาลในจีนก็ใช้โมเดลคล้ายกัน คือให้รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้สนับสนุนการก่อสร้างโรงพยาบาล - ศูนย์การแพทย์ รวมถึงร่วมทุนกับศูนย์การแพทย์ที่มีชื่อเสียงในยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา เพื่อดึงดูดลูกค้าเพิ่มขึ้น*************............." .............................................................................................................................................................................................................. ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง นโยบาย Medical HUB Medical Tourism ที่ดำเนินการโดยหน่วยงานโรงพยาบาลของรัฐ ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลอย่างในใต้หวันหรือ จีน ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ ของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ในประเทศไทย โรงพยาบาลของรัฐส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคหรือส่วนท้องถิ่น เพื่อนำกำไรมาพัฒนาโรงพยาบาลของรัฐให้เจริญก้าวหน้า พัฒนาวงการแพทย์ของไทยให้ทันสมัยเช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้ว สามารควบคุมรักษามาตรฐานทางวิชาการและวิชาชีพทางการแพทย์ไว้ได้........ แต่ผมก็ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่รัฐบาลสนับสนุนนโยบาย Medical HUB Medical Tourism อุตสาหกรรมการรักษาพยาบาลและการแพทย์เชิงพาณิชย์ของภาคเอกชน ของโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าตลาดหุ้น ที่มุ่งเน้นแสวงหากำไรสูงสุดนับแสนล้าน เพื่อนำมาแบ่งปันแก่เข้าของกิจการและผู้ถือหุ้น แล้วก็มีบางรายนำเอาเงินกำไรที่ได้ไปปั่นหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โดนลงโทษปรับไปเกือบครึ่งพันล้านบาทก็ให้เห็นเป็นกรณีศึกษามาแล้ว.

Submitted by Anonymous on
"โรงพยาบาลเอกชนที่ใหญ่ที่สุดในไต้หวันเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่มีการบริหารจัดการแบบไม่แสวงหาผลกำไร ไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่นำกำไรที่ได้มาพัฒนาโรงพยาบาลให้ทันสมัย มาพัฒนาการแพทย์ของประเทศให้เจริญก้าวหน้า" ............................................................................................................................................................................................................ โรงพยาบาลฉางกัง (Chang Gung Memorial Hospital) ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไต้หวัน มีทั้งหมด 5 แห่งทั่วประเทศซึ่งถ้ารวมกันทุกโรงพยาบาลในเครือแล้วก็จะมีขนาดกว่า 9,000 เตียงเลยทีเดียว. โรงพยาบาลฉางกังก่อตั้งมาเพียงสามสิบปีแต่ในปัจจุบันได้พัฒนาจนเป็นโรงพยาบาลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในระดับเอเชียและระดับโลก ซึ่งสาขาที่มีชื่อเสียงที่สุดสาขาหนึ่งก็คือทางด้านศัลยกรรมตกแต่ง (plastic surgery) โดยเฉพาะทางสาขาย่อยด้านจุลยศัลยกรรม (microsurgery) และศัลยกรรมกะโหลกศีรษะและกระดูกใบหน้า (craniofacial surgery) ที่มีผลงานทางวิชาการตีพิมพ์ในวารสารทางการแพทย์ชั้นนำของโลกเป็นจำนวนมาก. ทุกปีจะมีแพทย์จากทั่วโลกโดยเฉพาะจากทางยุโรปและอเมริกาแข่งขันกันสมัครในตำแหน่งของแพทย์ผู้ช่วยอาจารย์ (fellow) เป็นจำนวนถึง 40-50 ราย ซึ่งต้องถือมีการแข่งขันกันสูงมากทีเดียวสำหรับสถาบันฝึกอบรมทางด้านศัลยกรรมตกแต่งด้วยกัน. นอกจาก นี้ยังมีศัลยแพทย์อีกมากมายจากประเทศในเกือบทุกทวีปมาดูงานระยะสั้นกันอีกตลอดปี ซึ่งเมื่อได้ศึกษาประวัติความเป็นมาของโรงพยาบาลนี้แล้ว ยิ่งต้องทึ่งในความสามารถของเขาขึ้นอีกมาก . ........... การก่อสร้างโรงพยาบาลที่ได้มาตรฐานจึงเกิดขึ้นจากนายหวางยังฉิง (Yung-Ching Wang) ซึ่งเป็นเจ้าของบริษัทอุตสาหกรรมพลาสติกรายใหญ่ที่สุดของประเทศไต้หวัน ได้ก่อตั้งโรงพยาบาลฉางกังขึ้น เพื่อระลึกถึงบิดาของเขา โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นโรงพยาบาลเอกชนที่มีการบริหารจัดการแบบไม่แสวงหาผลกำไรตั้งแต่ปี พ. ศ. 2519 เป็นต้นมา. ................ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ""ชีวิตหมอไทยในไต้หวัน หนึ่งปีแห่งความทรงจำ"" https://www.doctor.or.th/clinic/detail/7287

Add new comment