ส่องร่าง กม.ป้องกัน 'ความรุนแรง' ต่อบุคลากรการแพทย์อเมริกา หลังพบ 75% เคยถูกคนไข้ประทุษร้าย

Wed, 2019-12-11 20:54 -- hfocus
Print this pagePrint this page

เดือนพฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา สภาคองเกรสสหรัฐอเมริกา เพิ่งผ่านร่างกฎหมาย HR1309 ว่าด้วย “การป้องกันความรุนแรงสำหรับบุคลากรสาธารณสุข และบุคลากรผู้ทำงานบริการสังคม” หรือ “Workplace Violence Prevention for Health Care and Social Service Workers Act,” เพื่อปกป้อง “ความรุนแรง” จากคนไข้ที่กระทำต่อบุคลากรสาธารณสุขทั่วอเมริกา ด้วยเสียง 251 ต่อ 158 ตามที่ โจ คอร์ทนีย์ ส.ส.พรรคเดโมแครตจากรัฐแมสซาชูเซตส์เสนอต่อสภา

ในคำอธิบายสรุปร่างกฎหมายดังกล่าว ระบุว่า กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้กระทรวงแรงงาน ต้องจัดการกับความรุนแรงในสถานที่ทำงานทั้งในภาคบริการด้านสุขภาพและบริการสังคม โดยจะต้องมีการประกาศมาตรฐานด้านความปลอดภัยเฉพาะกลุ่มทั้ง 2 วิชาชีพนี้อย่างเข้มงวด รวมถึงต้องพัฒนาและสร้างแผนคุ้มครองคนทำงานทั้ง 2 กลุ่ม เพื่อให้เกิดความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน

หากประกาศใช้เป็นกฎหมาย “นายจ้าง” หรือเจ้าของสถานที่ทำงาน จะมีเวลา 1 ปี ในการจัดทำแผนเพื่อคุ้มครองบุคลากรสาธารณสุขในสถานพยาบาลของตัวเอง และมีเวลาอีก 42 เดือน ในการจัดทำแผนเพื่อสืบสวนสาเหตุแห่งความรุนแรง ให้ความรู้บุคลากรในการ “ประเมินความเสี่ยง” และสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” สำหรับบุคลากรสาธารณสุข และผู้ที่ทำงานบริการสังคม ในการรายงาน “เหตุรุนแรง” หรือปัจจัยเสี่ยงที่อาจเป็นอันตรายต่อการทำงาน ต่อนายจ้าง และเจ้าของสถานที่ทำงานอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าว ไม่ได้ “เพิ่มโทษ” ให้กับผู้ที่ก่อเหตุรุนแรง เพียงแต่เป็นการ “บังคับ” ให้กระทรวงแรงงาน ต้องแสดงบทบาทเพื่อปกป้องบุคลากรในวิชาชีพเหล่านี้มากขึ้น รวมถึงบังคับสถานพยาบาลให้ต้องจัดทำ “ไกด์ไลน์” เพื่อรับมือกับเหตุรุนแรง และให้บุคลากรทางการแพทย์ “รับมือ” กับเหตุรุนแรงในสถานพยาบาลอย่างมืออาชีพ ไม่ถูกดูหมิ่น หยามเกียรติ หรือถูกประทุษร้ายทั้งด้วยวาจาและด้วยร่างกาย อย่างในปัจจุบัน

สส.จากแมตซาชูเซตส์ บอกว่า หากร่างกฎหมายฉบับนี้ผ่าน คุณูปการอีกอย่างหนึ่ง ก็คือการ “ประกาศ” ให้กับคนอเมริกันทั่วประเทศรู้ว่าความรุนแรงในสถานพยาบาล และต่อบุคลากรทางการแพทย์นั้น มีอยู่จริง และทุกคนควรจะให้เกียรติวิชาชีพเหล่านี้ มากกว่าที่เป็นอยู่

ทั้งนี้ กฎหมายดังกล่าว เกิดขึ้นหลังจากบุคลากรสาธารณสุขทั่วสหรัฐฯ มากกว่า 75% จาก 2.5 หมื่นคน (ที่ถูกสำรวจ) มีประสบการณ์ถูกคนไข้ หรือญาติคนไข้ใช้ความรุนแรงทั้งด้วยวาจา และด้วย “การกระทำ” โดยความรุนแรงดังกล่าว เกิดขึ้นในสถานที่ที่ไม่ควรจะเกิด นั่นคือโรงพยาบาล คลินิก เนิร์สซิงโฮม หรือสถานให้บริการด้านสังคมสงเคราะห์อื่น ๆ

นอกจากนี้ ยังพบว่า บุคลากรทั้ง 2 วิชาชีพ มีประสบการณ์กับความรุนแรงในสถานที่ทำงานมากกว่าวิชาชีพอื่น ๆ ถึง 20% จากการสำรวจผู้เสียหายด้านอาชญากรรมแห่งชาติ ขณะที่สมาพันธ์พยาบาลแห่งชาติสหรัฐอเมริกา ก็พบเช่นเดียวกันว่า มากกว่า 1 ใน 4 ของพยาบาลทั่วประเทศ เคยถูกคนไข้ หรือญาติคนไข้ทำร้ายทางร่างกาย

ในวารสารทางการแพทย์ The American Journal of Managed Care ซึ่งตีพิมพ์เมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา มีบทความวิจัยชื่อเรื่อง “ความรุนแรงต่อบุคลากรด้านสุขภาพ : โรคระบาดที่ลุกลาม” โดยเนื้อหาในบทความระบุว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นต่อ “พยาบาล” นั้น เกิดขึ้นมาหลายทศวรรษแล้ว ซึ่งมิเชลล์ มาฮอน ตัวแทนจากสหภาพพยาบาลสหรัฐฯ บอกว่า อาจเป็นเพราะการดูแลสุขภาพคนไข้ โดยเฉพาะในแผนกฉุกเฉิน จำเป็นต้องแบกรับ “ความแปรปรวน” ทางอารมณ์ของคนไข้ และญาติคนไข้มากที่สุด เพราะคนไข้เหล่านี้ ล้วนตกอยู่ในความหวาดกลัวและเปราะบาง

เช่นเดียวกับสมาชิกในครอบครัว ต่างก็กลัวและเครียดเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ เราจึงเห็นอาการทางจิตเวช หรือการแสดงความ “รุนแรง” ทางอารมณ์ ซึ่งอาจไม่ได้ถูกแสดงบ่อย ได้ระเบิดออกมา เช่นเดียวกับได้เห็นความรุนแรงจากบรรดา “แก๊ง” และบางครั้ง ก็รุนแรงถึงขั้นใช้อาวุธปืน กระทำต่อพยาบาล เพราะเกิดความเครียด ความไม่พอใจ ต่อการรักษา

อย่างไรก็ตาม แม้ปัญหาเหล่านี้จะเป็นปัญหาที่บรรดา สส. พยาบาล และบุคลากรสาธารณสุขเห็นตรงกันว่าควรมีกฎหมายคุ้มครอง แต่ใน “สภาสูง” หรือวุฒิสภา ซึ่งพรรครีพับลิกันครองเสียงส่วนใหญ่นั้น การผ่านกฎหมายนี้กลับไม่ง่ายนัก เพราะ สว.จากพรรครีพับลิกัน เห็นว่ากฎหมายดังกล่าวยังมีรายละเอียดไม่เพียงพอ และเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาอย่าง “รีบร้อน” เกินไป รวมถึงอาจไม่ใช่ทางแก้ความรุนแรงในสถานพยาบาลได้ แม้จะเห็นใจบุคลากรสาธารณสุขที่ถูกทำร้ายปีละจำนวนไม่น้อยก็ตาม

สำหรับในไทย มีเสียงเรียกร้องให้ออกกฎหมายคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์เช่นกัน หลังเกิดเหตุคนไข้ทำร้ายพยาบาล ทำร้ายร่างกายแพทย์ด้วยของมีคม หรือเหตุทะเลาะกันในห้องฉุกเฉิน แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่ไปไกลถึงขั้น “ร่างกฎหมาย” เพื่อคุ้มครองวิชาชีพเหล่านี้ มีเพียงความพยายามในเชิงนโยบายเพื่อแยก “ห้องฉุกเฉิน” สีแดง สำหรับเหตุจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องช่วยชีวิต โดยกำหนดให้หมอ และบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ที่สามารถเข้าไปได้ กับห้องฉุกเฉินทั่วไปเท่านั้น โดยหวังว่า หากสามารถแยกพื้นที่ฉุกเฉินได้จริง จะสามารถบริหารจัดการได้ดียิ่งขึ้น และอาจเกิดเหตุรุนแรงกับหมอ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์น้อยลง

ส่วนภาระงานที่หนักหนา ชั่วโมงการทำงานที่ยาวนาน และการรองรับอารมณ์ของคนไข้ ที่อาจเครียดจากการรอตรวจนาน รับการรักษาที่ไม่ถูกใจ หรือการ “ไม่สบอารมณ์” กับบุคลากรทางการแพทย์ ด้วยสาเหตุร้อยแปด บรรดาบุคลากรทางการแพทย์ในไทย อาจต้อง “ฝึกฝน” เอาเอง

แปลและเรียบเรียงจาก

1.Healthcare Remains America’s Most Dangerous Profession Due To Workplace Violence [www.forbes.com]

2.WHAT THE NEW HOUSE BILL ON WORKPLACE VIOLENCE PREVENTION WOULD MEAN FOR HEALTH CARE WORKERS [www.newsweek.com]

Comments

Submitted by Anonymous on
""สธ.แจ้งความ "คนไข้" ใช้กรรไกรแทงคอหมอสาวฐานพยายามฆ่า แจงหายดี ให้กลับบ้านได้แล้ว 2-3 วัน"" ....... เผยแพร่: 11 ธ.ค. 2562 13:46 ปรับปรุง: 11 ธ.ค. 2562 15:07 โดย: ผู้จัดการออนไลน์ ............................................................................................................................................................................................................. ปลัดสธ.สั่งแจ้งความดำเนินคดี "คนไข้" ใช้กรรไกรจะแทงคอหมอสาวแล้ว ฐานพยายามฆ่า ตามฎีกา เหตุคอเป็นบริเวณเปราะบาง ทำร้ายเสี่ยงเสียชีวิตได้ แจงหมอตรวจตามมาตรฐานจากคนไข้หนักไปเบา ส่วนคนไข้รายดังกล่าวหายดีแล้ว อนุญาตให้กลับบ้านแล้ว 2-3 วัน แต่ยังไม่ยอมกลับ ไม่มีปัญหาป่วยจิต แต่อาจมีปัญหาอารมณ์ ............ วันนี้ (11 ธ.ค.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีแพทย์หญิง รพ.รัฐแห่งหนึ่งใน จ.ขอนแก่น ถูกคนไข้หอผู้ป่วยในใช้กรรไกรจะทำร้ายร่างกายขณะออกตรวจ ว่า ตนได้รับรายงานเมื่อวันที่ 10 ธ.ค. ว่าขณะที่แพทย์หญิงรายดังกล่าวกำลังดูแลคนไข้ แต่มีคนไข้อารมณ์ร้อนว่า รอตรวจนาน ได้ใช้กรรไกรจะแทงบริเวณคอ แต่แพทย์หญิงก็ป้องกันตนเองได้ โดยใช้แฟ้มประวัติคนไข้ จากการสอบถาม พบว่า แพทย์ก็ทำตามมาตรฐานด้วยการตรวจคนไข้อาการหนักก่อน ตามด้วยปานกลาง และเบา ซึ่งคนไข้รายนี้เข้ามารับการรักษาด้วยอาการภูมิแพ้ ซึ่งอาการภูมิแพ้ก็สามารถนอนใน รพ.ได้ ขึ้นกับความรุนแรงของอาการ แต่คนไข้รายนี้ก็อาการดีขึ้นจนเป็นปกติแล้ว และแพทย์ก็อนุญาตให้กลับบ้านได้มา 2-3 วันแล้ว แต่คนไข้ยังไม่สบายใจขออยู่ รพ.ต่อ ทาง รพ.ก็ให้อยู่ เพราะแม้จะอาการดีขึ้น หรืออาการไม่ได้รุนแรงจนต้องนอน รพ. แต่หากผู้ป่วยไม่สะดวก อาจจะด้วยปัจจัยทางสังคมหรืออะไรก็ตาม เราก็ยินดีรับดูแลใน รพ. แต่ความเป็นจริง ถ้าให้กลับบ้านแล้วก็อยากให้กลับ เพราะหากไม่กลับจะก็ทำให้แออัด คนไข้รอเข้าก็เข้าไม่ได้ ซึ่งเราก็ไม่สามารถลากคนไข้ออกไปไหนได้ ......... "จากข่าวก็บอกว่าผู้ป่วยรอนาน ซึ่งหมอก็อธิบายว่า ต้องดูคนไข้หนักก่อน ซึ่งผู้ป่วยท่านนี้นอน รพ.อยู่แล้ว ไม่ต้องไปไหน ก็อยู่ในช่วงเช้า ไม่ใช่เที่ยงคืนตีหนึ่งแล้วมาตรวจ จากรายงานผู้ป่วยรายนี้ไม่ได้มีอาการป่วยทางจิต แต่อาจมีแค่บุคลิกภาพหรืออารมณ์ ซึ่งการใช้อารมณ์ตัดสินใจทำแบบนี้ก็ผิดกฎหมาย แม้ทางเราจะเห็นใจผู้ป่วย แต่ก็ต้องทำตามกฎหมาย คือ ทำตามรูปคดี ก็ต้องแจ้งความดำเนินคดีไป แต่ถ้าจะมีโรคทางสุขภาพจิตอะไรหรือไม่ ก็คงต้องมีแพทย์ไปตรวจวิเคราะห์" นพ.สุขุม กล่าวและว่า เรื่องนี้ตนได้มอบหมายให้ผู้บริหารในพื้นที่ประสานกับทางตำรวจภูธรขอนแก่นและอัยการ ในการไปแจ้งความดำเนินคดี ข้อหาพยายามฆ่า ตามฎีกาที่บอกไว้ว่า คอเป็นส่วนอันตราย มีเส้นเลือดจำนวนมาก หากทำร้ายอาจถึงแก่ชีวิตได้ และส่งหลักฐานภาพในคลิปขณะเกิดเรื่อง และวัตถุพยาน คือ กรรไกร ส่งประกอบดำเนินคดี ส่วนคุณหมอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร แต่ก็ค่อนข้างเสียขวัญ จึงให้ลาพัก ตนก็ได้โทร.คุยเป็นการส่วนตัว บอกให้สบายใจ จะดูแลเต็มที่ทั้งเรื่องส่วนตัวและเรื่องงาน และมอบนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด (นพ.สสจ.) และผู้ตรวจราชการ สธ.เขตลงไปดูแล ........... นพ.สุขุม กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของภาระงาน หรือบุคลากรไม่เพียงพอ เพราะผู้ป่วยก็นอนอยู่ใน รพ.อยู่แล้ว ไม่ได้ว่าจะต้องรอคิว ซึ่งการจัดคิวเป็นเรื่องของผู้ป่วยนอก แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องของมาตรฐาน ซึ่ง รพ.ก็มีมาตรฐานเอชเอ โดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือสรพ. อยู่แล้ว แต่ก็ต้องมาหารือเพื่อยกระดับมาตรฐานขึ้นไปอีกหรือไม่ โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยทั้งหมด เพราะเรื่องนี้ทำให้พบว่า อุปกรณ์ที่เราเคยใช้ อย่างกรรไกรสำนักงานก็ไม่คิดว่าจะอันตรายเอาใช้เป็นอาวุธได้ ก็สั่งการให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) โดยกองวิศวกรรมการแพทย์ ที่ดูแลเครื่องมือแพทย์ทั้งหมด หารือกับทางกรมการแพทย์ อย่างเรื่องการเก็บอุปกรณ์ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ต้องเป็นระเบียบมากขึ้นหรือไม่ การดูแลผู้ป่วย เรื่องความแออัด เรื่องอาคาร การขนส่งผู้ป่วย จำนวนเตียงว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ ส่วนเรื่องของบุคลากรเรามีแผนอยู่ในการใช้เวลาทำงานมากำหนดจำนวนบุคลากรที่เหมาะสม ซึ่งอยู่ในแผนปีงบประมาณ 2564 ........ ถามว่ากังวลหรือไม่ที่ความรุนแรงใน รพ.ขยายวงจากห้องฉุกเฉินมาถึงหอผู้ป่วยใน นพ.สุขุม กล่าวว่า เรื่องนี้สังคมต้องช่วยกัน ไม่ใช่เรื่องของรพ.อย่างเดียว หากมอบรพ.จัดการ และถ้าทำรั้วห้าม สกรีนคนไข้ทุกคน เช็กอาวุธ ประสาท ก็คงไม่ได้ เราเป็นหน่วยบริการดูแลเมื่อเจ็บป่วย ก็ขอให้เห็นใจ การมาตีในห้องฉุกเฉิน ระหว่างหมอปั๊มหัวใจคนไข้ ตีกันนิดเดียวแค่สะใจ แต่คนไข้อีกคนเสียชีวิต ถ้าคนนั้นเป็นคนในครอบครัวของท่านจะรู้สึกอย่างไร และความสะใจนิดเดียวอาจต้องแลกมากับโทษที่ทำร้ายหรือบุกรุกสถานที่ราชการ โทษก็ 5-10 ปี ดังนั้น ถ้าท่านมีประเด็นอะไรไม่พอใจก็หลีกเลี่ยง รพ./ ........... ที่มา https://mgronline.com/qol/detail/9620000118204

Add new comment