17 ปี หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไทย จุดประกายปฏิรูประบบสุขภาพโลก

Sun, 2019-12-15 13:18 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ตั้งแต่ประเทศไทยริเริ่ม “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” อย่างเป็นทางการในปี 2545 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “30 บาทรักษาทุกโรค” และ “บัตรทอง” เป็นที่ประจักษ์ว่ากองทุนฯนี้คือ “การปฏิวัติด้านสาธารณสุข” ที่ใช้ภาษีอย่างคุ้มทุน และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ปัจจุบัน มีคนไทยมากกว่า 48 ล้านคนอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองทุนฯ ซึ่งทำให้การเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขเป็น “สิทธิ” ที่ทุกคนพึงมี โดยประชาชนไม่ต้องกังวลกับค่ารักษาพยาบาลแพงเกินตัวเหมือนในอดีต

แม้ว่ากองทุนฯจะเผชิญแรงกดดันทางการเมือง และการคัดค้านจากบางกลุ่ม แต่มันก็ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นต้นแบบความสำเร็จของโลก เรียกได้ว่าเป็น “กรณีพิเศษ” ที่ประเทศไม่ร่ำรวยประเทศหนึ่ง สามารถนำร่องจัดสรรงบประมาณดูแลสุขภาพคนเกือบห้าสิบล้าน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งผ่านวิกฤตการณ์ด้านเศรษฐกิจหรือวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง ในปี 2540

อย่างไรก็ดี เบื้องหลังความสำเร็จไม่ใช่เรื่องที่ได้มาอย่างง่ายดาย Hfocus ชวนย้อนประวัติการเกิดระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของประเทศไทย ผ่านการสัมภาษณ์พิเศษ แอนน์ มิลส์ (Anne Mills) ศาสตราจารย์ด้านนโยบายและเศรษฐศาสตร์สุขภาพ และรองผู้อำนวยการรองผู้อำนวยการวิทยาลัยสุขภาพและเวชศาสตร์เขตร้อน (London School of Hygiene and Tropical Medicine) วิทยาลัยภายใต้มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ

ศาสตราจารย์มิลส์มีบทบาทสำคัญอย่างมากในช่วงก่อตั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยเป็นทั้งอาจารย์และผู้ให้คำปรึกษากับนักนโยบายสาธารณสุขไทย นอกจากนี้ ศาสตราจารย์มิลส์ยังเป็นหนึ่งในทีมงานประเมินผลลัพธ์และความคุ้มค่าของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในระยะ 10 ปีแรก

จากความฝัน​ สู้การแก้ปมการเงินการคลัง

“ฉันมาประเทศไทยในช่วงทศวรรษที่ 2530 จำได้ว่าตอนนั้นผู้ป่วยยังต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง อาจมีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น ผู้ป่วยยากจน โรงพยาบาลมีรายได้หลักจากค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วย ค่ารักษาของประเทศไทยในตอนนั้นมีราคาแพงกว่าประเทศอื่น ๆ อยู่มาก” ศาสตราจารย์มิลส์รำลึกความหลัง

ในตอนนั้น ภาพของระบบสาธารณสุขไทยไม่ต่างอะไรจาก “การค้า” หากผู้ป่วยมีเงิน ก็ได้รับการรักษาอย่างดี แต่ถ้าไม่มีเงิน ก็หมดโอกาส ในบางกรณี ผู้ป่วยต้องคุกเข่าอ้อนวอนขอให้แพทย์ช่วยรักษาเพราะไม่มีทางเลือกอื่น

ศาสตราจารย์มิลส์รู้จักกับ นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ผู้ผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มาได้ระยะหนึ่ง โดยรับรู้มาตลอดว่านายแพทย์สงวนมีวิสัยทัศน์ ความรู้ และความฝัน

เขาอยากสร้างระบบสาธารณสุขที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่แบ่งแยกเศรษฐานะ

ในอีกด้าน นายแพทย์วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ลูกศิษย์ของศาสตราจารย์มิลส์ เพิ่งจบปริญญาเอกและกลับมาประเทศไทย นายแพทย์วิโรจน์มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์สุขภาพ จึงเข้ามาช่วย นายแพทย์สงวนหาโมเดลการเงินการคลังสำหรับทำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

นายแพทย์วิโรจน์และศาสตราจารย์มิลส์จึงร่วมกันทำวิจัย โดยศึกษาวิธีการจัดสรรงบประมาณกองทุนสุขภาพต่าง ๆ ในประเทศไทยและต่างประเทศ

ระบบการเงินการคลังดูจะเป็นประเด็นสำคัญที่สุดในตอนนั้น เพราะการทำให้ประชาชนหลายล้านคนรักษาฟรี ย่อมนำมาสู่คำถามถึงแหล่งที่มาของเงิน และผลกระทบที่จะเกิดกับการคลังของรัฐบาลในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยยังมีสถานะเป็นเพียงประเทศรายได้ปานกลางระดับล่าง

การศึกษานำไปสู่ข้อสรุป นั่นคือ รัฐบาลสามารถใช้ภาษีเลี้ยงระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้ โดยไม่ล้มละลายหรือสร้างหนี้สาธารณะ หากใช้วิธีจัดสรรงบประมาณแบบ “งบเหมาจ่ายรายหัว” ซึ่งเปรียบเสมือนเงินประกันถัวเฉลี่ยสำหรับผู้มีสิทธิในระบบ มีลักษณะการจ่ายแบบ “ปลายปิด” สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้

ข้อเสนอดังกล่าว อาจถือได้ว่าเป็นข้อเสนอด้านการปฏิรูปการเงินการคลังครั้งใหญ่ของประเทศไทยก็ว่าได้ โดยก่อนหน้านั้น ภาษีมักถูกนำมาใช้จ่ายกับข้าราชการและการดำเนินงานของภาครัฐ แม้จะมีการจ่ายให้ความช่วยเหลือประชาชน แต่ก็ยังเป็นลักษณะการจ่ายด้วยนโยบายแบบบนลงล่าง รัฐบาลใช้ “ดุลพินิจ” ในการจัดสรรงบประมาณ เลือกกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์เฉพาะกรณี หรือเฉพาะโครงการ

แต่สิ่งที่หมอสงวนและหมอวิโรจน์เสนอ คือ การนำภาษีมาใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ของประชาชนโดยไม่เลือกกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์เฉพาะ โดยรัฐบาลมีหน้าที่ผูกพันในการจัดสรรงบประมาณประจำปีให้กับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แทนที่จะใช้ดุลพินิจรายกรณีอย่างแต่ก่อน

“ฉันไม่คิดว่าประเทศไทยจะกล้าใช้ระบบภาษีในตอนนั้น เพราะประเทศไทยกำลังพัฒนา ส่วนมากแล้ว ประเทศรายได้ปานกลางระดับล่างมักไม่นิยมโมเดลการจัดสรรงบประมาณด้วยภาษี (เพราะยังเก็บภาษีได้ไม่มาก) เช่น ในเวียดนามและฟิลิปปินส์ ซึ่งใช้ระบบประกันสังคม (ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลให้ประชาชนเพียงบางส่วน) มากกว่าการใช้ภาษีจ่ายให้ประชาชนแบบเต็ม ๆ” ศาสตราจารย์มิลส์กล่าว

“จะว่าแล้ว การใช้เงินภาษีสนับสนุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพในประเทศไทยมีเสถียรภาพ เดินหน้าได้เร็วกว่าที่อื่น”

การเมือง สุขภาพ สองเรื่องที่แยกไม่ขาด

“การเมืองเป็นเรื่องสำคัญ นายแพทย์สงวนเห็นความสำคัญของการเมือง และทำให้นักการเมืองเห็นความสำคัญของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เขามีความตั้งใจ และยอมเสี่ยงที่จะเจรจากับนักการเมือง เพื่อผลักดันให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ศาสตราจารย์มิลส์เล่า

เงื่อนไขทางการเมืองที่สำคัญในช่วงก่อตั้งหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ รัฐธรรมนูญปี 2540 ภาคประชาชนเข้มแข็ง​ และ ทักษิณ ชินวัตร

ในหมวด 5 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 ว่าด้วยนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ได้กำหนดบทบาทของรัฐบาลในการทำนโยบายสาธารณะในทุกด้านอย่างชัดเจน เช่น การพัฒนาการศึกษาและกระบวนการยุติธรรม ส่วนในด้านสาธารณสุข ได้เขียนไว้ในมาตรา 82 ว่า “รัฐจะต้องจัดและส่งเสริมการสาธารณสุขให้ประชาชนได้รับบริการที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง”

การเขียนรัฐธรรมนูญไว้เช่นนี้ เปรียบเสมือนลายแทงให้นักการเมืองที่จะเข้าสู่สังเวียนเลือกตั้ง ต้องทำการบ้านอย่างหนัก และเสนอนโยบายที่เป็นรูปธรรมสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ

ในปี 2541 ทักษิณก่อตั้งพรรคไทยรักไทยและเตรียมลงเลือกตั้งในปี 2544 จึงทำกระบวนการรับฟังความเห็นจากภาคประชาชน นักธุรกิจ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนำมาจัดทำนโยบายหาเสียงที่ตรงใจกับประชาชนมากที่สุด

ในจังหวะนี้เองที่นายแพทย์สงวนทำงานรณรงค์​ร่วมกับภาคประชาชนเพื่อทำร่างกฎหมายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งมี จอน อึ๊งภากรณ์ เป็นที่ปรึกษา นายแพทย์สงวนยังเดินสายเสนอโมเดลสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าให้กับพรรคการเมืองต่าง ๆ​ พร้อม แต่กลับไม่มีพรรคการเมืองไหนให้ความสนใจอย่างจริงจัง

มีเพียงทักษิณและทีมงานนโยบายสาธารณสุขของพรรคไทยรักไทย ซึ่งมี นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เป็นหัวหอก ที่ให้ความสนใจกับเรื่องนี้มาก และดึงมาเป็นหนึ่งในแคมเปญหาเสียง ด้วยสโลแกน “30 บาทรักษาทุกโรค”

เมื่อชนะการเลือกตั้ง พรรคไทยรักไทยก็รักษาสัจจะด้วยการเร่งออก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปี 2545 และตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มาทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในการซื้อบริการจากโรงพยาบาลให้กับประชาชน

จึงถือได้ว่ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้เริ่มอย่างเป็นทางการในที่สุด

“ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือส่วนผสมของการเมืองและการออกแบบระบบทางเทคนิค” ศาสตรจารย์มิลส์ให้ความเห็น

“ฉันเคยทำการศึกษาและประเมินระบบสุขภาพในประเทศแอฟริกาใต้ พบว่าเมื่อก่อนนี้มีประชากรร้อยละ 20 ที่มีประกันสุขภาพจากการทำงาน แม้ว่าตอนนี้ รัฐบาลตกลงในเชิงหลักการที่จะผลักดันระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ยังไม่สามารถเกิดได้ เพราะฝ่ายการเมืองแบ่งขั้วอย่างรุนแรง

ต่างกับประเทศไทย ที่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดก่อนที่ผู้เล่น(ทางการเมือง)แต่ละฝ่าย จะมีอำนาจมากล้นเกินไป และอยากรักษาผลประโยชน์ของตนเองจนระบบไม่เกิด”

ในเชิงโครงสร้างการบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แม้ว่าสปสช.ถูกตั้งขึ้นโดยแยกการบริหารออกจากกระทรวงสาธารณสุข แต่ สปสช.ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข มีรัฐบาลและระบบรัฐสภาทำหน้าที่อนุมติงบประมาณ

“ดังนั้น คุณไม่สามารถแยกเรื่องการเมืองออกจากระบบสาธารณสุขได้เลย”

อย่างไรก็ดี มิลส์เห็นว่าอีกเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้เกิดระบบระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขในรัฐบาลชุดก่อน ๆ

“ก่อนหน้าที่จะริเริ่มกองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า รัฐบาลไทยเน้นนโยบายสร้างโรงพยาบาล และผลิตบุคลากรด้านสาธารณสุข มีโรงพยาบาลและหมอกระจายในชนบท ทำให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทำให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเกิดขึ้นได้ แค่มีเงินอย่างเดียว มันยังไม่พอ”

“ยังมีปัจจัยอื่น ๆ เช่น ประเทศไทยมีระบบจัดทำเลขบัตรประชาชน ทำให้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีฐานข้อมูลประชากรตั้งแต่เริ่มต้น และยังมีระบบข้าราชการ ที่ถึงแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพบ้าง แต่ก็มีความสามารถมากพอที่จะตั้งระบบ และเปิดดำเนินงานภายใน 9 เดือน (หลังมีรัฐบาลไทยรักไทย)”

“จริง ๆ แล้ว มีประเทศอื่น ๆ ที่ทำหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ในกรณีของประเทศไทย ถือว่ามีระดับพัฒนาการที่ ‘ไม่ธรรมดา’ เลย”

การจัดการ ‘ความคาดหวัง’ ต่อระบบ

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะได้รับแต่คำชม หากแต่ยังมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในระบบสุขภาพ

ข้อมูลจาก สปสช.ระบุว่า การประเมินความพึงพอใจของประชาชนต่อการดำเนินหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพิ่มจากร้อยละ 83.01 ในปี 2546 เป็นร้อยละ 95.66 ในปี 2560 ซึ่งถือว่าเป็นระดับความพอใจที่สูงมาก

ขณะที่การการประเมินความพึงพอใจของผู้ให้บริการ เช่น แพทย์ เจ้าหน้าที่ และผู้บริหารโรงพยาบาล พบว่าเพิ่มจากร้อยละ 45.66 ในปี 2546 เป็นร้อยละ 69.65 ในปี 2560 ซึ่งถือว่าเป็นระดับความพอใจที่น้อยกว่าฝั่งประชาชน จึงพออนุมานได้ว่าผู้ให้บริการน่าจะประสบข้อติดขัดหลายประการ เช่น ความแออัดของโรงพยาบาและภาระงานที่เพิ่มขึ้น

“เวลาที่คุณทำให้คนเข้าถึงการรักษาฟรี แน่นอนอยู่แล้วว่าจะทำให้คนมาโรงพยาบาลมากขึ้น ซึ่งนั่นก็เกิดขึ้นในอังกฤษที่มีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า มันไม่มีระบบไหนที่สมบูรณ์พร้อมหรอก”

“การทำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คือ ‘การแลกเปลี่ยน’ (Trade-off) และการจัดการกับแรงกดดันที่มาจากความคาดหวังของผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ”

ในด้านงบประมาณ พบว่าในปีงบประมาณ 2546 กองทุนหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้รับการจัดสรรงบเหมาจ่ายรายหัวที่ 1,202.40 บาท/คน/ปี รวมเป็นงบประมาณ 56,091 ล้านบาท จนกระทั่งในปีงบประมาณ 2562 ได้รับงบเหมาจ่ายรายหัว 3,426.56 บาท/คน/ปี รวมเป็นงบประมาณ 166,445 ล้านบาท นำมาสู่ความกังวลต่อระบบการคลังของรัฐบาลในอนาคต

อย่างไรก็ดี แม้ว่างบเหมาจ่ายรายหัวจะสูงขึ้นถึง 3 เท่า แต่ในภาพรวม ยังอยู่ในสัดส่วนน้อยกว่าร้อยละ 1 ของจีดีพี ซึ่งเป็นอัตราส่วนที่เป็นเหตุเป็นผล และสะท้อนว่าประเทศไทยยังมีความสามารถจ่ายให้กับระบบสุขภาพได้อีก

ศาสตราจารย์มิลส์กล่าวว่าในระยะยาว เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนาขึ้น จะทำให้คนคาดหวังที่จะได้รับการรักษาที่ด้วยเทคโนโลยีหรือยาที่แพงขึ้น

“คุณจะพบกับแรงกดดันจากความคาดหวังแบบนี้ในทุกจุดของการทำระบบสุขภาพ แต่ประเทศไทยยังถือว่าสามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้ดี

ตอนที่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติดำเนินงานมาครบหนึ่งทศวรรษ ฉันได้เข้าไปมีส่วนในการประเมินความคุ้มทุนและผลลัพธ์ของโครงการ ได้พบความน่าสนใจตรงที่ประเทศไทยมีความพยายามในการจัดการกับโรคที่มีค่ารักษาแพง เพื่อจัดการกับแรงกดดันนี้”

ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การออกแบบสิทธิประโยชน์รักษาโรคไตวาย ซึ่งแต่เดิม ผู้ป่วยโรคไตวายมักมีความคาดหวังว่าต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีการฟอกเลือด หรือการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งล้วนแล้วเป็นวิธีการรักษาที่มีราคาแพง และกองทุนฯยังไม่มีความสามารถทางการเงินมากพอที่จะจ่ายให้ได้

กองทุนฯจึงทำสิทธิประโยชน์ เน้นให้ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาเริ่มด้วยการล้างไตผ่านช่องท้องก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งเป็นวิธีการรักษาที่มีต้นทุนที่ไม่แพงมาก หลังจากนั้น หากรักษาครบ 5 ปี จึงเปลี่ยนให้การรักษาแบบฟอกเลือดหรือบริการเปลี่ยนไตฟรีในขั้นสุดท้าย

นอกจากนี้ ยังให้เงินสมทบกับหน่วยบริการที่ให้บริการล้างไตผ่านช่องท้อง เพื่อกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทำงานเชิงรุกและให้คำปรึกษาผู้ป่วยโรคไต

ซึ่งการจัดการทั้งหมดนี้ สามารถควบคุมงบประมาณ และยังทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้ถ้วนหน้า

เป้าหมายที่ต้อง ‘ทะเยอทะยาน’

สังคมผู้สูงอายุ และแนวโน้มการป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือโรค NCDs ที่พุ่งสูงขึ้น เป็นความท้าทายที่หลักระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากำลังประสบ โดยเพิ่มความต้องการดูแลรักษาผู้ป่วยในระยะยาว นั่นย่อมหมายถึงภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

“ในเรื่องของผู้สูงอายุ ด้วยลักษณะครอบครัวที่เปลี่ยนไป เดี๋ยวนี้ครอบครัวไม่มีลูก ๆ หลายคนมาดูแลผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยติดบ้านเหมือนในอดีต แต่ประเทศไทยรู้ว่าตนเองจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแต่เนิ่น ๆ จึงพอมีเวลาในการวางแผนระบบในอนาคต” ศาสตราจารย์มิลส์กล่าว

“ระบบต้องสร้างสมดุลของการพัฒนาบริการที่โรงพยาบาล และการทำให้คนสามารถดูแลตนเองได้ที่บ้าน โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องมาลงเอยที่โรงพยาบาลในทุกกรณี ในเชิงรูปธรรม อาจจัดระบบด้วยการทำศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ระบบดูแลผู้สูงอายุระยะยาว หรือสนับสนุนให้สมาชิกในครัวเรือนช่วยดูแลกันและกัน เน้นการส่งเสริมป้องกันโรค ซึ่งประเทศไทยก็ทำเรื่องนี้มาตลอด แต่ยังสามารถพัฒนาได้อีก”

ในระดับโลก ยังมีความท้าทายที่ใหญ่ขึ้นไปอีก

ในปี 2558 ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ซึ่งมีตัวชี้วัดหนึ่ง คือการทำให้ทุกประเทศมีระบบสุขภาพที่เข้าถึงได้ และเป็นธรรมภายในปี 2573

ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นเครื่องมือสำคัญในการพาไปถึงเป้าหมาย

ความสำเร็จของประเทศไทยในการทำหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ประเทศไทยได้รับการยกย่องให้เป็นแนวหน้าของโลกในเรื่องนี้ เป็นแหล่งศึกษาดูงาน และมีผู้เชี่ยวชาญที่สามารถให้คำปรึกษากับนักทำนโยบายในประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องการตั้งระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของตนเอง

“ความสำเร็จของประเทศไทย มาจากเงื่อนไขต่าง ๆ เฉพาะตัว ฉันคิดว่าสำหรับประเทศที่มีรายได้น้อย เช่น ในทวีปแอฟริกาหรือประเทศลาว คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ก้าวหน้าแบบประเทศไทยได้ในทันทีทันใด พวกเขาอาจต้องเน้นให้บริการระดับปฐมภูมิ ในช่วงริเริ่มสร้างระบบ เพราะยังไม่มีโครงสร้างด้านสาธารณสุขที่ดีนัก

ดังนั้น การทำหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในแต่ละประเทศ จึงอยู่ที่นิยามที่พวกเขาให้กับระบบ และความพร้อมด้านบริการสาธารณสุข เช่น จะให้สิทธิประโยชน์ตอนเริ่มได้มากน้อยแค่ไหน มีความคุ้มค่าหรือไม่ ใช่ว่าจะให้สิทธิประโยชน์ทุกอย่างได้ จำเป็นต้องเลือกสิ่งที่ทำได้และเหมาะสม”

ศาสตราจารย์มิลส์มองว่าเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอาจฟังดูทะเยอทะยานเกินไป

“หากเรามีเป้าหมาย เราก็จะมีหมุดหมายให้เดินไปข้างหน้า มันอาจจะดีที่เราทะเยอทะยานไว้ก่อน”

เพราะนั่นคือจุดเริ่มที่ทำให้เกิดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไทย จุดประกายจากความเชื่อที่ว่า “อะไรก็เป็นไปได้”

สัมภาษณ์: ปริตตา หวังเกียรติ และ สุภชาติ เล็บนาค /เรียบเรียง: ปริตตา หวังเกียรติ

Comments

Submitted by Moral Hazard on
"เหตุใด พนักงาน-ผู้บริหาร สปสช. จึงไม่ใช้สิทธิบัตรทอง?" เผยแพร่: 20 มิ.ย. 2560 12:22 ปรับปรุง: 21 มิ.ย. 2560 16:04 โดย: อาจารย์ ดร. อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ สาขาวิชา Business Analytics and Intelligence สาขาวิชาวิทยาการประกันภัยและการบริหารความเสี่ยง คณะสถิติประยุกต์ ผู้อำนวยการศูนย์คลังปัญญาและสารสนเทศ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ .............................................................................................................................................................................................................. สำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและ NGO ตระกูล ส พูดอยู่เสมอว่าต้องการลดความเหลื่อมล้ำ แต่ล่าสุด สปสช. ซึ่งดูแลบัตรทองทำตัวเป็นอภิสิทธิ์ชน มีการได้รับโบนัส มีการนำเงินส่วนลดค่าจัดซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรมในนามของเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐ ได้เงินไปดูงานต่างประเทศ ได้ซื้อรถตู้ ได้เงินสวัสดิการอันเป็นลาภที่ควรได้ ................... นอกจากนี้พนักงานและผู้บริหาร สปสช. ยังเป็นชนชั้นสูงได้สิทธิ์ในการรักษาพยาบาลเหนือกว่าประชาชนผู้ถือบัตรทอง 30 บาทที่โฆษณาว่า 30 บาทรักษาได้ทุกโรคนั้นไม่จริง ไม่รู้จะสรรหาคำใดมาบรรยาย ................. เวลาจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลให้ประชาชนผู้ถือบัตรทอง ใช้การเหมาจ่ายรายหัว (Capitation) สำหรับการรักษาผู้ป่วยนอก (OPD) และใช้การจ่ายเงินแบบจำกัดในการรักษาผู้ป่วยใน (IPD) โดยใช้กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (Diagnostic related group: DRG) มีการจำกัดรายการยาผ่านรายการบัญชียาหลักแห่งชาติ กำหนด protocol ในการรักษา ประหยัด จำกัด ทุกสิ่งอย่าง ..................... แต่พอจัดสวัสดิการรักษาพยาบาลให้ตัวเอง เบิกได้ฟรีทุกอย่างตามที่จ่ายจริง (Fee for service) ทั้ง OPD และ IPD ซึ่งดีกว่าทั้งสิทธิประกันสังคมซึ่งใช้การเหมาจ่ายรายหัวสำหรับ OPD และ DRG สำหรับ IPD และสิทธิรักษาพยาบาลราชการซึ่งใช้ Fee for service สำหรับ OPD และใช้ DRG สำหรับ IPD สรุปง่ายๆ คือสวัสดิการรักษาพยาบาลของพนักงานและผู้บริหาร สปสช. นั้นเหนือกว่าทั้งสิทธิราชการ สิทธิประกันสังคม สิทธิบัตรทอง ............. ถ้าบัตรทองดีจริงทำไม พนักงานและผู้บริหาร สปสช. ไม่ใช้บัตรทองด้วย หรือประชาชนเป็นชนชั้นล่าง และพนักงานและผู้บริหาร สปสช. เป็นชนชั้นสูง จึงสองมาตรฐานเช่นนี้ มีการส่งจดหมายเวียนนี้ออกไปตามโรงพยาบาลใหญ่ๆ โรงเรียนแพทย์เพื่อให้พนักงานและผู้บริหาร สปสช. สามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแบบ Fee for service ตามที่จ่ายจริง ............ นี่คือปัญหาตัวการ-ตัวแทน Principal-Agent Problem และเป็นการใช้อย่างบิดเบือน (Moral Hazard) ของ สปสช. โดยที่ สปสช. เป็นตัวแทนที่ต้องการทำให้ตนเองได้ผลประโยชน์สูงสุด ............ สปสช. เลือกใช้วิธีจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ดีที่สุดให้ตัวเองคือ Fee for service กลุ่ม NGO สปสช. บอกให้รวมกองทุนทั้งประกันสังคมและสิทธิ์ราชการ ให้มาใช้บัตรทองเหมือนกันหมด สนับสนุนการยุบรวมกองทุนบังคับประชาชนให้ใช้ OPD แบบเหมาจ่ายรายหัว และสำหรับ IPD ให้ใช้ Disease related group หรือ DRG ซึ่งคือการบีบให้เงินรักษาโรคสำหรับผู้ป่วยในจำกัดตามความจำเป็น แต่ตัวเองใช้วิธีจ่ายตามจริง ได้ทุกอย่าง ดีสุด เลิศสุด ............. นี่คือความเหลื่อมล้ำอย่างที่สุด แล้ว NGO ตระกูล ส พอได้เงินแล้วหายไปไหม นี่ไงปัญหาความเหลื่อมล้ำที่พวกคุณพูด ทำไมไม่ออกมาต่อสู้ ไม่ออกมาถล่ม .................. แล้วที่ออกมาต่อต้านการแก้กฎหมายบัตรทองกันอีก เหตุผลคืออะไรคงพอทราบกันอยู่แล้ว เมื่อสุนัขบางตัวถูกทุบชามข้าว มันจะเห่าอาละวาดไม่หยุด ................. ตกลงทำเพื่อตนเอง หรือ ทำเพื่อประชาชน? ตกลงเป็นนายหน้าค้าความตายหรือนายหน้าค้าความจน? นี่เงินแผ่นดินประชาชนย่อมมีสิทธิ์ถามได้ ว่าคุ้มค่า มีธรรมาภิบาล ............ ร้อยเอก นายแพทย์ บรรพต หัวใจ ได้แสดงความคิดเห็นว่า ............ “บัตรทองด้วยกันเอง ยังมีความเหลื่อมล้ำเลย...รับไม่ได้ สปสช. บอกว่า ตัวเองก็ใช้บัตรทอง เหมือนกัน(บางคนใช้สิทธิ์ข้าราชการของลูกหรือสามีภรรยาหรือ เกษียณออกมา ใช้สิทธิ์ข้าราชการ ก็มี) หลักฐานนี้...บอกว่า คนใน สปสช. มีอภิสิทธิ์ในการเข้ารับการรักษาได้ฟรี ที่โรงเรียนแพทย์ได้เลย อ้าว คนจนล่ะ คนจน บ้านไกลๆ ต่างอำเภอ ต่างจังหวัด ต้องกลับไปขอใบส่งตัว เพื่อเอามารักษาตัวเอง ทั้งๆ ที่ตัวเอง ก็เข้ามาทำงาน ในเมือง ในกรุงเทพแล้ว แต่ไม่มีใครรับรอง ให้ย้ายสิทธิ์บัตรทองเข้ามา บัตรทอง 15 ปีมานี้ ........... ไหนบอกว่าคุมค่าใช้จ่ายได้ดีกว่าสิทธิ์ข้าราชการ ถ้าจะให้ดีจริง บัตรทองต้องใช้โรงพยาบาลไหนก็ได้ มันถึงจะแฟร์กับคนจน เพราะคนจน ไม่มีปัญญามีบ้านมีที่ดินในเมือง คนเมือง เข้าถึงการรักษาโรงเรียนแพทย์ได้เลย ...มันไม่ยุติธรรม แล้วมีคนใน สปสช. เถียงด้วยนะ ถ้าปล่อยให้ทุกคนรักษาที่ไหนก็ได้ ศิริราช รามา จุฬา คงต้องมีสาขา 2 ,3,4 ............ คนจนที่อาศัยในกรุงเทพกล่าวว่า “เขาจะมีกี่สาขา มันก็เรื่องของเขา ทีพวกนี้ยังเข้ารักษาฟรีได้เลย ........... เงินเดือนพวกมึง ก็ภาษีประชาชน ประชาชนลำบาก พวกนี้กลับตอบแบบปัดภาระ ถ้าตั้งใจทำงานจะมีปัญญาแก้ได้ ถ้าแก้ไม่ได้ ก็ลาออกไป ให้คนที่แก้ได้ มาทำงานแทน จุฬา รามา ศิริราช เขามีจำกัดคิว และถ้าผมพักอยู่รังสิต ผมก็ไม่ไปเข้าหรอก มันไกล ผมรักษาบัตรทองที่ธรรมศาสตร์ก็ได้ ไม่ต้องคิดแทนใคร...” ............ ดังนั้น ข้อมูลนี้แสดงให้เห็นว่าบัตรทอง ไม่ได้เข้าถึงคนไทยทุกคนจริงๆ ไม่งั้น โรงพยาบาลเอกชน หรือ คลินิกหมอตามต่างจังหวัด คงไม่รวยอู้ฟู่ เพราะมีคนไข้บัตรทอง ที่ใช้สิทธิ์บัตรทองไม่ได้ เพราะทะเบียนบ้านไม่ได้อยู่ที่กำลังพักอาศัยทำมาหากิน ......... เมื่อบัตรทอง ไม่ใช่งบที่เข้าถึงคนไทยทั้งประเทศได้จริง ก็จะไปตีวัวกระทบคราด สิทธิ์อื่นๆ ไม่ได้ .......... ย้ำอีกครั้ง...ถ้าแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำให้คนไข้บัตรทองไม่ได้ ง่ายๆ...ลาออกไป แล้วเขาจะได้หาคนใหม่ มาทำแทนเพราะเงินเดือนคุณ ก็มาจากภาษี ประชาชน ........... #ชมรมพิทักษ์สิทธิ์คนไข้ไทย ............ แพทย์หญิงลักษณะพรรณเจริญวิศาล ได้กล่าวว่า ทำไมเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของ สปสช. จึงมีสิทธิพิเศษมากกว่าประชาชนคนธรรมดา? ผู้ปฏิบัติงาน สปสช. เป็นกลุ่มคนพิเศษหรือ? จึงออกกฎทำข้อตกลงกันใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องใช้บัตรทองเมื่อ เจ็บป่วยหรือว่าบัตรทองไม่ดี เคยได้ยิน เรื่องนี้ไหม ? ............ ชาวสวนปลูกถั่วฝักยาวไว้ขาย แต่ชาวสวนจะไม่กินถั่วฝักยาวที่วางขายนี้เลยอย่างเด็ดขาด เพราะ ชาวสวนรู้ว่าถั่วฝักยาวที่วางขายนี้เต็มไปด้วยสารพิษจากยาฆ่าแมลงที่ชาวสวนฉีดไว้ ส่วนถั่วฝักยาวที่ชาวสวน กินจะปลูกแยกต่างหากโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ฉันใด ก็ ฉันนั้น...คน “ใน” เท่านั้นที่ รู้ว่า สิ่งใด ดีกว่า ............ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ดิชพงศ์ พงศ์ภัทรชัย ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายการคลัง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อาจารย์ประจําภาควิชาการบัญชี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เสนอความคิดเห็นว่า ....... ขอเสนอแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ให้ผู้บริหารและพนักงานของ สปสช. รวมทั้งครอบครัว จะต้องยกเลิกสิทธิการรักษาพยาบาลดั้งเดิมของตน และใช้สิทธิบัตรทองของ สปสช. เท่านั้น เพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการที่แท้จริงและนำมาใช้ปรับปรุงแก้ไขได้อย่างมีประสิทธิภาพ./ ที่มา https://mgronline.com/daily/detail/9600000062758

Add new comment