ชู 4 ผลงานเด่น 'รางวัลมิตรภาพบำบัดดีเด่น' รำลึก 12 ปี 'หมอสงวน'

Mon, 2020-01-20 12:18 -- hfocus
Print this pagePrint this page

มูลนิธิมิตรภาพบำบัด จัดงาน “รำลึก 12 ปี หมอสงวน” สานต่อปณิธาน “มิตรภาพบำบัด เพื่อนช่วยเพื่อน ผู้ป่วยช่วยผู้ป่วย” พร้อมมอบรางวัลมิตรภาพบำบัดดีเด่น ประจำปี 2562 ชูต้นแบบผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ หน่วยงาน/องค์กร รุกงานมิตรภาพบำบัด

ที่โรงแรมทีเค พาเลช กรุงเทพฯ - เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2563 มูลนิธิมิตรภาพบำบัด จัดงาน “รำลึก 12 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์” โดยมี ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ "การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา บทเรียนจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า" พร้อมมอบ “รางวัลมิตรภาพบำบัดดีเด่น นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ประจำปี 2562” มีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 300 คน ประกอบด้วยผู้กำหนดนโยบาย ผู้บริหาร ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ เจ้าหน้าที่ ผู้ป่วย และภาคประชาสังคมด้านสุขภาพ

นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล

นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการมูลนิธิมิตรภาพบาบัด กล่าวว่า มูลนิธิมิตรภาพบำบัด (กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) เป็นองค์กรเอกชนสาธารณประโยชน์ จัดตั้งขึ้นเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ เลขาธิการผู้ก่อตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่จากไปขณะมีอายุได้เพียง 55 ปี เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2551 ด้วยโรคมะเร็งปอด ท่านได้สร้างคุณูปการหลายอย่างให้กับสังคมไทย นอกจากระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่เป็นผลงานเด่นชัดที่สุด ช่วยให้คนไทยเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างทั่วถึง ไม่ต้องล้มละลายจากการเจ็บป่วยด้วยโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงแล้ว “เครือข่ายจิตอาสามิตรภาพบำบัด เพื่อนช่วยเพื่อน ผู้ป่วยช่วยผู้ป่วย” เป็นอีกผลงานหนึ่งซึ่งเกิดจากประสบการณ์จริงของชีวิตในช่วงเจ็บป่วยและเรียนรู้ว่า คนเมื่อเจ็บป่วยย่อมต้องการคนที่เข้าใจ และต้องการคำแนะนำการปฏิบัติตัวจากประสบการณ์จริงของเพื่อนผู้ป่วยด้วยกัน โดยได้แปลงแนวคิดนี้สู่การปฏิบัติและกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการสุขภาพของไทยจนถึงทุกวันนี้

การจัดงานรำลึก 12 ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ในวันนี้ มูลนิธิมิตรภาพบำบัดร่วมกับองค์กรภาคีต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์เพื่อรำลึกถึงผลงานของนายแพทย์สงวนที่มีต่อประเทศชาติ พร้อมมอบรางวัลมิตรภาพบำบัดดีเด่นปี 2562 แด่ผู้ป่วย อาสาสมัคร เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ และหน่วยงาน องค์กร ที่มีผลงานดีเด่นในงานจิตอาสา มิตรภาพบำบัด เพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อเชิดชูเกียรตินายแพทย์สงวนและเป็นแบบอย่างแก่สังคม ร่วมขยายงานจิตอาสา มิตรภาพบำบัด เพื่อนช่วยเพื่อน ผู้ป่วยช่วยผู้ป่วย ขณะเดียวกันยังเป็นเวทีวิชาการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานของเครือข่ายผู้ป่วย เครือข่ายประชาชน

รางวัลมิตรภาพบำบัดดีเด่น นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ประจำปี 2562 ทั้ง 4 ประเภท คณะกรรมการมูลนิธิมิตรภาพบำบัดได้คัดเลือก 4 ผลงาน จาก 51 ผลงานซึ่งเป็นที่ประจักษ์ ดังนี้

ประเภทที่ 1 ผู้ป่วย อาสาสมัคร ได้แก่ นางดารณี ทิพยดาราพาณิชย์ โรงพยาบาลลำปาง

ประเภทที่ 2 เจ้าหน้าที่ ผู้ให้บริการ ได้แก่ นางภัทรกร จันทวร โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา

ประเภทที่ 3 หน่วยงาน/องค์กร/ทีมงานสนับสนุน (ระดับตติยภูมิ/ทุติยภูมิ) ได้แก่ โรงพยาบาลสตูล

ประเภทที่ 4 หน่วยงาน/องค์กร/ทีมงานสนับสนุน (ระดับชุมชน) ได้แก่ เทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง

นพ.ศิริวัฒน์ กล่าวต่อว่า นอกจากรางวัลมิตรภาพบำบัดดีเด่นข้างต้นแล้ว มูลนิธิมิตรภาพบำบัดยังมอบรางวัลชมเชยมิตรภาพบำบัดดีเด่นฯ ทั้ง 4 ประเภท อีก 9 รางวัล ซึ่งทั้งหมดนี้นับเป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุนความสำเร็จของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของไทย และขยายงานมิตรภาพบำบัดเพื่อนช่วยเพื่อนไปสู่การปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันยังมีความท้าทายที่สำคัญ คือ การสร้างความมั่นคงยั่งยืนให้ระบบ ภายใต้ปัจจัยการเปลี่ยนแปลง เช่น การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่จะทำให้ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น เทคโนโลยีทางการแพทย์ใหม่ ๆ ที่มีราคาแพงขึ้น และการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย นับเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนเพื่อร่วมพัฒนาและสานต่องานตามปณิธานของนายแพทย์สงวนต่อไป

นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร

ทั้งนี้ ในการจัดงานครั้งนี้ นพ.วิโรจน์ ตั้งเจริญเสถียร ที่ปรึกษาสำนักงานพัฒนานโยบายเพื่อการพัฒนาสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) เป็นองค์ปาฐก ปาฐกถา สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ ปี 2563 ในหัวข้อ “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม” และภาคบ่ายเป็นการเสวนา “การมีส่วนร่วมของผู้ป่วยต่อกำรพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพที่ไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลัง” โดย ผู้แทนเครือข่าย Healthy Forum

ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ปาฐกถาพิเศษ "การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา บทเรียนจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า"

ประเภทที่ 1 ผู้ป่วย อาสาสมัคร ได้แก่ นางดารณี ทิพยดาราพาณิชย์ โรงพยาบาลลำปาง

ประเภทที่ 2 เจ้าหน้าที่ ผู้ให้บริการ ได้แก่ นางภัทรกร จันทวร โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา

ประเภทที่ 3 หน่วยงาน/องค์กร/ทีมงานสนับสนุน (ระดับตติยภูมิ/ทุติยภูมิ) ได้แก่ โรงพยาบาลสตูล

ประเภทที่ 4 หน่วยงาน/องค์กร/ทีมงานสนับสนุน (ระดับชุมชน) ได้แก่ เทศบาลเมืองมาบตาพุด จ.ระยอง

Comments

Submitted by สุขภาพทางปัญญา on
""กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา"" 19 มกราคม 2563 ข่าวสาร ................................................................................................................................................................................................................. “ดร.ประสาร” ชี้ กสศ.ตั้งใจใช้บทเรียนจากสาธารณสุข แก้เหลื่อมล้ำทางการศึกษา เน้นงานวิจัยเชิงระบบ-นวัตกรรม-ภาคีเครือข่าย เพื่อค้นหา ช่วยเหลือ เด็กตกหล่นด้อยโอกาส สร้างเด็กช้างเผือก เพื่อก้าวพ้นความยากจน ระบุ รัฐลงทุนเพื่อความเสมอภาคฯ เท่ากับอุดหนุนสวัสดิการสังคม เสริมการเติบโตเศรษฐกิจประเทศ" .................... ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวปาฐกถา หัวข้อ “การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา บทเรียนจากหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า” ในงานรำลึก ๑๒ ปี นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ จัดโดย มูลนิธิมิตรภาพบำบัด (กองทุนนายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) ที่โรงแรมทีเคพาเลซ ตอนหนึ่งระบุว่า ความสำเร็จของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทำให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงบริการทางสาธารณสุขที่เคยมี ระหว่างคนที่มีฐานะแตกต่างกันในการเข้าถึงบริการของรัฐ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น ประชาชนมีความสุข มีหลักประกันในชีวิตว่าจะไม่ต้องเป็นหนี้สินหรือล้มละลายจากค่าใช้จ่ายรักษายามป่วยไข้ และยังทำให้ประเทศไทยที่แม้จะเป็นประเทศกลุ่มรายได้ปานกลาง แต่ยังสามารถเป็นกรณีตัวอย่าง เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ในความสำเร็จทำให้เกิดระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้าขึ้นมาได้ ......... ดร.ประสาร กล่าวว่า บริการภาคการศึกษา มีโครงสร้างพื้นฐาน ที่คล้ายคลึงกับโครงสร้างของภาคสาธารณสุข และประสบปัญหาหลายๆ อย่างเหมือนกับระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ยากไร้ ด้อยโอกาส เช่น ปัญหาการเข้าถึงโรงเรียนที่มีคุณภาพ ค่าใช้จ่ายทางการศึกษาที่สูงเกินระดับรายได้ครอบครัว การที่เด็กและเยาวชนต้องหลุดออกไปจากโรงเรียนก่อนเวลาอันสมควร ความเหลื่อมล้ำของการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพระหว่างคนจนกับคนรวย เป็นต้น แม้ว่าประเทศไทยได้ร่วมเป็นภาคีสหประชาชาติ ในการร่างปฏิญญาจอมเทียน เมื่อสามสิบปีที่แล้ว เพื่อเป็นการประกันว่าเด็กทุกคนจะได้รับการศึกษาอย่างถ้วนหน้า (Education for All) และในภาพรวมประเทศไทยมีนโยบายเพิ่มการเข้าถึงการศึกษาที่ดีพอสมควร แต่ยังมีเด็กกลุ่มหนึ่งที่ต้องหลุดออกนอกระบบการศึกษา เด็กที่เข้าไปเรียนแต่ไม่มีความพร้อม นักเรียนต้องหยุดเรียนเพื่อช่วยพ่อแม่ทำงาน เด็กที่ไม่มีอาหารมื้อเช้ากินก่อนเข้าเรียน .......................... “สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา พบว่า เด็กที่อยู่ในกลุ่มครอบครัวที่ยากไร้ที่สุดมีโอกาสได้เรียนต่อขั้นสูงกว่าการศึกษาระดับมัธยมปลายเพียง 5% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของครอบครัวทั่วไปที่สามารถส่งลูกเรียนต่อในระดับสูงกว่าชั้นมัธยมปลาย 35% ดังนั้นโอกาสที่เด็กที่มาจากครอบครัวกลุ่มยากไร้ที่สุดจะสามารถขยับตัวให้พ้นจากวงจรความยากจนโดยอาศัยการศึกษาจึงยิ่งเป็นไปได้ยาก” ........................ ดร.ประสาร กล่าวว่า ข้อมูล PISA ปี 2018 พบว่าเด็กกลุ่มฐานะด้อยโอกาส มีความเสียเปรียบในทุกๆ ด้าน ทั้งในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา ทัศนคติในชีวิต ความเชื่อที่ว่าชีวิตตนเองสามารถพัฒนาและเติบโตได้ (Growth Mindset) หรือแม้แต่การรังแก (Bullying) กัน ก็เกิดในกลุ่มที่ครอบครัวด้อยโอกาสมากที่สุด ข้อมูลล่าสุดจาก PISA ที่น่าเป็นห่วงคือสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำของการศึกษาภายในประเทศ ที่ประเทศไทยมีการแบ่งแยกโรงเรียนตามฐานะทางเศรษฐกิจของนักเรียนอยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก เป็นรองแค่ประเทศในละตินอเมริกาแค่ไม่กี่ประเทศเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่ภาพที่น่ายินดีนัก แต่มีเด็กไทยจำนวนหนึ่ง (ประมาณ 13%) มาจากครอบครัวที่ยากจน (ในกลุ่ม 25% ล่างสุดในสังคม) แต่สามารถทำคะแนน PISA ได้อยู่ในกลุ่มสูงสุด 25% ของประเทศ ซึ่งทาง PISA เรียกว่ากลุ่มเด็กช้างเผือก (หรือ Academic Resilient) เด็กกลุ่มนี้แม้ฐานะยากจน แต่มีความพยายามสูง มีทัศนคติที่ดี มองโลกในแง่บวก มีพ่อแม่ที่แม้จะยากจนแต่ก็สนับสนุนการศึกษา ตัวเขาเองก็มีความหวังที่จะได้เรียนต่อจนจบการศึกษาขั้นสูงสุดเพื่อที่จะข้ามพ้นความจนของครอบครัวได้. ที่มา กสศ https://www.eef.or.th/88433/

Add new comment