ข้อเสนอลดแออัดใน รพ. ‘รพ.สต.รับงบรายหัวตรง-หนุนเอกชนร่วมบริการระบบปฐมภูมิ’

Mon, 2020-02-10 18:40 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ปัญหาผู้ป่วยล้นโรงพยาบาลเป็นเรื่องที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามแก้ไขกันสารพัดวิธี ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพหน่วยบริการปฐมภูมิ การนำระบบไอทีมาช่วยจัดคิวและการนัดหมายในโรงพยาบาล การเพิ่มศักยภาพโรงพยาบาลขนาดกลางหรือเพิ่มความเชี่ยวชาญในบางโรคเพื่อแบ่งเบาคนไข้จากโรงพยาบาลใหญ่ หรือล่าสุดคือโครงการการรับยาที่ร้านยาเพื่อลดระยะเวลาการรอคอยที่ห้องยาของโรงพยาบาล แต่โดยภาพรวมแล้วก็ยังไม่ได้ช่วยลดจำนวนผู้มารับบริการลงอย่างมีนัยยะสำคัญ

เมื่อไม่นานมานี้ ศ.(พิเศษ) นพ.สมพร โพธินาม ประธานคณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เขต 7 ขอนแก่น (อปสข.) ได้จัดทำข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาผู้ป่วยแออัดในโรงพยาบาลต่างๆ เสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตลอดจนปลัดกระทรวงสาธารณสุขและเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งมีหลายประเด็นที่น่าสนใจและหากสามารถดำเนินการได้จริงอาจเปลี่ยนโฉมระบบสุขภาพของประเทศไทยไปเลยก็ได้

นพ.สมพร ชี้ให้เห็นว่า จากการลงพื้นที่ปฏิบัติงานในเขตรับผิดชอบพบว่าปัจจัยที่ทำให้มีผู้ป่วยแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ทุกจังหวัดในประเทศเกิดจากประชาชนยังไม่ศรัทธาต่อระบบบริการปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไม่มีแพทย์ประจำและขาดเวชภัณฑ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย นอกจากนี้ประชาชนยังมีทัศนคติที่ต้องการรับบริการจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค ขณะเดียวกัน ในหน่วยบริการระดับปฐมภูมิที่มีแพทย์อยู่ประจำก็มีน้อยมาก ทำให้นโยบายการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิไม่เป็นผลสำเร็จ อีกทั้งยังขาดการสนับสนุนการบริบาลด้วยแพทย์ทางเลือก เช่น แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือแม้แต่แพทย์แผนจีน (ฝังเข็ม) รวมทั้ง รพ.ของรัฐยังมีการออกนอกระบบราชการเป็นการบริหารแบบองค์การมหาชน เช่น รพ.บ้านแพ้ว เพียงแห่งเดียว รวมทั้งการให้บริการในลักษณะเอกชน เช่น คลินิกชุมชนอบอุ่นใน กทม. น้อยมากเช่นเดียวกัน และควรมีการขยายบริการในลักษณะ Cup-split จาก รพ.ใหญ่ เพื่อลดความแออัดการบริการในระดับปฐมภูมิ

และที่สำคัญคือพบว่าประชาชนที่ลงทะเบียนหน่วยบริการในระบบบัตรทองซึ่งควรจะลงทะเบียนกับหน่วยบริการปฐมภูมิ กลับมีการลงทะเบียนในพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาลขนาดใหญ่จำนวนมาก

ศ.(พิเศษ) นพ.สมพร โพธินาม

นพ.สมพร ได้เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความแออัดไว้ 3 ระยะ ซึ่งทั้ง 3 ระยะนี้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้ง สธ. และ สปสช.ในการขับเคลื่อน แบ่งเป็นระยะแรก มี 5 ประเด็นประกอบด้วย

1.การสร้างระบบปฐมภูมิที่เข้มแข็ง โดย รพ.สต. ต้อง Split CUP (Contracting Unit for Primary Care) แทนที่โรงพยาบาลใหญ่จะรับลงทะเบียนผู้ป่วยสิทธิบัตรทองก็ให้ลดจำนวนลงแล้ว แยกออกมาให้ รพ.สต.รับเองโดยสปสช.โอนเงินตรงไปที่ รพ.สต. ที่ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการประจำ ยกตัวอย่างเช่นที่ รพ.สต.ศีรษะละเลิง และ รพ.สต.มะค่า จ.นครราชสีมา ซึ่งเป็น รพ.สต.ติดดาวระดับประเทศ เป็นหน่วยบริการที่ประชาชนชื่นชอบอย่างมากโดยให้บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค รักษาพยาบาลเบื้องต้น และฟื้นฟูสมรรภาพด้านการแพทย์ ในระดับปฐมภูมิได้เป็นอย่างดี โดย นพ.สมพร ชี้ว่ายิ่ง Split มาก จำนวนผู้ป่วยก็ยิ่งกระจาย ไม่มากระจุกที่โรงพยาบาลใหญ่โดยเฉพาะผู้ป่วยนอก

"ส่วนโรงพยาบาลใหญ่ต้องลดจำนวนผู้ลงทะเบียนบัตรทองให้มากเพราะต้องเป็นหน้าที่ของหน่วยบริการปฐมภูมิ แต่ก็ต้องมีการเพิ่มเงินชดเชยผู้ป่วยในให้เขาด้วย แต่สิ่งที่จะดีขึ้นคือแพทย์และพยาบาลมีเวลาดูแลผู้ป่วยในมากขึ้น มีเวลาทำวิจัย สอนรุ่นน้องให้มีความสามารถมากขึ้น Win-Win ทั้งสองฝ่าย ได้ลดความแออัด ไม่ต้องมานั่งตรวจคนไข้นอกจำนวนมาก เอาเวลาไปดูแลคนไข้ในให้ดีที่สุด ส่วนสถานบริการระดับปฐมภูมิก็ดูแลผู้ป่วยนอกในลักษณะองค์รวมดังกล่าวไป" นพ.สมพร กล่าว

สำหรับหน่วยบริการที่จะ Split CUP ต้องขึ้นกับหน่วยบริการเองด้วยว่าที่ไหนมีความพร้อม โดยแพทย์ที่ไปประจำอาจจ้างแพทย์ที่เกษียณอายุแบบ รพ.สต.ศีรษะละเลิง และ รพ.สต.มะค่า หรือ สธ. อาจจัดสรรมาให้ก็ได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อม

2.ต้องสนับสนุนแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ และการฝังเข็ม ตัวอย่างเช่นแพทย์แผนไทยมีบัญชียาหลัก 91 รายการ รักษาและส่งเสริมสุขภาพได้สารพัด อาการไข้เล็กน้อยก็มียาสมุนไพรรักษาได้ดี หรือการฝังเข็มก็ช่วยได้มาก ทางองค์การอนามัยโลกก็รับรองว่ารักษาได้เกิน 50 โรคโดยเฉพาะอาการเจ็บปวดต่างๆ แต่ประเทศไทยยังไม่มีหลักสูตรให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียนการฝังเข็มเลย อีกทั้ง สปสช.ควรให้สิทธิประโยชน์กับผู้ที่ทำงานประเภทนี้ด้วย

"ตัวอย่างที่ประเทศจีนมีสัดส่วนการรับบริการระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์แผนจีนอยู่ที่ 50:50 ดังนั้นถ้าสนับสนุนให้ไปรับบริการจากแพทย์แผนไทยและการฝังเข็มดังกล่าว ก็จะช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาลและสามารถลดงบประมาณในการซื้อยาสมัยใหม่จากต่างประเทศได้" นพ.สมพร กล่าว

3.การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อนัดหมายผู้ป่วย ตลอดจนการนำระบบ AI เข้ามาช่วยแพทย์วิเคราะห์โรค เช่น วิเคราะห์ EKG หรือวิเคราะห์ฟิล์มเอ็กซเรย์ เป็นต้น

4.สนับสนุนการรับยาที่ร้านยาซึ่งก็ได้เริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่เดือน ต.ค. 2562 ที่ผ่านมาและคิดว่าจะมีส่วนลดความแออัดได้บางส่วน

5.สนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีสถานพยาบาลเพื่อลดภาระจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ โดยอาจจะทำได้ตั้งแต่ระดับศูนย์แพทย์ คลินิก โรงพยาบาลปฐมภูมิหรือแม้แต่ทุติยภูมิและตติยภูมิ เช่น ศูนย์แพทย์เทศบาลเมืองร้อยเอ็ด เทศบาลนครอุดรธานีและโรงพยาบาลองค์การบริหารส่วนจังหวัดภูเก็ต ขึ้นอยู่กับความพร้อมของท้องถิ่นและวิสัยทัศน์ของผู้นำท้องถิ่นว่าเห็นความสำคัญของเรื่องสุขภาพประชาชนหรือไม่

"ทั้ง 5 ข้อนี้ ถ้าให้ทำอย่างแรกเลยคิดว่าเป็นเรื่องการ Split CUP เพราะการมีอำนาจบริหารจัดการเงินจะทำให้เขามีไอเดียหารายได้ใหม่ๆ รวมทั้งได้รับการสนับสนุนและการมีส่วนร่วมจากประชาชน จะสามารถทำอะไรใหม่ๆได้เยอะเลย ให้คิดและทำขึ้นมาเองจะพัฒนาได้เร็วกว่าไปสั่งให้เขาทำ" นพ.สมพร ให้ความเห็น

ในส่วนของแนวทางระยะกลาง นพ.สมพร เสนอไว้ 3 ประเด็นคือ

ประเด็นที่ 1.ส่งเสริมให้มีการจัดตั้งโรงพยาบาลดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย (Hospice) ในทุกจังหวัด โดยใช้แนวทางการรักษาแบบประคับประคองก่อนผู้ป่วยจะจากโลกนี้ไปอย่างมีศักดิ์ศรี ของความเป็นมนุษย์ ซึ่งจะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยในของโรงพยาบาลใหญ่ลงและเงินลงทุนในการจัดทำ Hospice ก็ไม่ได้สูงมาก อาจจะแค่ 15% ของการสร้างโรงพยาบาลปกติเท่านั้น

นพ.สมพร ขยายความอีกว่า เดิมมีนโยบายภาครัฐในการให้ชุมชนเป็นฐานในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายนั้นเนื่องจากปัจจุบันมีครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น ถ้าเจ็บป่วยก็ไม่มีคนดูแล หรือให้ชุมชนดูแลก็ช่วยได้บางครั้งบางคราว แต่จะให้ดูแลตลอดทั้งวันก็ไม่ได้เพราะผู้ดูแลก็ต้องออกไปทำงาน ส่วนหนุ่มสาวก็ไปทำงานในเมืองใหญ่เหลือแต่ผู้สูงอายุอยู่ในชุมชน ดังนั้นจะให้ดีที่สุดคือสร้าง Hospice เพื่อย้ายคนไข้จากโรงพยาบาลใหญ่ ทำให้เหลือเตียงว่างรองรับผู้ป่วยใหม่ๆได้

ประเด็นที่ 2. สนับสนุนให้โรงพยาบาลรัฐออกจากระบบราชการแต่ยังอยู่ในกำกับของรัฐ ในลักษณะเป็นองค์การมหาชน เพื่อให้หน่วยบริการบริหารจัดการด้วยตัวเองได้ ยกตัวอย่างเช่นโรงพยาบาลบ้านแพ้ว สามารถดูแลตัวเองและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเป็นอย่างดี จนขยายสาขาได้ถึง 12 สาขา ซึ่งการออกนอกระบบราชการเช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในประเทศได้ดำเนินการอยู่แล้ว ทำให้มหาวิทยาลัยนอกระบบราชการแต่อยู่ในกำกับของรัฐมีความคล่องตัวสูงและพัฒนาได้เร็วกว่ามหาวิทยาลัยที่อยู่ในระบบราชการ

ประเด็นที่ 3.คือการสนับสนุนให้มีการจัดตั้งหน่วยบริการเอกชนเข้ามามีบทบาทในระบบปฐมภูมิ โดยยกตัวอย่างไต้หวันซึ่งเป็นอันดับ 1 ของโลกในการดูแลประชาชนด้านหลักประกันสุขภาพ จะเห็นว่าสัดส่วนหน่วยบริการเอกชนรับไปมากกว่า 50% ขณะที่ไทยมีไม่ถึง 10%

นพ.สมพร ชี้ว่า ถ้ารัฐจะลงทุนหน่วยบริการเองต้องลงทุนหมดทั้งจ้างคน จัดซื้อยา ฯลฯ แต่ถ้าเปิดโอกาสให้เอกชนดำเนินการเอง โดยรับการสนับสนุนค่าเหมาจ่ายรายหัวตั้งแต่ต้นทางจาก สปสช. เช่น คลินิกชุมชนอบอุ่น ใน กทม. จะสามารถลดภาระการบรรจุคนเป็นข้าราชการหรือพนักงานลงได้มาก

อย่างไรก็ดี ในส่วนของ สปสช.ก็ต้องปรับระบบการจ่ายเงินด้วยเพราะปัจจุบัน สปสช.เอาเงินไปไว้เคลียริ่งเฮ้าส์ ต้องปรับให้จ่ายตรงไปที่หน่วยบริการและคลินิกเอกชนเหล่านี้ต้องตามจ่ายกรณีส่งต่อให้กับหน่วยบริการระดับสูงกว่าตามค่าน้ำหนักสัมพัทธ์ (RW) ของกลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม (DRG) จะเป็นการสร้างพลังต่อรองให้กับหน่วยบริการปฐมภูมิได้เป็นอย่างดี แต่อาจต้องมีมาตรการส่งเสริมจากภาครัฐในระยะแรก เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพราะการลงทุนครั้งแรกยังไม่มีผลงาน เบิกเงินไม่ได้ รัฐอาจมีเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รัฐเองนอกจากไม่ต้องลงทุนทำเองหมด ยังได้เงินต้นคืนพร้อมดอกเบี้ยอีกต่างหาก

และสุดท้าย ในส่วนของแนวทางระยะยาว นพ.สมพร เสนอว่าควรเพิ่มจำนวนการผลิตแพทย์ เพราะจากการตรวจเยี่ยมหน่วยบริการต่างๆในเขต 7 พบว่ายังขาดแคลนแพทย์หลายสาขา เช่น วิสัญญีแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชน จักษุแพทย์ อายุรแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ฯลฯ และถ้าเทียบจำนวนการผลิตแพทย์ อย่างอังกฤษประชากร 58 ล้านคน ผลิตแพทย์ปีละ 5,000 คน หรือเกาหลีใต้ประชากร 44 ล้านคน ผลิตแพทย์ปีละ 4,000 คน ส่วนจำนวนการผลิตแพทย์ของไทยยังห่างอีกไกล

ข้อมูลอัตราส่วนแพทย์ ต่อประชากร

ประเทศไทย อัตราส่วนแพทย์ ต่อประชากร 1 ต่อ 2244 ในปี พ.ศ.2559

ประเทศเมียนมา อัตราส่วนแพทย์ ต่อประชากร 1 ต่อ 1609 ในปี พ.ศ.2559

ประเทศสิงคโปร์ อัตราส่วนแพทย์ ต่อประชากร 1 ต่อ 434 ในปี พ.ศ.2559

ประเทศเกาหลีใต้ อัตราส่วนแพทย์ ต่อประชากร 1 ต่อ 432 ในปี พ.ศ.2559

ประเทศญี่ปุ่น อัตราส่วนแพทย์ ต่อประชากร 1 ต่อ 415 ในปี พ.ศ.2559

ประเทศอังกฤษ อัตราส่วนแพทย์ ต่อประชากร 1 ต่อ 358 ในปี พ.ศ.2559

ประเทศเยอรมนี อัตราส่วนแพทย์ ต่อประชากร 1 ต่อ 238 ในปี พ.ศ.2559

ประเทศสวีเดน อัตราส่วนแพทย์ ต่อประชากร 1 ต่อ 185 ในปี พ.ศ.2559

ประเทศเดนมาร์ค อัตราส่วนแพทย์ ต่อประชากร 1 ต่อ 224 ในปี พ.ศ.2559

หมายเหตุ : ข้อมูลจาก WHO http://apps.who.int/gho/data/node.main.HWFGRP_0020?lang=en

ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าประเทศไทยยังมีอัตราส่วนแพทย์หนึ่งคนต่อประชากรที่มากกว่าประเทศอื่น ทั้งในเอเชีย และประเทศยุโรป

Comments

Submitted by ขอขอบพระคุณครับ on
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ที่ท่านกล้าพูดความจริงของปัญหาต่าง ๆ ในวงการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขไทยได้เกือบจะครบถ้วน ............ มีหลายท่านหลายคนเคยเสนอแนะแนวทางในการแก้ปัญหาในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้มานาน ซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเบื่อ แต่ผู้รับผิดชอบระดับนโยบายให้ความสนใจน้อยมาก ที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ในทุกประเด็นทั้งระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว อย่างจริงจัง

Submitted by อาจาริยบูชา on
นายแพทย์สมพร โพธินาม เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๗๘ อายุ ๗๗ ปี สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล และ American Board of Obstetrics and Gynecology จาก Washington University ประเทศสหรัฐอเมริกา นอกจากนี้ยังได้รับอนุมัติบัตรผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ในสาขาวิชาต่าง ๆ ได้แก่ สาขาศัลยแพทย์ สาขาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา สาขามะเร็งนรีเวชวิทยา และสาขาเวชศาสตร์ครอบครัว ด้วยความเชี่ยวชาญพิเศษด้านการแพทย์ ได้รับรางวัลอาจารย์ดีเด่นจากสมาคมศิษย์เก่า คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น รางวัลพระราชทานโล่เชิดชูเกียรติ จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะผู้บุกเบิกจัดตั้งมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี และพุทธศักราช ๒๕๔๒ ได้รับการประสาทปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น .................. นายแพทย์สมพร โพธินาม เป็นผู้ที่มีความรู้และความสามารถเป็นเลิศทั้งในด้านการแพทย์และการบริหาร ตลอดชีวิตดำรงตำแหน่งที่สำคัญ อาทิ อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น คณบดีและรองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หัวหน้าภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประธานกรรมการจัดตั้งโครงการคณะแพทยศาสตร์ ประธานกรรมการจัดตั้งศูนย์บริการทางการแพทย์และวิจัยเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ..................... ด้วยเกียรติประวัติอันดีงามและบทบาทอันโดดเด่นต่อวงการแพทย์ สภามหาวิทยาลัยมหาสารคามจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ประสาทปริญญาแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาแพทยศาสตร์ เพื่อเป็นเกียรติแก่มหาวิทยาลัยมหาสารคามสืบไป./ ที่มา http://www.web.msu.ac.th/ssystem/halloffame/SDetail.php?hid=4147

Add new comment