เปิดประสบการณ์ผู้ป่วย 'สู้มะเร็งต่อมน้ำเหลือง' ที่เป็นถึง 3 ครั้ง

Tue, 2018-09-18 15:57 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย จัดงาน “ปาฏิหาริย์-เปลี่ยนมะเร็ง-ให้เป็นสุข MIRACLE is all around” ครั้งที่ 5 เพื่อเป็นกำลังใจให้กับผู้ป่วยเนื่องในวันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองโลก ซึ่งตรงกับวันที่ 15 กันยายนของทุกปี ให้ก้าวผ่านโรคมะเร็งป่วยอย่างมีความสุข พร้อมเปิดประสบการณ์การต่อสู้กับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองที่เป็นถึง 3 ครั้ง ของ เมย์ หทัยชนก บุญพิชญาภา และคุณพิมพ์-สุวพร ดำรงสุกิจ อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และนักกีฬาปีนผาทีมชาติไทย

ศ.นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย

ศ.นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มะเร็งต่อมน้ำเหลืองเป็นมะเร็งทางโลหิตวิทยาที่พบได้บ่อยติดอันดับ 1 ใน 5 ของมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย โดยคาดว่าน่าจะมีผู้ป่วยใหม่ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองปีละกว่า 3,000 ราย หรือ เทียบเท่า 8 รายต่อวัน และแนวโน้มมีผู้ป่วยเพิ่มจำนวนมากขึ้นในแต่ละปี ซึ่งยังไม่สามารถระบุสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้อย่างชัดเจน

แต่อย่างไรก็ตามมะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด มีโอกาสรักษาหายขาดได้ถ้าได้รับการรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มแรก สำหรับอาการเริ่มต้นของโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองอาจคล้ายกับอาการอื่นๆ ที่พบได้ในภาวะต่างๆ เช่น การติดเชื้อ เหงื่อออกตอนกลางคืน เป็นไข้ น้ำหนักลด มีก้อนโตบริเวณลำคอหรือรักแร้ หากมีอาการดังกล่าวนานเดือน 3 สัปดาห์ ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจต่อไป

ในส่วนของการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนั้น ยังมีนวัตกรรมการรักษาใหม่ๆ มากมาย ได้แก่ การใช้เคมีบำบัด การใช้ยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ การฉายแสง และการปลูกถ่ายไขกระดูก (สเต็มเซลล์) ซึ่งปัจจุบันหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้มีการอนุมัติการใช้ยาโมโนโคลนอลแอนติบอดี้ (Monoclonal antibody) แก่ผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด นอนฮอดจ์กิน (Non-Hodgkin Lymphoma : NHL) ชนิด diffused large B-cell lymphoma ที่มีเป้า CD 20 เป็นบวก ซึ่งให้คู่กับยาเคมีบำบัดสูตรมาตรฐาน เพื่อให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีคุณภาพ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ป่วยที่จะมีโอกาสหายขาดจากโรคมากขึ้น

ในปีนี้ "ชมรมโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองแห่งประเทศไทย" ด้วยความร่วมมือจากโรงเรียนแพทย์ และสถานพยาบาลที่สำคัญของประเทศ รวม 13 แห่ง ได้จัดกิจกรรม "ปาฏิหาริย์-เปลี่ยนมะเร็ง-ให้เป็นสุข : MIRACLE is all around – Fight to Lymphoma" ครั้งที่ 5 ขึ้น ในวันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา ณ ลานเซ็นทรัลคอร์ท ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยการจัดงานในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้คนไข้โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองทุกคน มีคุณภาพชีวิต และแรงบันดาลใจที่ดี เพื่อที่จะก้าวข้ามผ่านโรคร้ายไปให้ได้ และรู้สึกว่าถึงจะป่วยแต่ก็ป่วยอย่างมีความสุข

นอกจากนี้ในงานยังร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับผู้ป่วย เพื่อสร้างกำลังใจ จากผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาทิ

หทัยชนก บุญพิชญาภา

เรื่องจริงของสาวแกร่งสุดสตรอง กับการมาเยือนของมะเร็งต่อมน้ำเหลืองถึง 3 ครั้ง 3 ครา ของ เมย์ หทัยชนก บุญพิชญาภา แต่ก็ยังต่อสู้กับโรคด้วยรอยยิ้มอันสดใส ปัจจุบัน คุณหมอมีการปรับแผนการรักษาแบบใหม่ โดยเป็นรักษาด้วยเคมีบำบัดเหมือนเดิม และเพิ่มเติมด้วยยาภูมิต้านทานแบบพุ่งเป้า (Targeted Therapy) หรือ Monoclonal antibody เข้าไปด้วย และแผนนี้ใช้ระยะเวลารักษาทั้งหมดประมาณ 1 ปี ซึ่งยาครั้งนี้ถือว่าผลการตอบสนองค่อนข้างดี ก้อนยุบลงเกือบหมด และผลเลือดก็ดูดีระดับนึงไม่ตกต่ำรุนแรงเหมือนที่ผ่านๆ มา ก็ยังพอจะมีรอยยิ้มต่อสู้ต่อไปได้

“ถึงแม้ว่าเส้นทางการต่อสู้กับโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองของเมย์ ยังไม่รู้ว่าสุดท้ายปลายทางจะเป็นยังไง และระหว่างทางที่เดินในอุโมงค์นี้จะต้องพบเจอเรื่องราวอะไรอีกบ้าง แล้วจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เมื่อไหร่ ซึ่งมันก็ไม่สำคัญเลย เพราะเมย์เชื่ออยู่เสมอว่า วันที่เราเริ่มต้นต่อสู้แล้ว ถ้าเราต่อสู้อย่างเต็มที่ สู้แบบไม่ถอย และสู้แบบดีที่สุดแล้ว ไม่ว่าปลายทางจะเป็นยังไง เมย์ก็จะไม่รู้สึกเสียใจเลย และเมย์ก็หวังว่า เรื่องราวของเมย์จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างแรงบันดาลใจ และกำลังใจดีๆ ให้กับทุกคนที่กำลังโลดแล่นอยู่บนเส้นทางของนักสู้เหมือนกับเมย์จะสู้ต่อไปเช่นกันพร้อมรอยยิ้มและกำลังใจ”

สุวพร ดำรงสุกิจ

ขอบคุณมะเร็งที่ให้ชีวิตใหม่ สู้จนรอดสู่นักปีนผาทีมชาติเรื่องจริง ของสาวมั่น สายสตรองคุณพิมพ์-สุวพร ดำรงสุกิจ อดีตผู้ป่วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และนักกีฬาปีนผาทีมชาติไทย ที่เลือกจะอยู่กับมะเร็งอย่างเข้าใจ และมองโลกมุมใหม่ ภายใต้แนวคิด "เราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นๆ ด้วย" สาเหตุที่ทำให้ไปตรวจตอนนั้นก็คือ พิมพ์มีอาการไออย่างต่อเนื่องอยู่ประมาณ 2-3 เดือน และพอไปหาหมอ หมอให้ x-ray ทรวงอกก็เจอก้อนการรักษาของพิมพ์เป็นการให้คีโมต่อเนื่อง 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 5 วัน ทั้งหมด 6 รอบค่ะซึ่งแต่ละรอบนั้นพิมพ์อยู่โรงพยาบาลรอบละ 14 วัน มีเวลาออกมาข้างนอก 7 วัน แล้วกลับไปให้คีโมใหม่ หลังจากพิมพ์รู้วาพิมพ์ป่วยเป็นอะไร พิมพ์ได้ทำการปรึกษาคุณหมอ และหาข้อมูลเองอยู่สักระยะก็ทำให้พิมพ์ทราบว่า "โรคนี้มีโอกาสหาย" และยังสามารถหายขาดได้อีกด้วย

“เอาจริงๆ มันก็มีทั้งที่รักษาหาย และไม่หาย แต่เราเลือกโฟกัสแต่สิ่งดีๆ มองแต่คนที่หาย มันทำให้เราบอกกันตัวเองเสมอๆ ว่า “คนอื่นหายได้ทำไมเราจะหายไม่ได้ล่ะ” พิมพ์ก็มีช่วงเวลาทีท้อ และมีความรู้สึกอยากที่จะฆ่าตัวตายเกิดขึ้นมาในหัวเหมือนกันเพียงแต่ว่า ณ จุดต่ำสุดของพิมพ์ ตรงนั้น พิมพ์ไม่เลือกที่จะจมอยู่กับมันนาน เพราะเมื่อเรามองไปข้างๆ เตียง เราเจอคุณแม่ที่ต้องเสียสละหยุดงานยกเลิกทุกอย่างที่มีเพื่อมานอนเฝ้า และดูแลเรา พี่น้องเราที่คอยมาหาเสียสละหยุดงานมาให้กำลังใจ มาดูแลเราเพื่อนๆ อีกมากมายที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาพูดคุยให้กำลังใจ โทรหา ส่งข้อความมา

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนั้น มันทำให้เราเห็น และรู้สึกได้ว่าชีวิตเรานั้นช่างมีค่า และมีความหมายมากมายแค่ไหน จากที่เราเคยคิด เคยรู้สึกว่าฉันอยู่เพื่อตัวเอง ทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง หรืออย่างมากก็ทำเพื่อตัวเอง และคนในครอบครัว แต่ทุกคนทำให้ได้รู้ว่า เราต้องมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นๆ ด้วย" ปัจจุบันคุณพิมพ์อยู่ในภาวะโรคสงบ และก้าวข้ามผ่านโรคร้ายมาได้ และมะเร็งยังเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้พิมพ์มุ่งมั่นจนกลายมาเป็นนักกีฬาปีนผาทีมชาติไทยในปัจจุบัน

Comments

Submitted by อรอุมา เพดซิค on
สวัสดีค่ะ รบกวนสอบถามเกี่ยวกับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองค่ะ พอดีดิฉันมีก้อนขนาดประมาณ 1.5-2 เซ็นติเมตร จำนวน 1 ก้อน บริเวณคอด้านซ้ายอยู่เหนือไหปลาร้า ก้อนสามารถกลิ้งไปมาได้เล็กน้อย และก้อนนิ่มคล้ายยางลบค่ะ ไม่รู้สึกเจ็บ และไม่มีอาการไข้หรืออาการอื่นร่วมด้วย ตรวจเจอก้อนประมาณ 1 เดือนค่ะ ก้อนขนาดเท่าเดิม พอดีอาศัยอยู่ออสเตรเลียตอนนี้ค่ะ ไปหาหมอทั่วไป 2 ครั้ง หมอบอกเป็นแค่ต่อมน้ำเหลืองโต ไม่พบสิ่งผิดปกติ หมอตรวจโดยการคลำก้อนที่คอและบริเวณอื่นที่มีต่อมน้ำเหลือง ไม่มีการตัดชิ้นเนื้อไปตรวจและไม่มีการตรวจเลือด ดิฉันกลัวว่าจะเป็นมะเร็ง แต่หมอและสามีของดิฉัน เขาว่าดิฉันเป็น panic คิดมากเกินไป จึงอยากขอคำปรึกษาจากคุณหมอค่ะ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับคำแนะนำจากคุณหมอ ขอบคุณค่ะ

Submitted by Anna Saylor on
สวัสวัสดีค่ะอยากสอบถามเรื่องมะเร็งต่อมน้ำเหลืองนะคะ สามีเค้าเป็นอยู่นะคะวันแรกที่มีอาการก็คือเขารู้สึกหนาวสั่นแล้วก็อาเจียนเลยพาไปโรงพยาบาล CTสแกนบอกว่าเค้าติดเชื้อที่ลำไส้มีเนื้องอกที่ลำไส้แล้วดีนลำไส้เล็กมาเสียดสีกับ แผ่นคลุมหนหน้าท้อง เค้าก็เคยมีผ่าตัดใส้เลื่อนแล้วก็มีเป็น แผ่นเหมือนแผ่นคลุมหน้าท้องเทียมใส่อยู่ใต้ผนังหน้าท้องของเขาค่ะ เกิดการเสียดสีกันก็เลยทำให้เกิดการติดเชื้อรวมกันทั้งหมด แต่วันนี้ไปพบหมออีกครั้ง หมอตรวจชิ้นเนื้อแล้วบอกว่าเป็นมะเร็งน้ำเหลืองค่ะ. มันเกมือนกับมะเร็งต่อมน้ำเหลืองมั้ยค่ะ. มีวิธีการรักษาอย่างไรบ้างค่ะ จะลุกลามมั้ยค่ะ เพราะตัดออกไปแล้ว แต่หลังจากป่าตัดไปหนึ่งอาทิตย์ กลับไปวันนี้ท้องเขามีน้ำเยอะมากหมอต้องใช้เข็มดูดออกไปได้8 Oz ค่ะ จะหายมั้ยค่ะ ขอบคุณค่ะ

Submitted by OUY on
สวัสดีค่ะ ดิฉันเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลืองเหมือนกันค่ะ รักษากับโรคนี้มาเกือบ 2 ปี แล้วค่ะ ปัจจุบันอายุ 27 ปี ก่อนจะรู้ว่าเป็นใช้ชีวิตปกติเลยค่ะ แต่ก่อนที่จะตรวจพบว่าเป็นโรคนี้ ประมาณเกือบ 2 เดือนมีอาการไอแห้งๆ ไม่เจ็บคอ น้ำหนักลง หายใจบางช่วงมีเจ็บ แต่ไม่ได้คิดอะไรเพราะคิดว่าอาจจะเป็นเพราะทำงานหนัก เลิกงานดึก นอนน้อย กินน้ำน้อย เลยไม่ได้สงสัยอะไรค่ะ แต่คุณแม่สังเกตุว่าทำไมดูผอมลง หน้าตาไม่สดใสเลย ซึ่งอีกแค่ 1 เดือนก็จะถึงวันแต่งงานอยู่แล้ว คุณแม่เลยพาไปหาหมอ พอเล่าให้หมอฟัง หมอก็ขอเอ็กซเร่ดู พบว่ามีก้อนขนาดใหญ่อยู่ในปอด บริเวณขั้วปอด ประมาณ 18 เซนติเมตร คุณหมอตกใจ และตัวเราเองและคุณแม่ก็ตกใจมาก จากนั้นคุณหมอจึงอยากจะเจาะนำชิ้นเนื้อไปตรวจ และขอทำ MRI เราตัดสินใจบอกแฟนว่าเลื่อนงานแต่งออกไปก่อนดีกว่าเพราะหมอจะรีบรักษาเนื่องจากมันก้อนใหญ่ แต่แฟนบอกว่าไม่เลื่อน เชื่อว่ายังไงเราจะต้องหายไม่ว่าจะเป็นอะไรก็จะต้องหาย หลังจากทำ MRI หมอก็นัดผ่าตัดเพื่อนำชิ้นเนื้อไปตรวจ คุณหมอเลือกผ่าข้างลำตัว 5 ซม. เพื่อเจาะเอาชิ้นเนื้อไปตรวจ จากนั้นรอผลประมาณ 1 สัปดาห์ ผลที่ออกมาคือเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จริงๆ เราค่อนข้างทำใจระดับนึงแล้ว ช่วงแรกๆ ยอมรับค่ะว่าทำใจไม่ได้ ร้องไห้หนักมาก แต่แค่ 2 วันเท่านั้นค่ะ แล้วก็ดึงสติกลับมา และปรึกษาแฟนอีกครั้งว่า ยกเลิกงานแต่งงานเถอะ เพราะเราเป็นแบบนี้แล้วเราสงสารเค้าด้วย ไหนจะทางครอบครัวแฟนอีก แต่พวกเค้าเชื่อมั่นว่าเราจะต้องหาย ทำให้งานแต่งงานยังดำเนินต่อไป หลังจากผ่าตัด เรามีเวลาแค่ 2 อาทิตย์ในการฟื้นตัวเพื่อเข้าพิธีแต่งงาน ตอนนั้นมีแต่ครอบครัวและเพื่อนสนิทเท่านั้นที่ทราบเรื่องนี้ หลังจากผ่านงานแต่งงานมาได้ เราพัก 3 วัน และเริ่มทำการรักษาทันที คุณเลือกใช้วิธีให้เคมีบำบัดทั้งหมด 6 เข็ม เดือนละ 1 ครั้ง คุณหมอบอกว่าให้สูตรแบบเต็มที่เลยเพราะเราอายุยังน้อย หลังจากให้มา 3 เข็ม ( 3 เดือน) ก้อนนั้นมันลดลงไปจนแทบมองไม่เห็นแล้ว และผลเลือดค่อนข้างดีมาก พอให้มาครบ 6 เข็ม (6เดือน) ทำ CT SCAN ไม่พบก้อนแล้ว แต่คุณหมอยังให้ต่ออีก 2 เข็ม รวมทั้งหมด 8 เข็ม เพื่อทำลายเชื้อให้สนิท และคุณหมอให้ฉายแสงเพิ่มอีก 20 ครั้ง ซึ่งการฉายแสงต้องฉายทุกวัน เว้น 2 วัน เราจบขั้นตอนการรักษาแค่เท่านี้......... ปัจจุบัน เราไม่ได้รักษาอะไรแล้ว และคุณหมอไม่เคยให้ทานยาใดๆเลยตั้งแต่เริ่มรักษามา เราทำCT SCAN ทั้งหมด 5 ครั้ง ตอนนี้คุณหมอนัดfollow up ทุกๆ 3 เดือน แค่ตรวจเลือด นานๆทีจะมีให้เอ็กซเร่ ผลข้างเคียงของการให้เคมีบำบัด(คีโม) ก็จะแล้วแต่สูตรยาที่คุณหมอให้ในแต่ละคนด้วยนะคะ อย่างของเราคุณหมอจัดเต็มเลย เจอไปเข็มแรก นอนหมดแรงไป 3 วันเลยค่ะ อาเจียนทั้งวัน ทานไม่ได้ แต่พอเข็มที่ 2 เริ่มปรับตัวได้ แต่ผมเริ่มร่วง เราตัดสินใจให้แม่ชีโกนผมให้เลยค่ะ เพราะสุดท้ายยังไงก็ต้องร่วงหมดอยู่แล้ว เดี๋ยวผมก็ยาวขึ้นมาใหม่เราคิดแบบนั้น พอหลังจากเข็มที่ 3 ไปแล้วนั้นทุกอย่างปกติ แต่ก็มีเพลัย และอาเจียนอยู่บ้าง แต่เราต้องสู้กับมันค่ะ ต้องผ่านมันไปให้ได้ เราใช้ชีวิตแบบแฮปปี้กับสิ่งที่เป็นไม่คิดมากเลย เพราะเราคิดเสมอว่าถ้าเราอ่อนแอ เราเครียดเราไม่มีความสุข คนที่รักเราเค้าจะทุกข์ไปด้วย ฉะนั้นเราต้องทำให้คนรอบข้างมีความสุขด้วยค่ะ ตอนนี้ความรู้สึกเราเหมือนพายุก้อนใหญ่มันได้ผ่านไปแล้ว ชีวิตเรากลับมาอีกครั้ง เราเปลี่ยนพฤติกรรมทุกอย่าง เราไม่จริงจังกับงาน ไม่ทุ่มเทงานจนมากไป นอนให้พอ กินผักมากขึ้น เลือกทานมาขึ้น เพราะชีวิตแต่ก่อนเราไม่ได้โลดโผนอะไรเลย เป็นคนไม่ดื่ม ไม่เที่ยว แค่ช่วง 6 เดือนให้หลัง เราทำงานหนัก นอนน้อยมาก และไม่ทานผัก แต่ตรวจสุขภาพทุกปีนะคะ ไอเจ้าก้อนนี้มันโตหลังจากเราตรวจสุขภาพแค่ 6 เดือนเอง ....... ฉะนั้นเราอยากจะบอกคนที่เป็นโรคนี้ว่า ให้สู้ๆนะคะ เข้มแข็ง ให้กำลังใจและให้ความเชื่อมั่นว่าเราจะผ่านมันไปได้ กำลังใจจากคนรอบข้างเป็นสิ่งสำคัญก็จริงค่ะ แต่กำลังใจของตัวเราเองสำคัญที่สุด อนาคตมันจะเกิดขึ้นอีกมั้ย เราไม่สามารถรู้ได้เลยค่ะ ตอนนี้คิดเสมอว่ามีความสุขในทุกวัน ดูแลตัวเองให้มากขึ้น แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ :)

Add new comment