ครม.อนุมัติอัตราข้าราชการ สธ. 45,684 ตำแหน่ง พร้อมมาตรการหนุนบุคลากรสู้ “โควิด-19”

Tue, 2020-04-07 14:59 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ครม.อนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ตามที่ สธ.เสนอ 45,684 ตำแหน่ง พร้อมอนุมัติมาตรการสร้างขวัญและกำลังใจบุคลากรสาธารณสุขสู้ “โควิด-19”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ประชุมมีมติอนุมัติและเห็นชอบในหลักการตามที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กระทรวงสาธารณสุข เสนอ ดังนี้

1.ขออัตราข้าราชการตั้งใหม่เพื่อบรรจุบุคลากรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานด่านหน้าในสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ในปีงบประมาณ พ.ศ.2563 จำนวน 24 สายงาน รวมทั้งสิ้น 38,105 อัตรา

2.ขออัตราข้าราชการตั้งใหม่เพื่อบรรจุนักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2563 จำนวน 5 สายงาน รวมทั้งสิ้น 7,579 อัตรา

โดยทั้ง 2 ข้อนี้ให้ไปกำหนดหลักเกณฑ์โดยยึดกรอบและอัตรากำลังที่ ครม.อนุมัตินี้ จากคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ โดยหลังจากผ่านการพิจารณาของ คปร.แล้ว ไม่ต้องกลับที่การพิจารณาของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) อีก ให้ถือว่ามีผลผูกพัน และ ก.พ.จะเป็นผู้บรรจุวาระเข้า ครม.เอง เพื่อให้ ครม.รับทราบตามที่ได้อนุมัติ

3.คัดเลือกบรรจุบุคคลซึ่งมิได้สำเร็จการศึกษาในวุฒิที่ ก.พ. กำหนดคัดเลือกบรรจุเข้ารับราชการตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ที่ นร 1004/ว17 ลงวันที่ 19 กันยายน 2562

4.จัดสรรโควตาพิเศษความดีความชอบพิเศษสำหรับบุคลากรสาธารณสุข

5.การเพิ่มอายุราชการเพิ่มทวีคุณในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉินสำหรับบุคลากรสาธารณสุข

6.การลดดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนบุคคลกรุงไทยธนวัฎ/ธนาคารออมสิน ระยะเวลา 1 ปี สำหรับบุคลากรสาธารณสุข

7.การปรับอัตราชดเชยใน ม.18(4) ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ให้บริการสาธารณสุขที่ได้รับความเสียหายจากการให้บริการสาธารณสุข พ.ศ.2561 (กรณีติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 จำนวน 2 เท่า จากอัตราเดิม

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า นอกจากมาตรการสร้างขวัญและกำลังใจบุคลากรสาธารณสุขในสถานการณ์ โควิด-19 ข้างต้นแล้ว ยังมีอีก มาตรการ ที่กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการเพิ่มเติม ดังนี้

1.ปรับสิทธิประโยชน์ของบุคลากรที่ได้รับความเสียหายกรณีปฏิบัติหน้าที่ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี (กรณีเสียชีวิต/เจ็บป่วย/ทุพพลภาพ)

2.ปรับระเบียบค่าตอบแทนกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 5 ในการปฏิบัติงานในกิจกรรมเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 (เพิ่มค่าตอบแทน 2 เท่าจากอัตราเดิม)

3.การสื่อสารและอื่นๆ โปรโมชั่นพิเศษค่าโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตสำหรับบุคลากรสาธารณสุข

รายละเอียดตามมติ ครม. 7 เมษายน 2563 มีดังนี้ 

เรื่อง ขออนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ และมาตรการเพิ่มสิทธิประโยชน์อื่นสำหรับบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข รองรับภาวะฉุกเฉินในสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด 19

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการอัตราข้าราชการตั้งใหม่เพื่อบรรจุบุคลากรในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานด่านหน้าในสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด 19 ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 24 สายงาน รวมทั้งสิ้น 38,105 อัตรา และอัตราข้าราชการตั้งใหม่เพื่อบรรจุนักศึกษาผู้สำเร็จการศึกษาในปี 2563 จำนวน 5 สายงาน รวมทั้งสิ้น 7,579 อัตรา ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้คณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ไปพิจารณาในรายละเอียดซึ่งรวมถึงมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

สาระสำคัญ

ตามที่ประเทศไทยได้มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19 และกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานหลักในการวางแผนรับมือการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โรคโควิด 19 โดยยึดหลัก “ชีวิตและสุขภาพของประชาชนเป็นสำคัญ” ซึ่งมีความจำเป็นต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถของระบบบริการสุขภาพในเวลาจำกัด เพื่อรองรับการเร่งค้นหาตรวจคัดกรองวินิจฉัยและการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ติดเชื้อ และผู้ป่วยจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการรุนแรง ที่แม้จะมีการเพิ่มอุปกรณ์เครื่องมือทางการแพทย์ หรือจำนวนเตียงผู้ป่วย แต่หากกำลังคนมีไม่เพียงพอต่อการให้บริการ จะไม่สามารถทำให้ผู้ป่วย และประชาชนมีความปลอดภัย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีอัตรากำลังอยู่เพียงร้อยละ 70 ของกรอบความต้องการ จึงประสบปัญหาความขาดแคลนรุนแรงมากขึ้นในสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโรคโควิด 19

ดังนั้น เพื่อรองรับสถานการณ์การเพิ่มขึ้นของภาระงานจากการระบาดของโรค กระทรวงสาธารณสุขจึงมีภารกิจที่มีความจำเป็นเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในการเพิ่มขีดความสามารถด้านกำลังคนให้มีจำนวนเพียงพอ และมีสมรรถนะเหมาะสมในการตรวจคัดกรอง วินิจฉัยโรค การรักษาพยาบาล การควบคุมป้องกันการแพร่กระจายของโรค รวมทั้งการส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพของประชาชน

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้มีการจ้างงานบุคลากรที่ให้บริการผู้ป่วยติดเชื้อโดยตรง และสายงานสนับสนุนงานตรวจรักษาวินิจฉัยคัดกรองที่ต้องสัมผัสกับเชื้อโรค ได้แก่ แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ และสหวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบริการด้านสาธารณสุข ในระบบการจ้างงานทางเลือก ซึ่งบุคลากรเหล่านี้เป็นผู้ที่ได้รับการฝึกอบรม และสั่งสมประสบการณ์การทำงานในสาขาวิชาชีพ เป็นกำลังหลักในการปฏิบัติงานด่านหน้าที่จะต้องทำงานเป็นเวรผลัดตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งเป็นกำลังหลักในการหมุนเวียนไปปฏิบัติงานในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง ซึ่งหลักฐานเชิงประจักษ์พบว่า บุคลากรในระบบการจ้างงานทางเลือกดังกล่าว มีอัตราการลาออกจากงานและอาจเป็นปัจจัยผลักให้บุคลากรกลุ่มนี้ลาออกในช่วงที่ประเทศประสบภาวะวิกฤตขาดแคลนกำลังคน กระทรวงสาธารณสุขจึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขออนุมัติตำแหน่งข้าราชการอัตราตั้งใหม่ เพื่อบรรจุบุคลากรดังกล่าวเป็นข้าราชการ รวมทั้งการสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรที่ปฏิบัติงานท่ามกลางความเสี่ยง มิฉะนั้นจะเกิดความเสียหายต่อระบบบริการสุขภาพและประชาชน

Comments

Submitted by ยมลภัทร มะลิเลิศ on
ฝากคิดอีกมุมมอง เรื่องการบรรจุเป็นเรื่องดี คนที่จะได้บรรจุประมาณร้อยละ 10 มีขวัญกำลังใจ และส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 80 ยังไม่ได้บรรจุ เสียขวัญเกิดจิตใจถดถอย ในสถาณการร์ที่ต้องขับเคลื่อนสู้โควิด เอาเรื่องแบบนี้มาชงช่วงนี้ไม่เหมาะสมค่ะ 80% หมดกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ เกิดความเหลื่อมล้ำ //ก่อนนี้เจ้าหน้าที่ทำงานแบบมีความสุข ทุ่มเทการทำงานอย่างเต็มกำลัง ขับเคลื่อนเป็นวงล้อ ฝากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้คิดอีกมุมมองค่ะ

Submitted by Anonymous on
เห็นด้วยกับคอมเมนต์นี้ค่ะ เพราะก็ทำงานในกระทรวงสาธารณสุขเหมือนกันแต่ไม่มีตำแหน่งที่จะได้รับการบรรจุ พูดเลยค่ะว่าไม่มีกำลังใจในการทำงาน แล้วที่แย่ไปกว่านั้นเราต้องมานั่งหาคำสั่งให้กับเจ้าหน้าที่ที่จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการอีก

Submitted by ฝนต้องตกทั่วฟ้า on
อัตรากำลังลูกจ้างของกระทรวงสาธารณสุขทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างชั่วคราว พนักงานกระทรวงสาธารณสุข(พกส.) พนักงานราชการและลูกจ้างชั่วคราวประเภทอื่น ๆ มีจำนวนรวมกันทั้งหมดน่าจะไม่น้อยกว่า 1 แสนคน ....... โดยสถานการณ์แล้วทุกคนทุกอัตราตำแหน่งที่ต้องมาทำงานในหน่วยบริการฯ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยบริการที่เป็นโรงพยาบาลระดับต่าง ๆ หรือหน่วยบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขของรัฐที่มีประชาชนมารับบริการอื่นๆ ในยุควิกฤต COVID-19 กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ ...... ทุกสายงานไม่สามารถทำงานที่บ้านได้ ทุกคนทุกอัตราตำแหน่งต่างก็มีความเสี่ยงทั้งสิ้นที่จะติดเชื้อกันได้ทั้งสิ้น มากน้อยต่างกันตามภาระหน้าที่ ..... เพราะโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการทุกระดับต่างก็เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อที่ไม่สามารถปิดให้บริการได้เหมือนห้างสรรพสินค้า....... เพราะฉะนั้นรัฐบาลควรมีนโยบายที่ต่อเนื่องในการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ทุกคนทุกอัตราตำแหน่งทุกสายงาน โดยการกำหนดเป็นนโยบายที่ชัดเจนในการบรรจุเป็นข้าราชการให้แก่ทุกคนทุกสายงานที่เป็นสายงานวิชาชีพหรือสายงานที่มีวุฒิการศึกษาที่ กพ.รับรองให้บรรจุเป็นข้าราชการได้...... ส่วนกลุ่มสายงานที่ไม่มีวุฒิการศึกษาที่จะบรรจุเป็นข้าราชการได้ กระทรวงสาธารณสุขและรัฐบาลก็ควรจะให้พวกเขาได้รับการบรรจุเป็นลูกจ้างประจำที่มีค่าตอบแทนและสวัสดิการไม่ต่างจากข้าราชการมากนัก ...... ประการสำคัญคือการบรรจุลูกจ้างประเภทต่าง ๆ เป็นข้าราชการหรือลูกจ้างประจำเป็นกรณีพิเศษในครั้งนี้ ต้องไม่เป็นการไปลดอายุราชการและอัตราเงินเดือนที่ได้รับอยู่แล้วในปัจจุบัน ให้ไปต้องเริ่มต้นนับ 1 กันใหม่ .....ขอให้อัตราเงินเดือนที่ได้รับหลังการบรรจุฯ ไม่น้อยกว่าจำนวนเงินที่ได้รับในปัจจุบัน และให้นับอายุราชการได้ต่อเนื่อง เพื่อสิทธิประโยชน์ในการคำนวนบำเหน็จบำนาญหากจะต้องเสียชีวิตลงเพราะการติดเชื้อ COVID-19 หรือเพราะต้องตรากตรำงานหนักในช่วงวิกฤตCOVID-19

Submitted by Pridsadee on
ยังมีอีกหนึ่งกลุ่มที่ลืม คือกลุ่ม พนักงานของรัฐปี2543-2547 ซึ่งจบมาไม่มีคำแหน่งบรรจุ ผลักไปเป็นพรักงานของรัฐ แล้วมาบรรจุกลับ ทั้งหมด ไม่ต่ำกว่าสี่หมื่นคน ทำให้ทุกคนได้บรรจุ วันที่ 11 พค 2547 ซึ่งหมายความว่าอายุราชการต้องเสียไปสี่ปี ซึ่งเรียกร้องกันยุ่ รุ้สึกว่าเรื่องจะเงียบหายไปในอากาศ....

Submitted by Anonymous on
แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร เป็นนักเรียนทุนรัฐบาล ที่ต้องทำสัญญารับทุนก่อนเข้าเรียนและต้องรับราชการชดใช้ทุนหลังสำเร็จการศึกษาครับ ........ ส่วน พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์สาธารณสุขอื่น ๆ เป็นนักเรียนทุนของกระทรวงสาธารณสุข ก็เช่นเดียวกันครับ นักเรียนทุนฯ นี่เขาได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการได้ไดยไม่ต้องสอบแข่งขันครับ

Submitted by ใจถึง on
""รัสเซียใจป้ำ!จ่ายโบนัส3.5หมื่นต่อเดือน เหล่าแพทย์,พยาบาลแถวหน้าสู้วิกฤตโควิด-19"" เผยแพร่: 9 เม.ย. 2563 01:17 โดย: ผู้จัดการออนไลน์ ............................................................................................................................................................................................................ เอเอฟพี - ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูตินแห่งรัสเซียในวันพุธ(8เม.ย.) แถลงจะจ่ายโบนัสแก่บุคลากรด้านสาธารณสุขที่กำลังทำงานในแถวหน้าต่อสู้กับการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่(โควิด-19) ในประเทศ โดยจำนวนเงินจะลดหลั่นกันไป สูงสุดจะได้รับ 80,000 รูเบิลต่อเดือน(ราว35,000บาท) .............. ปูติน ได้รวมการจ่ายโบนัสแก่บุคลากรด้านสาธารณสุขเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการใหม่ๆที่รัฐบาลเครมลินเปิดตัวออกมาเพื่อสนับสนุนพลเมืองชาวรัสเซียระหว่างวิกฤตการแพร่ระบาด .............. นอกจากนี้แล้วประธานาธิบดีรายนี้ยังเรียกร้องประชาชนให้อดทนกับข้อจำกัดต่างๆในมาตรการล็อกดาวน์ประเทศ เพื่อช่วยชะลอการแพร่ระบาดของโควิด-19 "สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การอยูในห้อง 4 เหลี่ยมแคบๆนั้นมันน่าเบื่อและลำบาก" เขายอมรับระหว่างประชุมทางไกลกับเหล่าผู้ว่าการภูมิภาคต่างๆ "ความก้าวหน้าในการต่อสู้กับเชื้อโรคนี้ขึ้นอยู้กับระเบียบวินัยและความรับผิดชอบของพวกเราทุกคน" .............. "เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษที่ประเทศแห่งนี้ได้ตระหนักว่าการทำงานของแพทย์และพยาบาลนั้นมีความสำคัญมากแค่ไหน" ปูตินกล่าว พร้อมสัญญาจัดสรรงบประมาณ 10,000 ล้านรูเบิล(ราว 4,300 ล้านบาท) สำหรับจ่ายโบนัสรายเดือนแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั่วประเทศ ............ แพทย์ที่กำลังรักษาผู้ป่วยโควิด-19 จะได้รับเงินเพิ่มเติม 80,000 รูเบิล(ราว 35,000บาท) ต่อเดือน ส่วนพยาบาล, แพทย์ฉุกเฉินและคนขับรถฉุกเฉินจะได้รับเงินลดหลั่นกันไป ไล่ตั้งแต่ 25,000 รูเบิล ถึง 50,000 รูเบิล(ราว 10,000 บาท ถึง 20,000บาท) ................... รัสเซียรายงานพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ 1,175 คน ยอดสะสมเป็น 8,672 คน โดยศูนย์กลางการแพร่ระบาดอยู่ในมอสโก มียอดผู้ป่วยสะสม 5,841 คน อย่างไรก็ตามจนถึงตอนี้รัสเซียมีผู้เสียชีวิตแค่ 63 คนเท่านั้น ............... นอกจากนี้แล้ว ปูติน ยังแถลงจัดสรรงบประมาณแก่ภูมิภาคต่างๆของรัสเซีย รวมแล้ว 46,000 ล้านรูเบิล(ราว 2 หมื่นล้านบาท) เพื่อนำเงินดังกล่าวไปจัดหาเตียงผู้ป่วยและอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มเติม ในนั้นรวมถึงเครื่อช่วยหายใจและรถฉุกเฉิน ................. มอสโกเตรียมพร้อมรับมือกับกรณีเคสผู้ติดเชื้อโควิด-19 อาจพุ่งทะยาน ด้วยการเร่งก่อสร้างโรงพยาบาล 500 เตียงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยสถานพยาบาลแห่งนี้จะถูกใช้สำหรับรักษาคนไข้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ให่แบบเดียวกับที่โรงพยาบาลใช้เวลาสร้าง 10 วันในจีน .................... ระหว่างการประชุมทางไกล ปูตินยังได้เรียกร้องเหล่าผู้ว่าการภูมิภาคต่างๆ อย่าสร้างความปั่นป่วนแก่เศรษฐกิจท้องถิ่นด้วยการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มข้นเลยเถิดเกินความจำเป็น "เศรษฐกิจไม่อาจหยุดได้" ปูตินกล่าว "เราต้องตระหนักว่าผลลัพธ์ของสิ่งเหล่านี้สามารถก่อความเสียหายได้เลวร้ายแค่ไหน ตอนนี้เราจำเป็นต้องสร้างสภาพแวดล้อมเพื่อบริษัท, องค์กรและธุรกิจต่างๆสามารถกลับมาปฏิบัติการได้ตามปกติอีกครั้ง". https://mgronline.com/around/detail/9630000036570

Submitted by Anonymous on
การบรรจุแต่งตั้งข้าราชการกระทรวงสาธรณสุข ควรพิจารณาให้รอบคอบกว่านี้เพราะในขณะที่กระทรวงอื่นต้องสอบแข่งขันเหมือนเดิม. ทำให้เกิดความเลื่อมล้ำ ความไม่เสมอภาคขึ้นแน่นอน น่าจะพิจารณาค่าตอบแทนให้เป็นกรณีพิเศษในช่วงเกิดการระบาดไม่ดีกว่าหรือ เพราะไม่นานโควิดฯ ก็จะถูกควบคุมได้ และโควิดฯส่งผลกระทบต่อทุกคน แต่กลุ่มที่ได้รับผลประโยชน์เป็นกรณีพิเศษแค่กระทรวงเดียว วงเงินที่ใช้เป็นค่าตอบแทนการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการใหม่ คือ เป็นภาษีของข้าราชการทุกคนทุกกระทรวง

Submitted by Anonymous on
น้องaid ผู้ช่วยพยาบาล พนง.เปล คนขับรถ...เคยเห็นใจมั่ยค่ะ ทำงานเหมือนกัน...อย่างน้อยก้อให้ตำแหน่งลูกจ้างประจำ พนักงานราชการก้อได้..นี่ไรสวัสดิการก้อน้อยนิดงานก้อหนัก..กำลังใจแทบจะไม่มี.ไม่เหนความสำคัญคนกลุ่มนี้ระวังจะมีแต่หมอกะพยาบาลทำงานกันเองนะค่ะ..

Submitted by on patara on
ก่อนที่จะลงมติควรคิดให้ดีๆก่อนนะคะ เพราะหน่วยงานอื่นที่เค้าเสี่ยงต่อการติดโควิดก็มีอีกเยอะ การทำเช่นนี้เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างมากๆๆๆๆๆคิดทบทวนดีๆสมควรเอางบไปพัฒนา อย่างอื่นบ้าง และสมควรให้ กพ.ร่วมพิจารณาดีกว่าเพราะบางตำแหน่งต้องผ่านการสอบของ กพ.มันจะเกิดการไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นในหมู่คณะการทำงานคะจะเกิดการแตกแยกคะ

Submitted by piyaporn on
ผู้ช่วยเหลือคนไข้ ทำงานเหมือนกันสัมผัสโดยตรงเหมือนกัน สัมผัสคนไข้ก่อนหมอและพยาบาลด้วยซ้ำ ทำงานเงินเดือนหลักพัน ค่าแรงขั้นต่ำก็ไม่ถึง โปรดพิจารณาด้วยค่ะ

Submitted by Anonymous on
ใช่ค่ะ ผู้ช่วยเหลือคนไข้ก็ได้สัมผัสผู้ป่วยเหมือนกันแต่เหมือนจะไม่มีใครสนใจเลย

Submitted by Anonymous on
นักวิชาการพัสดุ. ก็หาซื้อวัสอุปกรณ์ covid-19 ทั้งรับการกดดัน ติดต่อหาร้านค้า ต้องรายงานสถานะสินค้าคงเหลือทุกวัน โดนบ่นโดนว่า ทุกวัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้ ยุ่งเกี่ยวกับคนไข้ แต่ก็ต้องแบกแฟ้มไปพบแพทย์ และพยาบาลตามหน่วยเพื่อลายเซน และดำเนินการเอกสาร แบบเร่งด่วน ทั้งจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ เพื่อไม่ให้ของขาดถึงแม้ว่าไม่เกี่ยวกับ covid

Submitted by Anonymous on
ใช่ค่ะ พัสดุก็เสี่ยงไม่น้อยกว่าสายงานอื่นเหมือนกัน เพราะต้องติดต่อกับบุคคลภายนอกในการจัดซื้อจัดหาพัสดุไว้เพื่อใช้ในโรงพยาบาลเหมือนกัน ความเสี่ยงก็ไม่น้อยแต่ไม่เห็นความสำคัญเลย

Submitted by Anonymous on
แล้วสายงานอื่น เช่น ฝ่ายริหาร ด้านการเงิน คนพวกนี้ตำแหน่งนี้ละเค้าจะได้รับสิทธิ์มั้ย เค้าก็ได้สัมผัสบุคคลเจ้าหน้าที่ นวก จพ ก็มีความเสี่ยงเหมือนกัน เจ้าหน้าที่ไปสัมผัสคนไข้ มาแล้วมาติดต่อเรื่องการเงินเบิกค่าตอบแทนอยู่เวรในช่วงสถานการณ์ โควิด 19 และการจัดหาพัสดุ เวชภัณฑ์ที่ไม่ใช่ยา เช่น เจลล้างมือ เพื่อป้องกันเชื้อโรค บางสสอ ตำแหน่งการเงิน คนคนเดียวทำงานตั้ง3ตำแหน่งในคนเดียวกัน เห็นใจเค้าบางมั้ย เงินเดือนก็ได้น้อยนิส แล้วทำมั่ยไม่จ้างคนตรงตามตำแหน่งที่ทำ นี้ให้รับผิดชอบ3ตำแหน่ง เช่น การเงิน พัสดุ ธุระการ คนใจเค้าบางมั้ย ต้องมาแบกรับงานทุกวัน มากกว่าข้าราชบางคนอีกเป็นแค่ พนก เงินเดือนก็น้อย เค้ามีความสามารถตรงนี้เห็นใจบางมั้ย แถมต้องมาทนกดดันในการเบิกค่าตอบแทนและพัสดุของเจ้าหน้าที่แต่ละคน เพื่อให้ทันต่อเวลาในการจัดหาจัดเบิก ให้สิทธิ์เค้าบาง เพื่อกำลังใจในการดำเนินงาน เป็นพนักงานราชการก็ยังดี ถ้าไม่มีตำแหน่งบรรจุ

Submitted by Anonymous on
เห็นด้วยกับคอมเมนต์นี้ค่ะ สายงานอื่นนี้ไม่มีความสำคัญเลย พูดได้ว่าในสังคมไม่มีความเหลื่อมล้ำแค่เรื่องบรรจุนี้ก็เหลื่อมล้ำกันเห็นๆ สายงานอื่นๆในหน่วยงานไม่เห็นความสำคัญเลย

Submitted by oleman on
ปรับระเบียบค่าตอบแทนกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 5 ในการปฏิบัติงานในกิจกรรมเชิงรุกเพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 (เพิ่มค่าตอบแทน 2 เท่าจากอัตราเดิม) อยากได้สรุปมติที่ประชุม ครม ในครั้งนี้ครับ Tue, 2020-04-07 14:59 -- hfocus

Add new comment