สิ่งที่พึงระวังจากทฤษฎีฟองสบู่ท่องเที่ยว

Fri, 2020-07-03 17:00 -- hfocus team editor
Print this pagePrint this page

 

การจับคู่ประเทศโดยดูตัวเลขระบาดมาใช้แลกเปลี่ยนพลเมืองท่องเที่ยว ไปมาหาสู่กันนั้น ในระยะยาวแล้วอาจเกิดผลกระทบที่คาดไม่ถึง

1. โอกาสเกิดการปนเปของสายพันธุ์ไวรัส

ไวรัสโรค COVID-19 นั้นมีหลายสายพันธุ์ ทั้ง A, B, C เท่าที่ติดตามกันมา สายพันธุ์ A พบมากในอเมริกาและออสเตรเลีย สายพันธุ์ B พบมากในเอเชียตะวันออก และสายพันธุ์ C พบมากในยุโรป

เดิมไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงระหว่างชนิดสายพันธุ์กับความรุนแรงของโรค แต่ในระยะหลังเริ่มมีการศึกษามาขึ้นโดยใช้ Genome Wide Association Study และเริ่มสังเกตเห็นความสัมพันธ์เรื่องนี้แล้ว

การจับคู่ไม่ดูตาม้าตาเรือ อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสายพันธุ์การระบาด และส่งผลต่อความรุนแรงของโรคได้

2. ปรากฏการณ์น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ

กลุ่มประเทศยุโรปมีการร่างข้อกำหนด ตกลงกันระหว่างประเทศให้ไปมาหาสู่กันได้ หากมีอัตราการติดเชื้อเฉลี่ยไม่เกินที่กำหนด เช่น 16 คนต่อจำนวนประชากร 100,000 คนในรอบ 2 สัปดาห์

หากดูคร่าวๆ เหมือนจะน้อย แต่ลองคิดละเอียด จะพบว่า ถ้าประชากรไทย  ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร พอๆ กัน ราว 67 ล้านคน แปลว่า เกณฑ์กำหนดให้สามารถติดเชื้อได้วันละ 765 คน ก็สามารถเดินทางได้

แม้อัตราการระบาดจริงของแต่ละประเทศ หลายประเทศอาจไม่ถึงระดับดังกล่าว แต่ล้วนแตกต่างจากประเทศไทยโดยสิ้นเชิง กล่าวคือ ตอนนี้ไทยไม่มีเคสเลย แต่ของเค้ามีเคสอยู่ตั้งแต่ระดับหลักสิบไปถึงหลักพัน

ถ้ามีการทำสนธิสัญญาระหว่างกัน แม้จะใช้วิธีมาตรฐานในการคัดกรองโรค แต่ข้อเท็จจริงคือ ไม่มีการคัดกรองโรคชนิดใดที่แม่นยำ 100% 

ประเทศที่รับคนไทยไปเที่ยวย่อมได้เปรียบในแง่ความปลอดภัย เพราะไทยไม่มีเคส

ขณะที่ไทย รับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ย่อมแบกรับความเสี่ยงที่มีโอกาสเกิดเคสหลุดรอดการคัดกรอง เช่น เกิดผลลบปลอม (ติดเชื้อแต่ตรวจได้ผลลบ)

ด้วยเหตุผลข้างต้น จึงไม่ต้องเถึยงกันต่อไปว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นการรนหาที่โดยแท้

3. เปลี่ยนภูมิศาสตร์การระบาดของไทย จาก "ปลอดโรค" ไปเป็น "ดงโรค" ในระยะยาว

การแลกเปลี่ยนคนระหว่างกันภายใต้ข้อตกลงเรื่องสถานะการระบาดพอๆ กันนั้น หากทุกคู่ประเทศตกลงกันเช่นนั้น เป็นการยอมรับกลายๆ ว่า พอใจกับสถานะการระบาดเช่นนั้น หากไม่มีอะไรพลิกผัน ไม่มีสายพันธุ์ใหม่เข้าออก ก็หวังว่าจะมีอัตราการติดเชื้อแบบนั้นไปเรื่อยๆ

แต่หากคู่สัญญา เริ่มต้นด้วยสถานะการระบาดที่ไม่เหมือนกัน เช่น ไทยไม่มีเคส แต่ประเทศอื่นมีเคส นั่นแปลว่า ไม่ช้าก็เร็ว อาจเกิดเคสหลุดเข้ามาจนทำให้เกิดการระบาดในพื้นที่ที่ไม่มีเคสได้ และหากเกิดบ่อยซ้ำซาก คุมกลับมาเหมือนเดิมไม่ได้ ก็ย่อมแปรเปลี่ยนจาก"พื้นที่ปลอดโรค"ไปเป็น"ดงโรค"ในระยะยาว

เพราะขณะนี้แม้ทุกประเทศทั่วโลกจะตั้งความหวังไว้กับการคิดค้นยาและวัคซีน แต่ล้วนยังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย ไม่สามารถการันตีได้เลยว่า จะได้มาจริงหรือไม่ เร็วช้าเพียงใด และจะมีประสิทธิผลต่อไวรัสทุกสายพันธุ์จริงหรือเปล่า

ที่กล่าวมานั้นคือข้อสังเกต ที่ผู้นำประเทศ หน่วยงานความมั่นคง และทุกคนในประเทศไทยควรช่วยกันนำไปขบคิด ไตร่ตรอง อย่างรอบคอบ

การตัดสินใจพลาดเพียงครั้งเดียว...อาจเปลี่ยนอนาคตของประเทศ

เราสู้กันมาตั้งแต่มีนาคม เรากดโรคระบาดลงมาได้ และยังไม่เพลี่ยงพล้ำต่อมัน เพราะวิธีการดำเนินการของประเทศไทยนั้นมีอัตลักษณ์ของตนเอง ภายใต้การอดทน อดออม อดกลั้น และพอเพียง

ครั้งนี้จะใช้กิเลสนำนโยบาย เพื่อหาเงินเข้าประเทศผ่านการท่องเที่ยวและนำเข้าผู้ป่วยต่างชาติมารักษาในประเทศ...แลกกับความเสี่ยงต่อสวัสดิภาพและความปลอดภัยของประชาชนหรือไม่?

พรุ่งนี้ก็คงต้องวัดใจกัน...

เอาใจช่วยทุกคนครับ...

ประเทศไทยต้องทำได้...

 

#ใส่หน้ากากเสมอล้างมือบ่อยๆอยู่ห่างจากคนอื่น1เมตร

#พูดน้อยลงพบปะคนน้อยลงสั้นลง

#เลี่ยงที่อโคจรและหมั่นสังเกตอาการตนเองและครอบครัว

Comments

Submitted by Anonymous on
"คนไข้ต่างชาติ ‘รีเทิร์น’ รพ. ใหญ่เตรียมลุ้นรายได้เพิ่ม" ............................................................................................................................................................................................................ หลังจากผิดหวังมาตรการจับคู่ประเทศท่องเที่ยว หรือ ‘Travel Bubble’ ถูกเลื่อนการพิจารณาเข้า ครม.ออกไป 1-2 เดือน หลังจากการแพร่ระบาดในต่างประเทศกลับมาเป็นเวฟที่ 2 ในหลายประเทศ ................... พร้อมส่งผลทำให้ธุรกิจที่เฝ้ารอโดยตรง ท่องเที่ยว สายการบิน และโรงพยาบาล มีอาการ ‘วืด’ กันเป็นแถว เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าบางธุรกิจเตรียมพร้อมรับมือกับลูกค้าต่างชาติที่จะทยอยเข้ามาใช้บริการหลังปิดประเทศเพื่อลดการแพร่เชื้อ ................ ยิ่งในกลุ่มโรงพยาบาลที่มีฐานคนไข้ต่างชาติได้รับผลกระทบในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาที่มีการล็อกดาวน์ประเทศ จึงเริ่มหันมาเตรียมรับกลุ่มคนไข้ที่มีความต้องการเข้ามาใช้บริการในไทยจำนวนไม่น้อย ...................... ความหวังถูกจุดประกายอีกครั้งเมื่อครม .มีมติออกมาเห็นชอบตามที่ ศบค. ผ่อนคลาย “ต่างชาติ” เข้าไทย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. นั้นบวกกับ สำนักงานการบินพลเรือนไทย (กพท.) อนุมัติการเปิดน่านฟ้าให้กับ11 กลุ่ม ซึ่งมีนักธุรกิจและนักท่องเที่ยว สามารถเดินเข้าประเทศได้แต่ยังจำกัดเฉพาะกลุ่มและเบื้องต้นเน้นไปที่กลุ่มผู้ป่วยต่างชาติ ...................... สอดคล้องกับการกำหนดขั้นตอนผ่อนคลายต่างชาติ 3 ขั้นตอน ซึ่งขั้นที่ 1 มี 2 กลุ่ม ได้กลุ่มที่ดำเนินการให้เข้ามาได้ทันที คือ นักธุรกิจ/นักลงทุน มีลงทะเบียนไว้ 700 คน และอยู่ใน Waiting List เมื่อเข้ามาจะต้องถูกกักตัวตามมาตรการ 14 วัน ........................... กลุ่มที่ให้เข้ามาได้ในวันที่ 1 ก.ค. 2563 หลังเสนอ ศบค.ชุดใหญ่พิจารณาเห็นชอบวันที่ 29 มิ.ย. คือ แรงงานฝีมือ/ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15,400 คน ซึ่งเป็นแรงงานชาวต่างชาติ ................ กรณีเป็นครอบครัวคนไทย/มีถิ่นที่อยู่ในไทยจำนวน 2,000 คน ครู อาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา ประมาณ 2,000 คน ส่วนนี้ต้องถูกกักตัว 14 วันเช่นกัน ................ ส่วนนักธุรกิจ นักลงทุน /แขกของรัฐบาลที่เดินทางเข้ามาสั้นๆ เช่น ประชุมสัมมนา 2 วันแล้วกลับ หรือลงนามสัญญาวันเดียวแล้วกลับ จะเสนอ ศบค.ให้เริ่มวันที่ 1 ก.ค.ด้วย ................. ขั้นที่ 2 กลุ่ม Medical and Wellness Tourism ดำเนินงานด้าน Safety Tour หรือ SHA (Amazing Thailand Safety and Health Administration) ว ซึ่งประมาณการว่าจะเข้ามาประมาณ 30,000 คน โดยอาจเลือกไว้ในเขต กทม. ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ เชียงราย (ตามความพร้อม) และขั้นที่ 3 Travel Bubble มีการพิจารณาให้เริ่ม 1 ส.ค. ตามมาตรการที่กำหนด .............. หุ้นโรงพยาบาลมีฐานคนไข้ต่างชาติมากที่สุด คือ บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH มีสัดส่วนมากถึง 66 % หลังรายได้ไตรมาส 1 ที่ผ่านมาลดลง 12% จากปีก่อน ถูกกดดันจากรายได้ผู้ป่วยต่างชาติที่ลดลง 16.4% และรายได้จากผู้ป่วยไทยลดลง 2.5 % ...................... บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS มีสัดส่วนคนไข้ต่างชาติ 30 %ซึ่งพึ่งประกาศจับมือกับ ประกันรายใหญ่ของจีน PING AN HEALTH เชื่อการให้บริการกับลูกค้าในจีน คาดจะมีลูกค้าจีนเข้ามาใช้บริการ 1,000-4,000 ราย ...................... รวมทั้งคาดหวังความร่วมมือครั้งนี้จะสร้างรายได้เข้ามาปีละ 1,000-2,000 ล้านบาทภายใต้สถานการณ์ปกติ ........................ ด้านบริษัท บางกอก เชน ฮอลปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH มีสัดส่วนต่างชาติ 5-7 % ได้เริ่มติดต่อเอเยนต์เพื่อสอบถามคนไข้ต่างชาติที่สนใจเข้ามารักษาในไทย ซึ่งเบื้องต้นมีเข้ามาในเดือนก.ค. ประมาณ 1,000 ราย จะสามารถช่วยลดผลกระทบผลประกอบการในไตรมาส 3 ปี 2563 ได้ ....................... บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง ในมุมมอง การผ่อนปรนชาวต่างชาติเดินทางเข้าไทยข้างต้นยังอยู่บนข้อจำกัดที่สำคัญคือต้องกัดตัว หรือ quarantine อยู่ ดังนั้นกลุ่มที่จะได้ประโยชน์คือ ต้นน้ำการบิน และ การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์หรือ medical tourism ที่มี pent-up demand โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศ CLMV และกลุ่มตะวันออกกลาง ซึ่งโรงพยาบาลที่เน้นผู้ป่วย fly-in คือ BH และ BDMS ........................ สำหรับการท่องเที่ยวเชิงสันทนาการ (leisure tourism) ต้องรอลุ้นมาตรการกระตุ้นแบบ travel bubble ที่จำเป็นต้องละเว้นการ quarantine จึงจะแก้ปัญหาตรงจุด เครดิต ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/887541

Add new comment