“หมอสุภัทร” นั่งประธานชมรมแพทย์ชนบทคนใหม่

Sat, 2020-09-26 00:16 -- hfocus team
Print this pagePrint this page

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.จะนะ รับเลือกเป็นประธานชมรมแพทย์ชนบท  พร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนสร้างสรรค์ประเทศไทย

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.จะนะ จ.สงขลา โพสต์เฟซบุ๊ก นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ระบุถึงการได้รับเลือกเป็นประธานชมรมแพทย์ชนบท แทน นพ.เกรียงศักดิ์​ วัชรนุกูลเกียรติ ว่า เมื่อวันที่ 24​กันยายน2563​ มีการประชุมวิชาการชมรมแพทย์ชนบทประจำปี2563​ หลังห่างหายการจัดเวทีประชุมมาหลายปี นอกจากมีการมอบรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทแก่แพทย์​ผู้อุทิศตนทำงานในชนบท​ที่มีผลงานประจักษ์ 3 ท่าน​ การปาฐกถาพีร์ คำทอน​ซึ่งเป็นปาฐกถาประจำของชมรมแพทย์ชนบท​แล้ว ก็มีอีกวาระที่สำคัญนั่นคือ​ การเลือกตั้งประธานชมรมแพทย์ชนบทครับ

“ที่ประชุมใหญ่ชมรมแพทย์ชนบท​ มีมติยกมือเลือกผมเป็นประธานชมรมแพทย์ชนบทคนต่อไป​ พิธีการมอบภารกิจอันหนักอึ้ง​นี้​ มีแนวปฏิบัติที่ดำเนินมายาวนาน​ คือ​ ประธานชมรมที่พ้นจากตำแหน่ง (แต่ภารกิจแพทย์ชนบทยังเหมือนเดิม)​ คือนพ.เกรียงศักดิ์​ วัชรนุกูลเกียรติ​ ได้กล่าวอำลาตำแหน่ง และมอบ​"พระไพรีพินาศ" ซึ่งเป็นพระประจำชมรมให้แก่ประธานชมรมคนต่อไป”

ชมรมแพทย์ชนบทก่อตั้งในปี​ 2519 ในชื่อสหพันธ์แพทย์ชนบท​ ก่อนจะยุติบทบาทลงจากเหตุการณ์​ ​6 ตุลาคม​ 2519​ และกลับมาปรากฏกายอีกครั้งในปี​2521 ในชื่อชมรมแพทย์ชนบท​ และมีความต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน

หมวกใหม่ใบนี้​ มีภารกิจสำคัญหลายประการ​ ทั้งมิติด้านการแพทย์การสาธารณสุขเพื่อลดความเหลื่อมล้ำในพื้นที่ชนบท การเฝ้าระวังเป็น​ watchdog ต่อนโยบายที่ผิดเพี้ยนหรือการคอรับชั่นใดๆ​ รวมทั้งการประสานความร่วมมือเพื่อพัฒนานโยบายและงานด้านสุขภาพที่หลากหลาย​ และแน่นอนว่า​ ต้องหนุนเสริมกระแสสังคมเพื่อร่วมสร้างสรรค์ประชาธิปไตยของสังคมไทย ภายใต้หมวกใบใหม่นี้​ของผมและเพื่อนแพทย์ชนบท เราจะร่วมขับเคลื่อนสร้างสรรค์ประเทศไทยไปด้วยกันครับ

Comments

Submitted by ....ยินดีด้วยครับ on
""โรงพยาบาลชุมชนกำลังถูกทำให้ต้องล้มละลาย"" Tue, 2013-08-13 08:22 -- hfocus https://www.hfocus.org/content/2013/08/4341 สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ............................................................................................................................................................................................................ หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคที่เริ่มเดินหน้าเต็มตัวในปี 2545 ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อระบบสุขภาพและการรักษาโรคแก่คนไทยเกือบทุกคน ในท่ามกลางความเจริญทางการแพทย์ในปัจจุบัน ทุกคนควรต้องมีหลักประกันสุขภาพเพราะค่าใช้จ่ายทางการแพทย์นั้นแพงมาก แม้แต่เศรษฐีก็ยังอาจล้มละลายได้ และเมื่อคนไทยกว่า 99% มีหลักประกันสุขภาพ ภาวะเสี่ยงต่อการล้มละลายก็มาอยู่ในมือของโรงพยาบาลรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กในชนบท.......... ระบบโรงพยาบาลรัฐของประเทศไทยโดยเป้าหมายไม่ได้มีไว้เพื่อการทำกำไร แต่โรงพยาบาลก็ต้องบริหารให้มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ให้มียาใช้ครบถ้วนตลอดปี มีเงินจ่ายค่าน้ำค่าไฟ มีเงินจ่ายเงินเดือนเจ้าหน้าที่ มีเงินจ่ายค่าซ่อมอุปกรณ์ค่าน้ำมันค่าอาหารผู้ป่วยและสารพัดรายจ่ายให้เพียงพอ........... โรงพยาบาลของรัฐมีรายได้หลักๆสองทางคือ หนึ่งจากเงินจากระบบประกันสุขภาพต่างๆที่อาจจะจัดสรรมาล่วงหน้าหรือจัดมาทีหลังหลังตามรายการที่โรงพยาบาลได้ให้บริการไปแล้ว งบประมาณก้อนนี้ค่อนข้างจะคงที่ เพราหลักเกณฑ์การจัดสรรในแต่ละปีนั้นไม่ต่างกันมากนัก ก้อนที่สองคือเงินที่เก็บโดยตรงจากผู้ป่วย ซึ่งขึ้นกับนโยบายของโรงพยาบาลนั้นๆ ว่า จะกำหนดเงื่อนไขโยนภาระให้ผู้ป่วยแบกรับมากน้อยแค่ไหน เงินทั้งสองก้อนนี้จะรวมเป็นเงินในกระเป๋าเดียวกันเรียกว่า "เงินบำรุง" ซึ่งหมายความว่า สามารถใช้จ่ายได้จิปาถะตามระเบียบราชการ........ ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เพิ่มจากเทคโนโลยีและค่ายาค่าวัสดุที่แพงขึ้นเท่านั้นแต่รายจ่ายส่วนหนึ่งเพิ่มขึ้นมาจากวัฒนธรรมการบริหารแบบกระทรวงสาธารณสุขด้วย กล่าวคือการกำหนดนโยบายใหม่ๆหรือแนวปฏิบัติใหม่ๆออกมาก็มักจะระบุว่าให้เบิกจ่ายจากเงินบำรุง เช่นนโยบายขึ้นเงินเดือนลูกจ้าง นโยบายการจ่ายค่าตอบแทนแบบ P4P นโยบายการรณรงค์พ่นหมอกควันป้องกันไข้เลือดออกเป็นต้น ล้วนแต่สั่งให้ใช้จากเงินบำรุงโดยไม่ได้มีการส่งงบประมาณมาสมทบหรือหากส่งมาก็เพียงบางส่วน โรงพยาบาลก็ต้องใช้เงินบำรุงรับภาระไป........... ด้วยภาวะบีบคั้นทางงบประมาณที่จำกัด แต่ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูงและหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้ไม่จ่ายได้ยาก ดังนั้นรายจ่ายที่พอจะลดได้ประหยัดได้ก่อน จึงเป็นรายจ่ายด้านการส่งเสริมสุขภาพ ลดรายจ่ายที่เกี่ยวกับขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ งดส่งอบรมพัฒนาความรู้ ลดบริการที่ลดแล้วไม่ถูกตำหนิเช่นลดการเยี่ยมบ้าน ลดการตรวจเลือด ลดเจ้าหน้าที่ที่ให้บริการลง ลดการซื้อเครื่องมือแพทย์ ลดการก่อสร้างต่างๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพบริการไม่มากก็น้อยและส่งผลต่อการพัฒนาทำให้เกิดการชะงักงัน โรงพยาบาลสีตก ผ้าม่านเก่า มุ้งลวดขาด เจ้าหน้าที่ไม่พอ คิวตรวจยาว พื้นที่คับแคบ และที่สำคัญคือการเสียภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลของรัฐเมื่อเทียบกับโรงพยาบาลเอกชน......... ในปัจจุบันมีโรงพยาบาลชุมชนกว่า 200 แห่งจาก 750 แห่งที่มีภาวะขาดทุนเรื้อรังมาหลายปีจนการพัฒนาหยุดชะงัก ซึ่งหากเป็นเอกชนก็ล้มละลายไปแล้ว และอีกกว่า 400 แห่งที่กำลังมีรายจ่ายสูงขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับรายได้ และจะเข้าสู่ภาวะขาดทุนเพราะใช้เงินบำรุงที่เก่าเก็บมายาวนานจนจะหมดสิ้นแล้ว.......... เงิน 55 ล้านบาทที่ซื้อไอแพดแจก ส.ส./ส.ว.นั้น สามารถใช้เป็นค่ายาสำหรับผู้ป่วยในโรงพยาบาลจะนะได้นานถึง 5 ปี เงินอีก 15 ล้านที่ซื้อนาฬิกา 200 เรือนแขวนทั่วรัฐสภานั้น ใช้เป็นค่าใช้จ่ายทุกอย่างของโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กได้เกือบปี ประเทศไทยไม่ใช่ไม่มีงบประมาณ แต่รัฐบาลและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไม่สนใจแก้ไขปัญหาหนี้สินและการขาดทุนสะสมของโรงพยาบาลชุมชน คนที่รับกรรมที่แท้จริงก็คือประชาชนโดยเฉพาะคนชนบทและคนจนเมือง............. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขส่งเสริมเมดิคัลฮับ ให้โรงพยาบาลเอกชนรับผู้ป่วยต่างชาติมาดูแลทำกำไร แต่กลับปล่อยให้โรงพยาบาลของรัฐด้อยพัฒนาเพราะงบประมาณมีไม่พอ แบบนี้น่าจะเอาออกไปเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ ให้คนที่เขามีความสามารถมีความตั้งใจจริงมาทำหน้าที่แทนจะดีกว่าไหม โรงพยาบาลชุมชนกำลังถูกทำให้ล้มละลายทั้งประเทศด้วยมือของรัฐบาลเอง......... ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน. https://www.hfocus.org/content/2013/08/4341

Submitted by ฝันที่ไม่อาจเป็นจริง on
""บทเรียนเบลเยี่ยม : “ยุติการทำกำไรธุรกิจ รพ.เอกชน” บนความเจ็บป่วยประชาชน"" โดย น.พ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ชมรมแพทย์ชนบท https://mgronline.com/daily/detail/9550000011903 ................................................................................................................................................................................................................. “สุขภาพและความเจ็บป่วย ต้องไม่ใช่สินค้าเพื่อแสวงหากำไร” เป็นหลักการสากล ที่กำลังเลอะเลือนเพราะระบบทุนนิยมสามานย์ ............ ............................ ทิศทางการพัฒนาประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนรวมทั้งไทย คือ การกระจายอำนาจ การลดขนาดภาครัฐ การส่งเสริมภาคเอกชน ซึ่งเป็นหลักการใหญ่ของความสัมพันธ์เชิงอำนาจในสังคม แต่สำหรับสุขภาพและความเจ็บป่วย การกระจายอำนาจและการส่งเสริมบทบาทของภาคเอกชนต้องมีลักษณะพิเศษ เพราะสุขภาพและความเจ็บป่วยเป็นเรื่องมนุษยธรรม ไม่ใช่สินค้า ไม่ใช่การค้ากำไร จนเสมือนการทำนาบนหลังคนหรือการทำเงินบนความป่วยไข้ของเพื่อนมนุษย์ ............ บทเรียนจากประเทศเบลเยียม สะท้อนการจัดการที่น่าสนใจ บนความสมดุลระหว่างการค้าเสรีแบบทุนนิยมและการดูแลสิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพ ปัจจุบันนี้ประเทศทุนนิยมเต็มรูปแบบเช่นประเทศเบลเยียมนั้น ดูแลสุขภาพของประชาชนด้วยสองระบบสำคัญคือ ระบบคลินิกแพทย์เอกชน และระบบโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไร ................ ระบบคลินิกแพทย์เอกชน เหมือนคลินิกแพทย์ในประเทศไทย ที่แพทย์มักจะมาเปิดคลินิกในช่วงเย็น แต่ที่นี่เป็นแพทย์คลินิกเต็มเวลา ประชาชนที่เจ็บป่วยสามารถโทรศัพท์มานัดและมาหาตามเวลานัด ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเลือกไปหาคลินิกใกล้บ้านหาหมอคนเดิมที่รู้จัก จนกลายเป็นระบบแพทย์ประจำครอบครัวขึ้นมา เป็นระบบบริการด่านหน้าหรือระบบบริการปฐมภูมิ......... ประชาชนทุกคนจะมีหลักประกันสุขภาพอย่างน้อยหนึ่งประเภท ส่วนใหญ่อยู่ในระบบประกันสังคม เพราะเกือบทุกคนมีรายได้เป็นเงินเดือน เมื่อไปรับการรักษาที่คลินิกก็จะจ่ายเงินค่าตรวจค่าปรึกษาให้แพทย์ในอัตราตามอัตรามาตรฐานของเมืองนั้นๆ ผู้ป่วยจะไม่ได้ยาแต่ได้ใบสั่งยานำไปซื้ที่ร้านเภสัช แล้วนำใบเสร็จทั้ง 2 ใบไปรับเงินคืนจากหน่วยงานประกันสุขภาพในภายหลัง............ หากเจ็บป่วยมากกว่าความสามารถแพทย์คลินิกจะรักษา จะส่งต่อไปโรงพยาบาล หรือผู้ป่วยอาจเลือกไปโรงพยาบาลเองโดยไม่ผ่านระบบส่งต่อ ระบบโรงพยาบาลที่นี่ไม่แตกต่างจากไทย แต่ที่น่าสนใจคือหลายประเทศทุนนิยมเต็มขั้นในยุโรปรวมทั้งเบลเยียม ไม่มีทั้งโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนที่แสวงหากำไร มีแต่โรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร.......... เดิมระบบสุขภาพเบลเยียมมีทั้งโรงพยาบาลรัฐและโรงพยาบาลเอกชนแบบแสวงหากำไร เมื่อระบบทุนนิยมพัฒนามากขึ้น หน่วยบริการของราชการเกือบทั้งหมดแปรรูปเป็นองค์กรเอกชนในกำกับรัฐ ซึ่งบริหารอิสระหรือถ่ายโอนให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือชุมชน รวมทั้งโรงพยาบาลรัฐที่มีประสิทธิภาพต่ำในสายตาระบบทุนนิยมก็แปรรูปเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงกำไร คือโรงพยาบาลยังทำหน้าที่เหมือนเดิม ยังต้องบริหารให้มีประสิทธิภาพและกำไร ต้องจัดบริการให้ดี เพราะการที่มีผู้ป่วยเลือกมาใช้บริการหมายถึงกำไรและความอยู่รอดองค์กร แต่กำไรไม่ได้เพื่อเข้ากระเป๋าใคร นำมาบริหารจัดการสร้างคุณภาพดูแลผู้ป่วยและคนทำงานขององค์กร ส่วนโรงพยาบาลเอกชนที่มีนักธุรกิจด้านสุขภาพเป็นเจ้าของก็ทยอยปิดตัวลงไป จนปัจจุบันไม่มีโรงพยาบาลเอกชนแบบที่เข้าตลาดหุ้นหรือมีกลุ่มนักธุรกิจเป็นเจ้าของเพื่อทำกำไร เพราะได้ปิดกิจการหรือแปรรูปเป็นโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรทั้งหมด ............. เบลเยียมวางระบบให้โรงพยาบาลทุกแห่งไม่แสวงกำไร คือองค์กรคือโรงพยาบาลเอกชนมีกำไรได้ แต่กำไรนั้นหมุนเวียนในระบบเพื่อพัฒนาบริการเป็นหลัก รวมทั้งการดูแลสวัสดิการเงินเดือนโบนัสเจ้าหน้าที่ในอัตราที่รัฐกำกับเพดานไว้ ไม่มีการนำไปจัดสรรเป็นเงินปันผลผู้ถือหุ้นหรือนำเข้ากระเป๋าส่วนตัว ปัจจุบันระบบการแพทย์ในเบลเยียมทั้งหมดแทบจะเรียกได้ว่า เป็นระบบเอกชนที่มีจุดมุ่งหมายสาธารณะ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโรงพยาบาลเอกชนในประเทศอเมริการวมทั้งในประเทศไทยที่ตามก้นอเมริกา ที่ยังมุ่งแสวงหากำไรบนความเจ็บป่วยของผู้คน .............. เขาใช้วิถีทางในระบบทุนนิยมไม่ได้ใช้อำนาจแบบประเทศเผด็จการ ไม่ใช้การจำกัดสิทธิด้วยกฎระเบียบซึ่งขัดต่อหลักเสรีภาพและการค้าเสรีซึ่งเป็นหลักการใหญ่ของประเทศตะวันตก แต่เขามีวิธีที่ยึดหลักการแต่ใช้การบริหารจัดการวางระบบได้ กล่าวคือ องค์กรประกันสังคมของรัฐ ซึ่งเป็นองค์กรถือเงินที่หักจากผู้ประกันตนและนายจ้างเป็นเสมือนองค์กรซื้อบริการ จะซื้อบริการจากใครหรือไม่ก็ได้ ขึ้นกับนโยบายและการตัดสินใจจากคณะกรรมการประกันสังคมและรัฐบาล............. องค์กรประกันสังคมประกาศนโยบายที่จะซื้อบริการจากโรงพยาบาลเอกชนที่ไม่แสวงหาผลกำไรเท่านั้น ใครไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแบบหวังผลกำไรจะต้องจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเองเต็มจำนวน นักลงทุนคนใดจะเปิดโรงพยาบาลเอกชนแบบแสวงกำไรก็เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่มั่นใจได้เลยว่าขาดทุน เพราะเกือบทุกคนในประเทศอยู่ในระบบประกันสังคม แม้ว่าผู้ประกันตนย่อมมีเสรีภาพในการเลือกใช้บริการที่ใดก็ได้ แต่เมื่อต้องจ่ายเงินเองส่งผลให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีใครเลือกไปใช้บริการในที่ต้องเสียเงินเพิ่มอีก ในที่สุดทุกโรงพยาบาลเอกชนแบบหวังผลกำไรก็ทยอยปิดตัว ขายกิจการให้กับโรงพยาบาลของมูลนิธิหรือชุมชน เพราระบบประกันสังคมตั้งกติกาบริหารเงินที่มาจากผู้ประกันตน,นายจ้างและภาษีประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการจ่ายค่ารักษาแทนผู้ประกันตนให้กับโรงพยาบาลที่ไม่แสวงหากำไรและในระดับคลินิกเอกชนเท่านั้น ................ วิธีคิดของทุนนิยมในยุโรปไม่เหมือนอเมริกาที่ทุกอย่างขายได้ทำกำไรได้ แม้แต่สุขภาพและชีวิตมนุษย์ แต่ที่ยุโรปแนวคิดเรื่องสุขภาพและการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานสำหรับทุกคนต้องสามารถเข้าถึงได้โดยไม่มีอุปสรรค โดยเฉพาะด้านการเงิน คนรวยหรือคนจนต้องสามารถเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลและการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมกัน เพราะนี้คือการธำรงศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมในฐานะมนุษย์ตามรัฐธรรมนูญ ............... โรงพยาบาลเอกชนแบบแสวงกำไรเข้ากระเป๋านักลงทุน เป็นหายนะของระบบสุขภาพเพื่อพลเมืองโลก เราสามารถมีระบบสุขภาพที่ดีและต้นทุนต่ำได้เมื่อทำให้สุขภาพเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแสวงหากำไรเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้น อยากรวยก็ให้ไปลงทุนในธุรกิจอื่น แต่ธุรกิจโรงพยาบาลปัจจุบันคือธุรกิจที่อาศัยช่องว่างการบริการภาครัฐที่ยังไม่สมบูรณ์ ทำกำไรเพื่อประโยชน์ส่วนตน ยิ่งเข้าตลาดหุ้นก็ยิ่งแพงอย่างไร้มนุษยธรรม ในอุดมคตินั้นโรงพยาบาลเอกชนสามารถเติมเต็มช่องว่างเพื่อสร้างสุขภาพที่ดีกว่าของประชาชนได้มาก แต่ต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร .............. หากทำได้ จะสามารถล้างไตผู้ป่วยเพิ่มได้อีกหลายเท่าตัว จะไม่มีวิธีคิดที่ว่าไม่รับล้างไตในอัตราที่ สปสช.จ่ายเพราะทำให้เสียราคา กำไรเข้ากระเป๋าผู้ถือหุ้นบนความตายของผู้ป่วยจะไม่มี เพราะราคาที่กำหนดนั้นเพียงพอต่อการดำเนินการมีกำไรแต่ไม่มากเกินไป จะไม่ต้องซื้อเครื่องเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ที่เฉพาะในกรุงเทพฯมีเครื่องมากกว่าเกาะอังกฤษทั้งประเทศ เพราะสามารถใช้ร่วมกันได้ ลดการเสียดุลการค้าเพิ่มประสิทธิภาพระบบสุขภาพอีกมากมาย จะไม่มีปัญหาสมองไหลของอาจารย์แพทย์เก่งจากจุฬาฯ รามาฯ ศิริราช ไปโรงพยาบาลเอกชนที่จ่ายค่าตัวคนละหลายล้านเหมือนซื้อนักฟุตบอลไปรักษาแต่คนรวย จะไม่มีปัญหารถชนคนหน้าโรงพยาบาลแต่พาผู้ป่วยสาหัสเข้ารักษาไม่ได้ ต้องพาไปโรงพยาบาลรัฐที่ไกลกว่า เพียงเพราะเป็นผู้ป่วยที่ไม่ทำกำไร............. และที่สำคัญ จะไม่มีปัญหาสองมาตรฐานการแพทย์ในการรักษาชีวิตและความเจ็บป่วยผู้คน เพราะเมื่อไม่แสวงหากำไร การตัดสินใจจะอยู่บนพื้นฐานความรู้ทางวิชาการและประโยชน์ผู้ป่วย ซึ่งก็คือการเดินไปสู่การมีมาตรฐานเดียวกันที่มีแนวทางวิชาการเป็นแกนกลาง ไม่ใช่ล้มหัวโนก็ส่งเอ็กซเรย์สมองเพราะหวังกำไรจากความกลัวของผู้ป่วยโดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางวิชาการ............ https://mgronline.com/daily/detail/9550000011903

Add new comment