สธ.เตือนภัยด้วงก้นกระดก-ด้วงน้ำมันสุดอันตราย

 

หมอสุรวิทย์ รมช.สธ. เตือนอันตรายจากด้วงก้นกระดก  ขับสารพิษ เป็นอันตรายต่อผิวหนัง หากเข้าตามีอันตรายถึงตาบอด ส่วนด้วงน้ำมัน รับประทานแค่ 3 ตัวพิษร้ายแรงถึงกับเสียชีวิตได้

นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากกรณีที่รายการตีสิบ (ออกอากาศทางช่อง 3 เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2555) ในช่วงสนทนากับแขกรับเชิญซึ่งเป็นผู้ที่เคยสัมผัสกับพิษร้ายของแมลงชนิดหนึ่ง ซึ่งมีขนาดเล็ก แต่กลับมีพิษมหาศาล เพียงแค่สัมผัสถูกพิษที่ออกจากร่างกายของแมลงชนิดนี้ก็สามารถทำให้เกิดแผลพุพองขนาดใหญ่ได้ แมลงชนิดนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า ด้วงก้นกระดก หรือ แมลงก้นกระดก หรือแมลงเฟรชชี่ เพื่อการขยายพันธุ์ จึงขอเตือนประชาชนระวังอันตรายจากแมลงมีพิษดังกล่าว ลักษณะทางกายภาพของแมลงชนิดนี้คือ เป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก มีความยาวเพียง 4-7มิลลิเมตร   โดยมีลักษณะจำเพาะคือ ปีกคู่แรกแข็งและสั้นมีสีมันวาว ปีกคู่สองมีขนาดใหญ่แต่จะมองไม่เห็นเด่นชัด ลำตัวมีขนาดเล็กเรียว ส่วนท้องยาวโผล่ออกมานอกปีกสังเกตเห็นได้ง่ายโดยจะชอบงอ ส่วนท้องขึ้นๆลงๆเมื่อเกาะอยู่กับที่  มีลักษณะสีสันต่างกัน ชนิดที่พบบ่อยในประเทศไทยนั้น ส่วนท้องมีสีส้ม ชาวบ้านชอบเรียกแมลงชนิดนี้ว่า  ด้วงปีกสั้น ด้วงก้นกระดก หรือ ด้วงก้นงอน ตามลักษณะของท้องที่งอขึ้นๆลงๆ เนื่องจากพบได้มากในช่วงเปิดเทอมที่เริ่มเข้าสู่ฤดูฝนซึ่งแมลงต้องการความชื้น

สารพิษของแมลงชนิดนี้ คือ สารเพเดอริน (Paederin) เมื่อถูกผิวหนังจะทำให้เป็นผื่นคันหรือแผลพุพอง ผิวหนังไหม้แดง ปวดแสบปวดร้อน มีไข้ และถ้าถูกพิษบริเวณดวงตา  อาจทำให้ตาบอดได้ โดยด้วงก้นกระดกมีแหล่งเพาะพันธุ์อยู่ตามบริเวณพื้นดินที่ชื้น เช่นตามกองมูลสัตว์ พื้นดิน ในกองไม้ แต่จะชอบบินเข้ามาเล่นแสงไฟในบ้านเรือนที่เป็นพื้นที่ใกล้ชิดประชาชนซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนที่เผลอไปสัมผัสได้

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า ส่วน ด้วงน้ำมัน3ตัวขึ้นไป ผู้ป่วยที่บริโภคด้วงน้ำมันเข้าไปนั้นจะมีอาการคออักเสบ กลืนอาหารลำบาก ปวดท้อง คลื่นไส้ อุจจาระร่วง อาเจียนเป็นเลือด ความดันโลหิตลดลง ปัสสาวะเป็นเลือด สลบ และเสียชีวิตจากภาวะหายใจล้มเหลว ด้วงน้ำมันถ้าถูกรบกวนหรือถูกต้องตัวจะขับของเหลวสีเหลืองอ่อนที่มีสารพิษแคนทาริดิน (cantharidin) ออกจากข้อต่อของส่วนขา ซึ่งถ้าพิษถูกผิวหนังก็จะเป็นตุ่มพุพองอักเสบ และโดยที่สารแคนทาริดินนี้จะไม่ถูกทำลายโดยความร้อนจากการหุงต้มหรือเผาไฟ ดังนั้นถึงแม้ผู้รับประทานจะนำด้วงน้ำมันไปผ่านความร้อน ก็จะยังได้รับอันตรายจากแมลงชนิดนี้ มีลักษณะเป็นแมลงปีกแข็งเช่นเดียวกับด้วงก้นกระดก แต่มีขนาดใหญ่กว่าด้วงก้นกระดก ลำตัวยาวประมาณ 3-3.5 เซนติเมตร ปีกคู่หน้าจะมีแถบสีเหลืองสลับดำอย่างละ 3 แถบ ชาวบ้านเรียกว่า ด้วงไฟถั่ว หรือด้วงไฟเดือนห้า ส่วนอันตรายของด้วงน้ำมันมักเกิดจากมีผู้เข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกแมลงกินได้จึงนำไปรับประทาน ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ถ้ารับประทานมากกว่า

“โดยปกติแมลงทั้งสองชนิดนี้จะไม่กัดคน แต่ถ้าบังเอิญถูกแมลงไต่ตามร่างกายแล้วไปตบตีหรือทำให้ลำตัวแตกหักพิษในตัวแมลงจะถูกขับออกมาเป็นลักษณะของเหลวแล้วซึมเข้าสู่ร่างกายจะทำให้เกิดอาการแพ้ดังกล่าว ดังนั้นหากร่างกายสัมผัสถูกพิษให้รีบล้างน้ำสะอาด หรือเช็ดด้วยแอมโมเนียทันที และไม่ควรสัมผัสบริเวณที่ถูกพิษเพราะอาจเกิดการลุกลามหรือติดเชื้อซ้ำ ควรทาแผลด้วยยาปฏิชีวนะประเภทครีม แต่ถ้ามีอาการรุนแรงและเป็นอยู่เวลานานควรไปพบแพทย์ นอกจากนี้เราสามารถป้องกันตัวเองได้โดย การลดความสว่างของแสงไฟในเวลากลางคืน หรือปิดมุ้งลวดป้องกันแมลงให้มิดชิด เนื่องจากด้วงก้นกระดกมักเข้ามาเล่นแสงไฟในตอนกลางคืน”นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าว

ความคิดเห็นล่าสุด

กนกลดา ทองจํารูญ
5 ชั่วโมง 52 นาที ago
ชูเลิศ สีแสด
7 ชั่วโมง 15 นาที ago
Phawit Jitsabai
7 ชั่วโมง 42 นาที ago
กัญญนัท ริปันโน
11 ชั่วโมง 59 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กนกลดา ทองจํารูญ
5 ชั่วโมง 52 นาที ago
ชูเลิศ สีแสด
7 ชั่วโมง 15 นาที ago
Phawit Jitsabai
7 ชั่วโมง 42 นาที ago
กัญญนัท ริปันโน
11 ชั่วโมง 59 นาที ago
กลับด้านบน