ดอกเบี้ยชีวิต ‘สง่า ดามาพงษ์’

Tue, 2012-05-29 09:04 -- hfocus
Print this pagePrint this page

 

ลดความอ้วน ลดพุง ทำชีวิตให้ดูดี มีความสุข เรื่องง่ายๆ แต่ทำยาก ซึ่งนักโภชนาการคนนี้...ทำได้ ต่างจากคนอื่น รู้แล้ว...ไม่ทำ

เวลานึกถึงนักโภชนาการของประเทศนี้ สง่า ดามาพงษ์ เป็นคนแรกๆ ที่หลายคนนึกถึง ด้วยบทบาทที่ออกมาให้ความรู้เรื่องโภชนาการอยู่เรื่อยๆ ผ่านสื่อเกือบทุกรูปแบบ นอกจากเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ยังเป็นอาจารย์สอนอาหารและโภชนาการหลายมหาวิทยาลัย เป็นวิทยากรที่มีงานบรรยายเกือบทุกวัน เป็นนักจัดรายการวิทยุ และที่ปรึกษาสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

เขาไม่ใช่แค่นักโภชนาการที่ให้ความรู้อย่างเดียว แต่เป็นต้นแบบการนำความรู้ไปปฏิบัติให้เห็นผล ในเรื่องการกิน อยู่ และใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่เขาพูด

ด้วยใบหน้าที่อ่อนกว่าวัย เขากินอาหารตามหลักโภชนาการ ออกกำลังกายและอารมณ์ดี รวมถึงใส่ใจในเรื่องเล็กๆ สุขุม เยือกเย็น เอื้ออาทรกับคนรอบข้าง เขาสร้างสมดุลให้ชีวิตได้อย่างไร จนถูกถามอยู่เรื่อยๆ ว่า “ทำอย่างไร จึงดูหน้าอ่อนกว่าอายุจริง” และเคยมีคนถามว่า

 “อาจารย์อายุ 60 ปีจริงเหรอ หนูไม่เชื่อขอดูบัตรประชาชนหน่อย” นี่คือ ความภูมิใจที่เขาบันทึกไว้ในหนังสือ กินอยู่อย่างสง่า

ส่วนเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจและวินัยในการดูแลสุขภาพ เพื่อให้ชีวิตดูดีมีความสุข อาจารย์สง่ามีข้อแนะนำ หากไม่อยากเสียชีวิตก่อนวัยอันควร...

          ขอเริ่มจากคำถามยอดฮิตที่หลายคนชอบถามอาจารย์ว่า ทำอย่างไรถึงดูอ่อนกว่าวัย

ผมอายุ 63 ปี ถ้าดูจากหน้าตาและคาแรคเตอร์ หลายคนนึกว่าผมโกงอายุ ไม่เชื่อว่าผมอายุเท่านี้ หลายคนเดาว่าผมอายุ 45-48 ปี สาเหตุที่ผมเป็นอย่างนี้ เพราะผมกินตามที่ผมบอกคนอื่นและกินตามที่ผมเรียนรู้ ในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาผมดูแลตัวเอง นี่คือ ผลพวงที่ผมปฏิบัติ จริงๆ แล้ว คนเราไม่ได้วัดกันที่รูปร่างหน้าตา จะหนุ่มหรือแก่ แต่วัดกันที่สุขภาพ เพราะผมเอาเรื่องโภชนาการมาใช้กับชีวิตจริงๆ มีหลายคนบอกว่าไม่แก่ ผมไม่ได้พูดเองนะ แต่สิ่งที่ผมประจักษ์กับตัวเอง คือ ผมไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ผมไม่เคยกินยา ไม่เคยลาป่วย ไม่เคยเบิกค่ารักษาพยาบาลกว่า 20-30 ปีแล้ว แม้จะเป็นหวัดบ้าง แต่เบามาก แค่เจ็บคอนิดๆ มีเสมหะ ผมก็ใช้วารีบำบัด ดื่มน้ำเยอะๆ นอนให้เพียงพอ ทำตัวให้อบอุ่น ออกกำลังกายเบาๆ

          เกษียณแล้ว แต่ยังทำงานอีกมากมาย

ผมยังทำงานเป็นที่ปรึกษาสำนักโภชนาการ กรมอนามัย เพราะผมยังมีกำลังช่วยชาติ สิ่งหนึ่งที่ผมต้องทำตรงนี้ คือ โครงการโภชนาการสมวัย ช่วงเวลา 3 ปีที่ผมทำใน 9 จังหวัด งบประมาณ 60 ล้านบาท สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนับสนุนเรื่องเงิน ผมทำงานร่วมกับกรมอนามัยและสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย ทำให้ผมยังทำงานที่นี่ และรับราชการมานาน 37 ปี นอกจากนี้ ยังมีงานบรรยาย จัดรายการวิทยุ ฯลฯ

          ก่อนจะคุยถึงเรื่องการดูแลสุขภาพ อยากให้อาจารย์เล่าถึงชีวิตก่อนหน้านี้

ผมก็เหมือนทุกคน ก่อนหน้านี้ ไม่สนใจเรื่องโภชนาการ จนไปเรียนต่อปริญญาโทด้านโภชนาการชุมชนที่ออสเตรเลีย ปลุกให้เรารู้ว่า โภชนาการคือชีวิต เมื่อผมเรียนมาเยอะ ผมตระหนักรู้ว่า 1. อาหารคือชีวิต 2. ผมเป็นนักโภชนาการ ต้องปฏิบัติตัวให้ดูดี ไม่อ้วน เป็นต้นแบบให้คนอื่น 3. ผมชื่อ สง่า ต้องดูสมาร์ท ต้องปรับตัวเองให้เป็นแบบนั้น และ 4. ผมเป็นอาจารย์สอนนักศึกษาในมหาวิทยาลัย เป็นวิทยากรบรรยายวันละ 3-5 ชั่วโมง ก็ต้องเป็นต้นแบบ เพราะผมไปพูดเรื่องลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ลดพุง เหตุผลหลักทั้ง 4 ข้อ ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจ เพราะคนเราจะทำอะไรสักอย่างและต่อเนื่อง ต้องมีแรงบันดาลใจ ส่วนเหตุผลรองในการดูแลสุขภาพ ตอนผมอายุ 30 กว่าๆ ผมเอาอายุขัยเฉลี่ยคนไทย 85 ปีลบด้วย 30 ปี ก็เหลือเวลาอีก 50 ปี ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร เมื่อเข้าเลข 4 เอา 40 ลบเหลือ 45 ปี ลองลบไปเรื่อยๆ อายุมันสั้นลงทุกปี จึงต้องลงมือทำ

          เริ่มจริงจังและใส่ใจเรื่องอาหารการกินตอนไหน

อายุ 30 ปลายๆ เริ่มดูแลเรื่องอาหาร และการออกกำลังกาย ตอนแรกๆ ก็รู้สึกขัดต่อความรู้สึก สิ่งแวดล้อมไม่เอื้อ สาเหตุที่คนเราทำไม่ได้ เพราะข้อแก้ตัวต่างๆ ที่เราเข้าข้างตัวเอง ตอนนั้นรู้สึกยาก ผ่านไปปีสองปี ตั้งหลักได้ เมื่อจัดระเบียบชีวิตได้ ก็มีเวลาออกกำลังกาย เพราะเราคิดว่า ถ้าเราเป็นอัมพฤกษ์เหมือนคุณลุงที่เราเห็น ลูกจะเลี้ยงเราไหม บำนาญหลังเกษียณไม่ได้มากมาย เราน่าจะเก็บไว้ เพื่อไปเที่ยวต่างประเทศหรือในประเทศที่เราอยากไป อยากนำเงินมาสร้างความสุขในบั้นปลายชีวิต ไม่อยากเอาเงินไปเก็บไว้ที่โรงพยาบาล สิ่งเหล่านี้คือแรงบันดาลใจ ทำให้ผมอยากเป็นคนแก่สุขภาพดี เมื่อผมดูแลเรื่องการกินและออกกำลังกาย ก็ทำให้เราเป็นคนดูดี ขณะที่เพื่อนรุ่นเดียวกัน พุ่งยื่น ล้มหมอนนอนเสื่อ แต่ผมยังดูคล่องแคล่ว ไซส์เสื้อผ้าไม่ต้องเปลี่ยน

ทั้งๆ ที่หลายคนมีความรู้ แต่ไม่ดูแลตัวเอง ทำไมผมปฏิบัติได้ คนที่ทำไม่ได้ เพราะขาดแรงจูงใจ ขาดความมุ่งมั่น ขาดความเพียร แต่ผมกลัวเป็นคนแก่ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ผมเห็นเพื่อนหลายคนที่ดูแลแม่ที่เป็นเบาหวานเมื่ออายุ 70 กว่าๆ เพื่อนผมไปไหนไม่ได้เลย เหมือนตกนรกทั้งเป็น แต่เขามีความสุขที่ได้ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ ผมก็คิดว่า คนเราเมื่อแก่แล้วต้องพยายามไม่รบกวนลูก ซึ่งเราได้วางเป้าหมายนี้ไว้ ตอนนี้ผมไม่เคยเป็นภาระให้ลูก ลูกไม่เคยพาเข้าโรงพยาบาลเลย

          คนเราควรวางแผนเรื่องการดูสุขภาพด้วย

ผมวางแผนชีวิตตัวเองตอนอายุ 40 ปีกว่าๆ ผมอยากปลุกให้คนในสังคมเห็นว่า การทำตัวเองให้ดูดีในวันนี้ มันคือดอกเบี้ยชีวิตที่จะเอาไปใช้ตอนแก่ ตอนนี้ผมดึงดอกเบี้ยตัวเองมาใช้แล้ว สะสมไว้ 30 กว่าปี หลายคนไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ก้มหน้าก้มตาทำงาน เป็นทาสของงาน เอาเงินเป็นพระเจ้า ทำงานจนลืมดูแลตัวเอง เพราะหัวใจยังเต้นทุกวัน ก็เลยลืมดูว่า อาหารมื้อนี้กินอะไร ลืมออกกำลังกาย ลืมทุกสิ่งทุกอย่าง เอาความสบายและความชอบเป็นตัวตั้ง อยากกินอะไรก็กิน หารู้ไม่ว่ากินเข้าไปแล้วทำร้ายชีวิต พอใกล้เกษียณ ความเจ็บป่วยถามหา เมื่อเกษียณ ทำอะไรไม่ได้ สัจธรรมก็เกิด เมื่อหัวโขนถูกถอดออก ตัวตนที่แท้จริงอยู่ที่เรา ถึงตอนนั้นแม้จะมีบ้านหลังใหญ่ รถป้ายแดง ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่นอนป่วยอยู่ที่บ้าน

          เมื่อมีความรู้มากขึ้น อาจารย์เริ่มให้ความรู้เรื่องโภชนาการกับคนทั่วไปตอนไหน

ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจ ทำงานตามหน้าที่ ทำงานไปได้สักพัก ได้เห็นวิถีชีวิตคนชนบท 30 ปีที่แล้ว เด็กขาดอาหารเยอะมาก ขาดโปรตีน คาร์โบไฮเดรต เป็นโรคติดต่อเรื้อรัง พวกเขาไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการ บางคนมีเงิน แต่กินไม่เป็น บางคนไม่มีเงิน ไม่มีจะกิน ผมจึงเริ่มคิดว่าจะทำงานแบบเลื่อนลอยไม่ได้แล้ว ต้องใส่ใจในงาน ตั้งมั่นมีอุดมการณ์ เพราะผมเป็นคนยุค 14 ตุลา รุ่นเดียวกับอาจารย์ธีรยุทธ บุญมี ผมเคยนอนอยู่บนถนนราชดำเนินหลบกระสุนปืน ตอนนั้นจะเข้าป่า แต่ญาติพี่น้องไม่ให้เข้า ก็เลยมีจิตวิญญาณนักต่อสู้ คนยุค 14 ตุลาจะมีความรักชาติ เกลียดความอยุติธรรม เกลียดคนโกง เกลียดคนไม่เคารพประชาธิปไตย เกลียดการปฏิวัติ เกลียดคนกินบ้านกินเมือง

ตอนที่ผมเรียนมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ช่วงที่มีการต่อต้านสินค้าญี่ปุ่น ผมและเพื่อนนิสิตนักศึกษา ใส่ผ้าดิบทอมือออกมาต่อต้านญี่ปุ่น สมัยนั้นเราเสียดุลการค้า เป็นทาสเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เหตุผลตรงนั้นเป็นการผูกโยงกับการทำงานของผมต่อมา ตอนอายุ 30 กว่าๆ สัญชาตญาณที่ต้องทำเพื่อคนอื่น โดยนำความรู้ที่เรียนมาและประสบการณ์ไปประยุกต์ใช้กับการทำงานอย่างมีความสุข ทำแล้วเกิดผล ออกไปรณรงค์ส่งเสริมให้ความรู้ จนกระทั่งเด็กขาดอาหารน้อยลง ทำให้ผมเริ่มมีพลัง เพราะเราทำงานให้แผ่นดิน

          ตอนนั้นทำอย่างไรให้เด็กขาดอาหารน้อยลง

ผมนำความรู้มาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทหรือวิถีชีวิตผู้คน ในยุคนั้นคนอีสานไม่รู้ว่าลูกขาดอาหาร ผอม ลิ้นเป็นซาง เราต้องทำให้รู้ว่า การขาดอาหารทำให้เด็กไม่ฉลาดในการเรียนหนังสือ บางครั้งอาจเจ็บป่วย หรือเสียชีวิต เราสอนให้แม่ค้นหาว่า ลูกของเขาขาดอาหารได้อย่างไร ซึ่งเมื่อก่อนหมอและเจ้าหน้าที่เป็นคนบอก ตอนนั้นเราให้พ่อแม่เป็นคนชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูงลูก เพื่อให้ตระหนักรู้ จากนั้นส่งเสริมให้ความรู้ และให้ปลูกข้าวโพด ถั่ว งา เลี้ยงไก่ปลา พึ่งพาตัวเอง ทำมาสิบกว่าปี ภาวะเด็กขาดอาหารก็ดีขึ้น

ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ที่สำคัญต้องสอดรับกับวิถีชีวิต เราต้องทำงานลงลึกถึงชุมชน หลังจากนั้น ก็มีผลงานมากขึ้น กลายเป็นบทเรียนโภชนาการในหลายๆ เรื่องของประเทศ ทำให้เกิดความภาคภูมิใจที่มีส่วนร่วมในการวางแผนประเทศ ด้านอาหารและโภชนาการกับสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

          อีกคำถามยอดฮิต ลดความอ้วน ลดพุง ทำชีวิตให้มีความสุข ทำได้อย่างไร

ตอนอายุ 40 ปลายๆ เริ่มรู้แล้วว่า เราไม่ได้ใช้หลักอะไรเลย แค่ 3 อ. ดูแลสุขภาพ คือ 1. อารมณ์ 2. อาหาร และ 3. ออกกำลังกาย ในเรื่องอารมณ์ เมื่อมีอารมณ์ก็นำไปสู่การปฏิบัติ ยกตัวอย่าง ทำไมผมกินอาหารครบ 5 หมู่ทุกมื้อ มื้อไหนผมไม่ได้กินผลไม้ กินแค่ข้าวเหนียวหมูปิ้ง หรือบางมื้อกินแฮมเบอร์เกอร์ หรือไม่ก็ข้าวไข่เจียวอย่างเดียว ผมจะหงุดหงิดมาก จนเพื่อนๆ บอกว่า อีตานี่เป็นโรคจิต ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่ผมไม่ได้บังคับตัวเอง จนทำให้มีความทุกข์นะ

          มีวิธีสลัดความเครียดอย่างไร

ต้องย้อนกลับไปเรื่องอารมณ์ เวลาผมเครียด เหนื่อย ท้อ และหงุดหงิด ผมจะหยุดอยู่กับตัวเองหนึ่งนาที นั่งย้อนกลับไปว่า ทำไมปัญหามันเกิด ตั้งสติค้นหาเหตุ แล้วเอาเหตุมาแก้ ถ้าเจอเหตุแล้ว มันใหญ่เกินไป ก็ลืมมันซะ แล้วจบไป ถ้าเจ้านายสั่งมา ทำไม่ได้ ก็บอกตามเหตุผล อย่าดันทุรัง นี่คือ เรื่องงาน ส่วนเรื่องส่วนตัว ถ้าเครียด ทะเลาะกับใคร ผมจะพยายามมองตัวเองก่อน จะไม่โทษคนอื่น ฟังแล้วเหมือนดัดจริต ใครๆ ก็พูดได้ แต่ผมทำได้ หรือกรณีทะเลาะกัน อีกฝ่ายผิด ผมก็จะไม่เข้าใจตัวเอง จะให้อภัย เมตตา ไม่ไปสมน้ำหน้า แล้วพูดว่า “เห็นไหม...เอ็งผิด” “เห็นไหม...ฉันบอกแล้ว” เอาความเงียบเป็นตัวยุติปัญหา เขาก็จะคิดได้เอง

ในเรื่องอารมณ์ ผมจะพยายามสลัดความเครียดออกจากตัวเองให้เร็วที่สุด ด้วยวิธีการต่างๆ นานา อย่างมีอยู่วันหนึ่งผมสอนหนังสือ แล้วเหนื่อยมาก พอถึงบ้าน ผมก็สลัดชุดทำงาน ออกวิ่งหน้าบ้าน วิ่งไป 25 นาทีสารเอ็นโดรฟินหลั่ง หลับสบาย ต่างจากวันไหนเครียด แล้วอาบน้ำ นอน ไม่ออกกำลังกายจะนอนไม่หลับ เวลาผมสอนคนอื่นเรื่องการทำอารมณ์ ผมจะไม่บอกว่า อย่าเครียด ต้องรู้ว่าความเครียดเกิดจากอะไร ผมเคยยกตัวอย่างบ่อยมาก ผมไปตลาดถูกแม่บ้านด่า เพราะเวลาเลือกส้ม ผมบีบ เราก็ยอมรับ แล้วขอโทษ แม่ค้าก็เงียบ แต่ถ้าแม่ค้าด่า แล้วด่าตอบ คิดว่าตัวเองถูก เขาก็ต้องโกรธ เพราะเราไม่ได้มองตัวเอง

          มีวิธีจัดการกับความอยากในการกินอย่างไร

อย่างผมเดินทางไปต่างจังหวัด ถ้าหาได้แค่ข้าวเหนียวหมูปิ้ง ผมก็เดินเข้าไปในตลาดหาผลไม้กินสักอย่าง ดื่มนมหนึ่งกล่อง ถ้าผมกินข้าวขาหมู ไม่อยากนำคอเลสเตอรอลเข้าไปในร่างกาย ผมก็กัดฟัน เขี่ยมันหมูไว้ขอบจาน กินเฉพาะเนื้อๆ ทำไมผมต้องกินให้ครบ 5 หมู่ ถ้ากินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ในวันนั้น ผมก็คิดว่า หัวใจผมจะเต้นไม่ปกติ เลือดจะไม่มีสารอาหารหล่อเลี้ยง ทำให้ร่างกายทรุดโทรม เพราะเราตั้งไว้ว่า จะเป็นคนแก่สุขภาพดี ก็ต้องสร้างแรงจูงใจ และมีสติในการกิน

ทำไมผมไม่อ้วน ไม่ป่วย ไม่มีพุง ขณะที่เพื่อนๆ ที่เรียนจบรุ่นเดียวกัน ประมาณ 4,000 กว่าคน ตอนนี้เสียชีวิตไปแล้วกว่า 500 คน ในจำนวนนั้น 200 กว่าคนเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุ ขณะที่อีก 200 กว่าคนเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจ หลอดเลือด ความดัน เบาหวาน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เสียชีวิตก่อนวัยอันควร เห็นได้ว่า คนขาดแรงจูงใจในการวางแผนชีวิต เพราะมัวแต่หาเงิน ซื้อรถป้ายแดง ผ่อนบ้านหลังใหญ่ หาเงินส่งลูกเรียนต่างประเทศ แต่คุณลืมดูตัวเองว่าจะต้องเจออะไรในอนาคต บังเอิญผมพบสัจธรรมตรงนี้ก่อน

          หลักๆ คือ ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในแต่ละมื้อ

คนไม่เข้าใจ คำว่ากินอาหารให้ครบ 5 หมู่ คือ ถ้าผมก๋วยเตี๋ยวหนึ่งชาม ได้สารอาหาร 4 หมู่แล้ว ขาดผลไม้ ก็กินกล้วยน้ำว้าหรือส้มเพิ่ม นี่คือ กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ หรือผมกินข้าวราดกะเพราไก่ไข่ดาว ก็สั่งกะเพราเยอะๆ ใส่ถั่วฝักยาว แครอท เอาข้าวน้อยๆ อย่าใส่น้ำมันเยอะ แล้วก็กินส้มหนึ่งลูกหรือมะละกอ 6 ชิ้นตาม

          ไม่ปฏิเสธอาหารมีสารพิษหรือเนื้อสัตว์

ผมจะไม่สุดโต่ง ไม่ได้เป็นมังสวิรัติ แต่พยายามกินโปรตีนจากพืช สัปดาห์หนึ่งจะกินหนึ่งหรือสองครั้ง คือ น้ำเต้าหู้ เอาเต้าหู้ผัดถั่วงอก จะพยายามกินเนื้อสัตว์น้อยลง แต่ไม่เคยหยุดกินนมและไข่ คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยกินผลไม้ ถ้ารู้ว่า ตัวเองไม่ได้กินผลไม้ตอนเช้า ก็พยายามหาผลไม้กินเป็นอาหารว่าง เวลาเราเดินเข้าไปในร้านอาหาร อยู่ที่ว่า เราจะเลือกกินอาหารครบ 5 หมู่ไหม ถ้าสั่งข้าวหมูทอดอย่างเดียว ก็ไม่ครบ แต่ถ้าสั่งผัดผักและไข่ 1 ฟองเพิ่ม ก็กินได้ครบ 5 หมู่ ทั้งหมดอยู่ที่ตัวเรา นอกจากนี้ ผมหลีกเลี่ยงอาหารหวานจัด เค็มจัด และมันจัด ไม่ดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน จะดื่มน้ำเปล่า เพราะผมรู้ว่า น้ำอัดลมหนึ่งขวด มีน้ำตาลละลายอยู่ 12 ช้อน ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายเลย

หลายคนติดในรสชาติอาหาร พวกขนมหวานเค้ก ผมกินเล็กน้อย ถ้าจะให้มานั่งกินเค้กทั้งก้อน กินไม่ได้ จะกินขนมไทยอ่อนหวาน ถั่วแปลบ ข้าวเหนียวต้มน้ำตาล ข้าวต้มถั่วผัด ถั่วกวน จะกินขนมไทยที่มีส่วนผสมของถั่ว กินผักพื้นบ้าน ผักตามฤดูกาล ถ้าจะกินผักในตลาดต้องล้างให้สะอาด ทุกครั้งที่กินก๋วยเตี๋ยว ผมจะไม่เติมน้ำปลา เพราะก๋วยเตี๋ยวทุกชามเค็มอยู่แล้ว ถ้ากินเค็มมากจะทำให้ความดันโลหิตสูง ผมไม่กินอาหารผัดกับอาหารทอดบ่อยๆ เป็นอาหารที่มีไขมันสูง จึงเน้นพวกต้ม ย่าง อบ นึ่ง โดยเฉพาะแกงเลียง แกงอ่อม แกงแค แกงส้ม ต้มยำ ส่วนแกงเขียวหวาน แกงเผ็ดที่มีกะทิ ก็กินบ้าง นานๆ ครั้งเพราะกลัวไขมัน

สิ่งที่ขาดไม่ได้เลย คือ น้ำพริกกับผัก ภรรยาผมจะทำอาหารให้ เมนูที่ขาดไม่ได้ คือ ส้มตำ ผมกินปลาเป็นหลัก กินผักเป็นพื้น วิชาโภชนาการเรียนรู้กันได้ เป็นเรื่องพื้นๆ อย่างนักจัดรายการ ไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการ นั่งเสวนากับผมบ่อยๆ เขาเอาสิ่งที่ผมพูดไปใช้กับชีวิต และผมก็เขียนหนังสือให้คนอ่านด้วย

          ถ้าอย่างนั้นเวลารับประทานอาหารกับเพื่อนๆ มีคนว่า อาจารย์เรื่องมากไหม

มี ตลอดเวลา เพื่อนหลายคนไม่นั่งกินข้าวด้วย สักวันถ้ามันป่วยเป็นโรค มันจะรู้เอง แต่คนที่นั่งกินข้าวกับผมและทำตามผมเยอะมาก พวกเขาถือผมเป็นไอดอล เพราะผมได้พิสูจน์แล้วว่า 30 ปีที่ผมทำมาตลอด ทำให้ผมเป็นแบบนี้ คุณรู้ไหม 90 เปอร์เซ็นต์คนป่วยเพราะพฤติกรรมการกิน

          นั่นเป็นเรื่องการกิน ส่วนการออกกำลังกาย จะทำให้เกิดความเคยชินได้อย่างไร

ผมไม่อยากแก่ อยากสุขภาพดี เรารู้ว่า การเต้นของหัวใจ เกิดจากการไหลเวียนของเลือด ถ้าหลอดเลือดตีบ เพราะไม่ได้ออกกำลังกาย หัวใจจะแย่ ผมก็ลุกขึ้นมาออกกำลังกาย จนติดเป็นนิสัย ทุกคนก็คิดเหมือนผม แต่ไม่ทำ เหตุผลที่ไม่ทำ เพราะไม่กลัว ประมาทในชีวิต อยู่ไปวันๆ ขอให้สบาย อย่างการเดินออกกำลังกายติดต่อกัน 20-30 นาทีเป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับคนที่ไม่มีแรงบันดาลใจ แต่สำหรับคนที่มีแรงบันดาลใจเป็นเรื่องเล็กมาก แรกๆ ที่เริ่มออกกำลังกายผมก็ขี้เกียจ แต่ตอนนี้กลายเป็นยาเสพติด ถ้าไม่ออกกำลังกาย ไขมันที่กินเข้าไป จะพอกอยู่ที่พุง ต้องพยายามเอาออก

          ถ้าจะสร้างแรงบันดาลใจให้คนหันมาสนใจเรื่อง 3 อ. (อาหาร อารมณ์ และออกกำลังกาย) อาจารย์มีวิธีอย่างไร

มีคนถามเยอะมาก เขาบอกว่า ผมเป็นนักจุดประกาย ผมก็พยายามค้นหาตัวเองว่า ทำไมเป็นนักปลุกให้คนมีแรงบันดาลใจ อย่างลูกศิษย์ผมที่อ้วนมากๆ และมานั่งฟังผมพูด 100 คน หลังจากฟังผมพูด ลดน้ำหนักได้ 98 คน แต่คนที่ลดได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนมี 18 คน หลังจากนั้น กลับมาอ้วนอีก ที่ผมปลุกคนให้หันมาสนใจตัวเองได้ คงจะเป็นเพราะคำพูดและสิ่งที่ผมทำเป็นตัวอย่าง คนอ้วนลดน้ำหนักไม่ได้เพราะขาดแรงบันดาลใจ ตั้งเป้าไม่จริงจัง ประมาณว่า อยากลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ แบบนี้ไม่มีทาง อาจตั้งไว้ว่า จะลดน้ำหนักเพื่อแม่ เพราะเป็นลูกคนเดียวและแม่กำลังจะแก่ ถ้าตายก่อนแม่ ใครจะเลี้ยงแม่ จึงต้องมีแรงบันดาลใจ มีความรู้ ไม่ใช่ลดน้ำหนักโดยการกินอาหารเสริม และต้องมีความเพียร เพราะคนเราหาข้ออ้างเข้าข้างตัวเองตลอดเวลา ช่างมันเถอะเกิดมาชาติเดียว ตายช่างมัน ขอให้ได้กินขาหมูและทุเรียน

          กินตามใจปาก อาจนำไปสู่การเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เรื่องนี้มีข้อแนะนำอย่างไร

พฤติกรรมการกิน ที่ควรปรับปรุงมาก คือ กินอาหารไม่สมดุล กินตามใจปาก กินโดยขาดความรู้ กินไม่ครบ 5 หมู่ กินอาหารหมู่ใดหมู่หนึ่งมากเกินไป กินสเต๊กชิ้นใหญ่ๆ กินข้าวขาหมูเขี่ยผักออก กินข้าวมันไก่เขี่ยแตงกวาออก เรื่องกินเป็นปัญหาของคนทั้งโลก ส่วนใหญ่ไม่ดูแลเรื่องอาหาร ตอนพักกลางวัน หนุ่มสาวออฟฟิศซื้อกาแฟเย็นดื่ม เขาไม่รู้ว่า ถ้าดูดกาแฟหมดถ้วยเท่ากับข้าว 7 ทัพพี ถ้าร่างกายใช้ไม่หมด ก็กลายเป็นไขมัน ทำให้อ้วน