เอดส์ไทยอ้าแขน รอรับเอดส์เออีซี

Wed, 2012-10-10 09:06 -- hfocus
Print this pagePrint this page

 

หลายเดือนมานี้ สถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ในไทยค่อนข้างเงียบเหงาผิดสังเกต แต่การที่ข่าวเอดส์จางหายไปจากสังคมไทยระยะหนึ่ง มิได้หมายความว่า พฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ของคนไทยจะหายตามไปด้วย

ตรงกันข้ามการซื้อขายบริการทางเพศ ตามคาราโอเกะ ซ่อง อาบอบนวด สาวไซด์ไลน์ นวดแผนโบราณ จับกษัย-นวดกะปู๋ ชายและตุ๊ดขายบริการ หรือแม้แต่เซ็กส์สถานบางแห่งที่รู้กัน เปิดเป็นสถานออกกำลังกายหรือฟิตเนสบังหน้า ยังคงดำเนินไปตามเรื่องราวของมันอย่างต่อเนื่อง

เฉลิมพล พลมุข กรรมการมูลนิธิธรรมรักษ์ วัดพระบาทน้ำพุ บอกว่า ในความเป็นจริงเป็นที่รับรู้ของชาวต่างชาติที่มากับกรุ๊ปทัวร์ เมื่อมาท่องเที่ยวถึงเมืองไทยทั้งที หลังจากเยี่ยมชมโบราณสถาน น้ำตก ทะเล ภูเขา และความเป็นไทย ที่บรรดาบริษัททัวร์ทั้งหลายจัดไว้ให้ในแพ็กเกจหลัก

ทั้งบริษัททัวร์และไกด์นำเที่ยวรู้ดีว่า อีกสิ่งหนึ่งที่บรรดานักท่องเที่ยว ผู้มากด้วยไฟราคะต่างเสาะหากันให้ควั่ก ก็คือ แหล่งขายบริการทางเพศ

เฉลิมพลเล่าว่า เรื่องของเรื่อง ก็คือ ช่วงปี 2555-2558 รัฐบาลตั้งเป้าและกำหนดเป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวไว้ว่า ต้องการให้ประเทศไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวถึง 2 ล้านล้านบาท

แต่ปัจจุบันเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านในระดับอาเซียน เรายังมีจำนวนนักท่องเที่ยวขาเข้ามากเป็นอันดับสอง รองจาก มาเลเซีย และไทยยังเป็นประเทศจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากเป็นอันดับ 4 ของทวีปเอเชีย รองมาจาก จีน มาเก๊า และ ฮ่องกง

เพื่อให้เป็นไปตามเป้าที่รัฐบาลอยากเห็นไทยมีรายได้จากการท่องเที่ยวจำนวน 2 ล้านล้านบาท การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงต้องหาทางเลื่อนชั้น จากสถานภาพปัจจุบัน ซึ่งเราเป็นประเทศจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจอยู่ในอันดับ 4 ของเอเชีย เลื่อนขึ้นมาเป็นอันดับ 3 แทนฮ่องกงให้ได้ ภายในปี 2557-2558 และต้องขยับขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 2 ของประเทศที่น่าเที่ยวที่สุดในเอเชียให้ได้ ภายในปี 2559

“หนึ่งในกลยุทธ์ที่ ททท.เลือกนำมาใช้ทำการตลาด ก็คือจับนักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดเพศทางเลือก หรือที่เรียกกันว่า กลุ่ม GLBT ประกอบด้วยเกย์ เลสเบี้ยน ไบเซ็กชวล และทรานเซ็กชวล เพราะเห็นว่า ทัวริสต์กลุ่มนี้นอกจากมีกำลังซื้อสูง ตลาดยังมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง”

ในฐานะคนที่จับงานด้านเอดส์มายาวนาน เฉลิมพลตั้งคำถามฉุกให้คิดว่า แผนการตลาดดังกล่าวน่าจะมีบางสิ่งที่เป็นปมปัญหาซ่อนเร้นอยู่หรือไม่

 “ถามว่าทั้งรัฐบาลและ ททท. มีการวางแผน เฝ้าระวัง และติดตามพฤติกรรมทางเพศของบรรดานักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดเพศทางเลือก ที่จะแห่กันเข้ามาหาความสุขทางเพศ โดยมีการสกัดกั้นการแพร่กระจายเชื้อเอชไอวี หรือเพิ่มจำนวนผู้ป่วยเอดส์หน้าใหม่ในสังคมไทยเอาไว้ล่วงหน้ากันบ้างแล้วหรือยัง”

 “เราจะตั้งหน้าทำเป้าโกยเงินกันลูกเดียว โดยไม่แยแสกับปัญหาการแพร่กระจายของเชื้อเอดส์อย่างนั้นหรือ ทุกวันนี้ในบ้านเมืองเรา

ยังเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวซึ่งมีพฤติกรรมทางเพศแบบสุ่มเสี่ยง ทั้งสวิงกิ้ง แซนด์วิช หรือฟูลมูนปาร์ตี้ ไม่มากพอหรือไร หลายประเทศในโลกนี้ การตระเวนหาซื้อบริการทางเพศนอกจากเป็นเรื่องที่ยากต่อการเข้าถึง ยังถือว่าผิดกฎหมายร้ายแรง ตรงข้ามกับบ้านเรา เข้าถึงง่ายมากอยู่แล้ว ยังไปเปิดช่องให้มั่วเพศมากขึ้นไปอีก”

เฉลิมพลบอกว่า แม้รัฐบาลจะรณรงค์ให้มีการตรวจเลือด เพื่อคัดกรองผู้ที่รู้ตัวว่าติดเชื้อเอชไอวีแต่เนิ่นๆจะได้รับยาต้านไวรัสเร็วขึ้น ช่วยให้ง่ายต่อการรักษา ยืดอายุ และการติดตามประวัติ

แต่ข้อมูลจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ระบุว่า ทุกวันนี้ทั่วเมืองไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีและป่วยเป็นเอดส์ รับยาต้านไวรัสจำนวนทั้งสิ้น 225,272 ราย

ในจำนวนนี้เป็นผู้ใช้สิทธิ 30 บาทรักษาทุกโรค 148,357 ราย (ร้อยละ 65.9) ใช้สิทธิประกันสังคม 46,114 ราย (ร้อยละ 20.5) ใช้สิทธิรักษาพยาบาลของข้าราชการ 12,059 ราย (ร้อยละ 5.4) และใช้สิทธิอื่นอีก 18,742 ราย (ร้อยละ 8.3)

ปัญหาอยู่ที่การรับยาต้านไวรัสของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในไทยยังมิได้ปฏิบัติตามข้อกำหนด ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้ระบุเอาไว้ว่า ผู้ติดเชื้อฯจะรับยาต้านไวรัสได้ ควรต้องมีค่าซีดีโฟว์ (CD4) หรือค่าภูมิคุ้มกันภายในร่างกายที่ระดับ 350 เพราะหากได้รับยาต้านไวรัสเร็ว ย่อมส่งผลดีต่อผู้ป่วยในการป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ

แต่เวลานี้การให้ยาต้านไวรัสในไทย จะให้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยฯ มีค่าซีดีโฟว์ตกไปอยู่ที่ระดับ 200 นอกจากนี้ บางคนรู้ว่าตัวเองมีพฤติกรรมเสี่ยง แต่ไม่ยอมไปตรวจเลือด บางคนเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี และรับยาต้านอยู่ แต่กลับไปมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศโดยมิได้ป้องกัน

ผู้ติดเชื้อฯ บางรายซึ่งยังมีสภาพร่างกายดูแข็งแรง เลือกที่จะทำงานหารายได้เลี้ยงครอบครัว แต่กลับไปทำงานบางอาชีพที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่คนปกติ เช่น ไปรับจ้างขับรถตู้โดยสาร รถทัวร์ปรับอากาศ หรือรถบรรทุกต่างๆ

เฉลิมพลบอกว่า ในแง่หนึ่งอาจมองว่า เป็นโอกาสที่ผู้ติดเชื้อฯสามารถทำงาน หารายได้เลี้ยงชีพและครอบครัว ไม่เป็นภาระสังคม แต่อีกแง่ซึ่งสังคมทั่วไปอาจไม่รู้ ก็คือ การที่ผู้ติดเชื้อฯ เหล่านั้น ซึ่งอยู่ระหว่างได้รับยาต้านไวรัส ต้องตรากตรำทำงานขับรถโดยสาร หรือรถบรรทุกอย่างหนัก

ข้อเท็จจริงส่วนหนึ่ง ก็คือ ผู้ติดเชื้อฯ บางราย อาจเกิดผลข้างเคียงจากการ กินยาต้านฯ ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานมิได้เต็มที่ดังเช่นคนปกติ หากมีเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ มีคนเจ็บ คนตาย หรือพิการขึ้นมา จากการประกอบอาชีพของผู้ป่วยฯ ซึ่งได้รับยาต้านฯ เหล่านั้น ถามว่าใครหรือหน่วยงานใดจะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

สำหรับความเคลื่อนไหวล่าสุด ที่วัดพระบาทน้ำพุ เฉลิมพลบอกว่า สถานการณ์เอดส์ของที่นั่น ยังคงรักษาระดับตัวเลขยอดผู้ป่วยเอดส์ไว้อย่างคงเส้นคงวา

 “เรายังมีผู้ป่วยเอดส์หลายร้อยคนให้ต้องดูแล มีทั้งผู้ที่ใช้ชีวิตในวัดและนอกวัด โดยเฉพาะที่หอดูแลผู้ป่วยหนัก ซึ่งอยู่ใกล้กับกุฏิเจ้าอาวาส ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ยังมีผู้ป่วยเต็มตลอด ไม่เคยลดจำนวน”

เขาว่า เพียงแต่สถานการณ์อาจต่างไปจากเมื่อก่อนบ้าง ตรงที่ผู้ป่วยส่วนหนึ่งเมื่อแข็งแรง หรือสามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง อาจขอแยกออกไปอยู่ตามบ้านพักริมเชิงเขาของทางวัด เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ หรือทำงานรับใช้วัดบ้างตามความถนัด

บางรายที่แข็งแรง เกือบจะคล้ายคนปกติ เพราะกินยาต้านไวรัส อาจขอออกไปใช้ชีวิตทำงาน และมีครอบครัวอยู่นอกวัด มีทั้งไปรับจ้างอยู่ตามปั๊มน้ำมัน รับจ้างทำความสะอาดสำนักงาน และไปทำงานตามห้างสรรพสินค้า

เฉลิมพลสรุปภาพรวมว่า แม้ข้อดีของการมียาต้านไวรัสจะช่วยยืดอายุ ให้ผู้ติดเชื้อฯ และผู้ป่วยเอดส์ สามารถอยู่ดูโลกได้นานขึ้น แต่จำนวนผู้ติดเชื้อฯ หน้าใหม่ที่แฝงเร้นอยู่ในสังคม จากช่องทางต่างๆที่มีอยู่หลากหลาย และรอบด้านมากขึ้น ยังเป็นเสมือนประตูบานใหญ่ที่เปิดกว้างให้มีการติดเชื้อฯ ได้ง่าย และแพร่หลายมากขึ้น

เขามองว่า โดยเฉพาะเมื่อถึงเวลาเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเสรี หรือเออีซีในอีก 3 ปีข้างหน้า ซึ่งจะมีการเคลื่อนย้ายไป-มาอย่างพลุกพล่านของประชากรในอาเซียนเกือบ 600 ล้านชีวิต

เฉลิมพลฝากข้อคิดทิ้งท้ายไว้ว่า

 “เมื่อเวลานั้นมาถึง สังคมไทยยังไม่มีมาตรการระวังป้องกันที่ดีพอ แต่กลับใช้การท่องเที่ยวเป็นตัวเร่งเร้าเย้ายวนให้มีการแพร่กระจายของเชื้อเอดส์ในวงกว้างขึ้น ในฐานะที่ผมคลุกคลีอยู่กับสังคมผู้ป่วยเอดส์มานานรู้สึกสังเวชใจ”

ที่มา: http://www.thairath.co.th