ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

 

แพทย์ชนบทชี้ 12 เขตสุขภาพถอยหลังเข้าคลอง สธ.รวบอำนาจ แจงกระจายเงินผ่านสธ.ทำรพ.ได้งบน้อย

นพ.สมชายโชติ ปิยวัชร์เวลา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงยืน จังหวัดมหาสารคามกล่าวว่า หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขมีแนวคิดแบ่งระบบบริการสุขภาพของประเทศไทยเป็น 12 เขตสุขภาพ โดยมีผู้ตรวจราชการเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในเขตนั้นๆ เป็นหนึ่งในการกอบกู้ศักดิ์ศรีของกระทรวงสาธารณสุขให้กลับคืนมาของปลัดกระทรวง นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ โดยทำให้มีผู้ตรวจราชการเป็นกลไกประดุจปลัดระดับเขต หวังลดการกระจุกตัวของอำนาจในส่วนกลาง  ให้เขตสามารถบริหารจัดการระบบบริการได้เอง ปรับเกลี่ยทรัพยากรได้เอง

“ความยากของเขตสุขภาพอยู่ที่กระทรวงสาธารณสุขที่นนทบุรีจะกระจายอำนาจมากน้อยแค่ไหน หากกระจายอำนาจมากๆแล้วผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขที่มี 12 คนและสาธารณสุขนิเทศอีก 12 คน จะสามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า ผู้บริหารระดับ 10 ในระดับผู้ตรวจราชการและสาธารณสุขนิเทศนั้น มีตั้งแต่ฟิตจัดชัดเจนนั้นมีไม่กี่คน บางส่วนถึงกับปวกเปียกไม่มีภาวะผู้นำแต่ที่ขึ้นมาได้เพราะการเมืองและพวกพ้องค้ำยัน “

นพ.สมชายโชติ กล่าวว่า “สิ่งที่แย่ที่สุดคือการออกแบบให้ผู้ตรวจราชการเป็นใหญ่ที่สุดในเขต และควบทั้งในฐานะ provider และ purchaser ซึ่งผิดหลักการสำคัญที่ต้องแยกผู้ซื้อริการออกจากผู้ให้บริการ กระทรวงกำหนดให้งบจาก สปสช.จากเดิมที่เคยโอนตรงลงสู่โรงพยาบาลต้องมาให้เขตเป็นคนกำหนดปรับเกลี่ยก่อนแล้วจึงโอนให้โรงพยาบาล ฟังดูเหมือนดี แต่บทเรียนตลอดเวลาอันยาวนานคือ ปรากฏการณ์ไอติม ที่งบก้อนหนึ่งจากกระทรวงกว่าจะถึงโรงพยาบาลถูกเลียกัดแทะในระดับกระทรวง กรม กอง เขต จังหวัด กว่าจะถึงโรงพยาบาลแทบจะเหลือแต่ไม้ไอติม แต่เมื่อเกิด สปสช.ขึ้นมา คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์ แพทย์ชนบทผู้ก่อตั้งสปสช.ได้กำหนดกฎเกณฑ์วางระบบให้งบโอนตรงลงสู่โรงพยาบาลโดยไม่ผ่านกระทรวง โรงพยาบาลได้งบเต็มเม็ดเติมหน่วยมาตลอด 12 ปีของนโยบายหลักประกันสุขภาพ”

นพ.สมชายโชติ กล่าวเสริมว่า “ในวันที่ 1 กรกฎาคม 2556 เขตสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขจะเริ่มต้นอย่างเป็นรูปธรรม โดน รมต.นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ในฐานะประธานบอร์ด สปสช.จะเสนอให้ สปสช.ต้องยอมรับความเป็นใหญ่ของกระทรวงสาธารณสุขเหนือ สปสช. สปสช.จะกลายเป็นเพียงคนถือเงินที่มีหน้าที่โอนเงินตามที่กระทรวงสาธารณสุขสั่งการ เช่นนี้งบหลักประกันสุขภาพร่วมสองแสนล้านจะเสี่ยงต่อการใช้เงินผิดประเภทและหย่อนประสิทธิภาพอย่างยิ่ง และที่สำคัญเอื้อต่อการทุจริตได้โดยง่ายด้วย นับเป็นจุดหักเหสู่การถอยหลังลงคลองที่สำคัญที่สุดของระบบหลักประกันสุขภาพไทย จนทำให้อดคิดไม่ได้ว่า หรือประดิษฐจะมีเป้าหมายเพื่อทำลายระบหลักประกันและความสามารถในการดูแลประชาชนของโรงพยาบาลของรัฐเพื่อเปิดทางให้กับการเติบโตของโรงพยาบาลเอกชน  หากเป็นเช่นนั้นจริง หายนะกำลังจะเกิดกับสุขภาพของคนไทย”