แพทย์ชนบทเผย6เหตุผลไม่เอาประดิษฐเป็นรมว.สธ.ในการเจรจา6มิย.

Thu, 2013-06-06 10:58 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ชมรมแพทย์ชนบท โดยนพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ แถลง 6 เหตุผลที่ขอให้นายกรัฐมนตรีปลดนพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ จากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง สำหรับการเจราวันนี้ (ุ6 มิ.ย.) 

เหตุผลที่เครือข่ายเพื่อความเป็นธรรมในระบบสุขภาพ ขอให้นายกรัฐมนตรี

ปลด นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ ออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

1.ไม่มีความสามารถและประสบการณ์ในการบริหารภาครัฐ บริหารกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่ตนเองดูแลเป็นบริษัทส่วนตัว สั่งการตามอำเภอใจ ทำให้เกิดปัญหาและความเสียหายมากมาย  ตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า เป็นการบริหารตามอำเภอใจก็เช่น การมีนโยบายสั่งการบังคับให้โรงพยาบาลทุกแห่งทำ P4P และลดและเลิกระบบแรงจูงใจเดิมในการทำให้บุคลากรทางการแพทย์ทำงานในชนบทอย่างเช่นมาตรการเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย คิดว่าข้าราชการเป็นเหมือนพนักงานบริษัท บังคับให้ทำก็ต้องทำ ทำให้เกิดแรงต้านอย่างกว้างขวาง

2.กรณีของนโยบาย P4P นั้น เป็นการนำแนวทาง P4P มาใช้อย่างผิดๆ ไม่มีความเข้าใจต่อเรื่อง P4P อย่างแท้จริง ไม่มีการเตรียมการและไม่มีการศึกษาผลดีผลเสียอย่างถ่องแท้แล้วจึงมาดำเนินการ เมื่อนำมาดำเนินการแล้วเกิดแรงต้านคัดค้านกว้างขวางทั่วประเทศก็ยังดันทุรังเดินหน้า ไม่คิดจะทบทวนยอมรับผิด แนวคิด P4P ที่สำคัญคือต้อง win win win กล่าวคือ ผู้ป่วยได้ วิชาชีพสุขภาพได้ และองค์กรก็ได้ประโยชน์ แต่กรณีกลับตรงกันข้าม ไม่มีใครได้ มีผลเสียมากกว่าผลดี และที่สำคัญ สิ่งที่กระทรวงสาธารณสุขผลักดันนั้นไม่ใช่ P4P แต่เป็น workpoint ซึ่งไม่สามารถนำมาทดแทนเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายได้ คนละหลักการกัน แต่กระทรวงนำมาปะปนกันจนเลอะเทอะ และหากมีการนำ P4P มาใช้ในโรงพยาบาลชุมชน ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในชนบทจะรุนแรงขึ้น นโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจะได้รับความเสียหาย เป็นการทำลายระบบสุขภาพที่สำคัญยิ่งโดยเฉพาะในเขตชนบท

3.เมื่อเกิดแรงค้าน อารยะขัดขืนจากโรงพยาบาลชุมชนเกือบทุกจังหวัดทั่วประเทศ แทนที่ รมต.ประดิษฐจะตรวจสอบนโยบายตนเอง ตรวจสอบแนวปฏิบัติในนโยบายที่มีปัญหามากมาย ทำหน้าที่หาทางออก สร้างการมีส่วนร่วม ชวนผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุยอย่างเป็นมิตรอย่างพี่อย่างน้อง (ไม่ใช่อย่างเจ้านายลูกน้อง) รมต.ประดิษฐ กลับทำในสิ่งที่ตรงข้ามคือ สั่งการให้มีการจัดเวทีชี้แจง P4P ทั่วประเทศแบบชี้แจงฝ่ายเดียว เสี้ยมหรือส่งสัญญาณให้เกิดการชนกันระหว่างโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป กับโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็นสิ่งที่แย่มาก ทั้งๆที่ชมรมแพทย์ชนบทก็พูดไว้ชัดเจนแล้วว่า ข้อเสนอคือหนึ่งกระทรวงสองระบบ รพศ./รพท.ก็ทำ P4P ไป ส่วน รพช.ขอกลับไปใช้เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายเหมือนเดิม แต่ รมต.ประดิษฐ ปลัดณรงค์ และรองปลัดสุพรรณ กลับจงใจเจตนาทำให้เกิดการเข้าใจผิดและผิดใจกันระหว่าง รพศ./รพท.กับ โรงพยาบาลชุมชน ทำให้ระบบส่งต่อผู้ป่วยที่เดิมเคยมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมีปัญหาและความแตกแยกมากขึ้น ผู้ป่วยคือคนที่รับเคราะห์กรรม

4.กรณีองค์การเภสัชกรรม ซึ่งเป็นหนึ่งในรัฐวิสาหกิจที่ประสบความสำเร็จสูงยิ่ง ในปี 2550 ที่คุณหมอวิทิต อรรถเวชกุล เข้ามาเป็นผู้อำนวยการนั้นมียอดขายปีละ 5,449 ล้านบาท และเพิ่มปีละนับพันล้านจนปี 2554 เพิ่มขึ้นมาเป็น 11,455 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2 เท่าในเวลาเพียง 5 ปี การที่บอร์ดสั่งปลดคุณหมอวิทิต อรรถเวชกุล ซึ่งเป็นคนดี มีประสิทธิภาพนั้นสะท้อนชัดเจนว่าองค์กรเภสัชกรรมกำลังโดนแทรกแซง เพราะผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรมคือคุณหมอวิทิต อรรถเวชกุล อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เป็นคนเก่งบริหารที่ซื่อตรงและไม่สยบยอมต่อคนคด ปฏิบัติการจึงเริ่มด้วยการที่รัฐมนตรีประดิษฐสั่งตรงให้ นายกมล บันไดเพชร เลขานุการ รมว.สาธารณสุข แจ้งความส่งเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษ ( ดีเอสไอ) เพื่อสอบสวนข้อมูลโรงงานวัคซีนสร้างล่าช้าและวัตถุดิบยาพาราเซตามอล เพื่อดิสเครดิตคุณหมอวิทิต และหาเหตุปลดให้ได้  การปลดคุณหมอวิทิตอย่างไม่เป็นธรรม คือฟางเส้นท้ายๆที่สะท้อนความไม่มีธรรมาภิบาลของ รมต.ประดิษฐ

5.กรณี สปสช. ได้ถูกแทรกแซง โดย รมต.ประดิษฐมีการบังคับให้ นพ.วินัย สวัสดิวร เป็นผู้ขอตั้งรองเลขาธิการเพิ่มเองอีก 2 ตำแหน่ง เพื่อเอาคนขอตนเข้าไปเสียบ เพราะเดิมรองเลขาธิการที่มีอยู่แล้วทั้ง 3 ตำแหน่งนั้นการเมืองสั่งซ้ายหันขวาหันไม่ได้ เมื่อบีบจนหมอวินัยหน้าเขียวจนยอมทำตามที่การเมืองขอ รมต.ประดิษฐก็ส่งคนของตนเข้ามา เป็นรองเลขาธิการ 2 คน แต่งตัวคอยท่า รอเวลาขึ้นตำแหน่งเลขาธิการในอนาคต รองเลขาธิการใหม่หนึ่งในสองคนชื่อ นพ.อรรถสิทธิ์ กาญจนสินิทธ์ อดีต สส.พรรคไทยรักไทยนั่นเอง ที่แต่งตัวรอท่าจะได้ทำหน้าที่เลขาธิการ สปสช.คนต่อไป

6.การจัดซื้อเครื่องตรวจระดับน้ำตาลในเลือดกว่า 80,000 เครื่อง แจก อสม.เพื่อให้ไปคัดกรองเบาหวานนั้น ก็มีกลิ่นผิดปกติ ส่อทุจริตหลายประการ ทั้งในเรื่องของการจัดซื้อเครื่องซึ่งมีราคาแพง แทนที่จะจัดซื้อแถบตรวจน้ำตาลแล้วแถมเครื่อง ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติที่ทำโดยทั่วไปและได้แถบในราคาที่ถูกกว่า อีกทั้งจำนวนเครื่องที่มีเป้าหมายจัดซื้อ 80,000 เครื่องก็เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณอย่างมาก ทั้งๆที่ความจริงอาจจัดซื้อเพิ่มเพียง 8,000 เครื่องก็อาจจะเพียงพอต่อการคัดกรองตามโครงการและตามหลักวิชาการ

รัฐมนตรีประดิษฐเป็นรัฐมนตรีที่ได้รับการต่อต้านมากที่สุดในประวัติศาสตร์กระทรวงสาธารณสุข ความแตกแยกในกระทรวงจะเพิ่มขึ้นหาก รมต.ประดิษฐยังอยู่ ความไร้ประสิทธิภาพจากการสั่งการบังคับบัญชาไม่ได้จะเกิดขึ้นต่อไปจากวิกฤตศรัทธาต่อผู้นำองค์กร วันนี้น่าจะสามารถกล่าวอย่างเต็มปากว่า “ 30 บาทรักษาทุกโรค ทักษิณสร้าง ประดิษฐทำลาย” ขอให้นายกรัฐมนตรี ได้เปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เพื่อการเดินต่อไปข้างหน้าได้ของระบบสุขภาพไทย