สังคมอึ้งด.ญ.10ขวบคลอดลูกเป็นแม่ก่อนวัยอันควร มัธยมปลายครองแชมป์หมกมุ่นเพศ

ภาคการศึกษา เผยข้อมูลชวนตะลึงเด็กหญิง 10 ขวบ กลายเป็นแม่ก่อนวัยอันควร คาดเด็กโตเกินวัย ชี้เด็กมัธยมปลายหมกมุ่นเรื่องเพศมากที่สุด ซ้ำมีค่านิยมใช้ห้องเรียนเป็นสนามประลองรัก ขณะนักเรียนเมืองย่าโม เกาะกระแสเกี่ยวก้อยพลอดรัก ดูดดื่ม ริมถนนชนิดไม่แคร์สายตาประชาชน สธ.เต้นเตรียมพัฒนากลยุทธ์เชิงรุก ใช้โซเชียลมีเดีย ดึงวัยรุ่นและผู้ติดเชื้อ "เอชไอวี" เข้าถึงถุงยางอนามัย ป้องปรามปัญหาทางเพศ

กรณีปัญหาเด็กและเยาวชนท้องก่อนวัยอันควร และปัญหายาเสพติด ซึ่งกำลังเป็นปัญหาที่ได้รับความสนใจและจับตามองอย่างใกล้ชิดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากเป็นปัญหาสังคมที่นับวันจะทวีความรุนแรงและส่งผลกระทบต่อสังคมในภาพรวม โดยเมื่อวันที่ 26 มิ.ย. น.ส.สุพรรณี แสนเขื่อน ครูฝ่ายปกครอง ส่วนกิจกรรมและธุรการ รร.นครพนมวิทยาคม ผู้รับผิดชอบโครงการ "นครพนมวัยใส ห่วงใยสุขภาพ" เปิดเผยว่า ได้รับข้อมูลจากรพ.บ้านแพง จ.นครพนม ว่า เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมามีเด็กหญิงอายุ 10 ขวบ มาคลอดลูก ซึ่งเป็นข้อมูลที่น่าตกใจมาก สะท้อนให้เห็นว่า เด็กที่ท้องก่อนวัยอันควรมีอายุลดลงมาก ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจุบันเด็กเป็นประจำเดือนเร็ว และโตก่อนวัยอันควร เป็นปัญหาอันดับ 1 จึงมีโอกาสตั้งครรภ์เร็ว ข้อมูลตั้งแต่ปี 55 พบว่า กลุ่มนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีความเสี่ยงติดยาเสพติดอันดับ 1 รองลงมาคือการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร ขณะที่เด็กชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเป็นปัญหาอันดับ 1 รองลงมาเรื่องยาเสพติด ซึ่งสถิติปี 55 มีนักเรียนเข้ารับคำปรึกษากับโครงการเพียง 5 คน แต่ปี 56 พบเด็กที่มีปัญหามากถึง 40 คน ที่พบมากที่สุด คือ ปัญหาท้องก่อนวัยอันควร 20 คน ทำแท้งก่อนร่วมโครงการ 2 คน จากเด็กทั้งหมดในโรงเรียน 2,700 คน

น.ส.สุพรรณี กล่าวต่อไปว่า ที่น่าตกใจคือเด็กมัธยมหลายแห่ง นิยมมีเพศสัมพันธ์กันในห้องเรียนมากขึ้น โดยพบข้อมูลอายุต่ำสุดที่เคยมีเพศสัมพันธ์ เป็นเด็กนักเรียนระดับชั้น ป.5 และหลายคนผู้ปกครองเปิดหนังโป๊ให้ดูด้วยทั้งนี้โครงการ "นครพนมวัยใส ห่วงใยสุขภาพ" ได้ใช้วิธีการ "ดูดวง" หรือการดูลายมือ เป็นกุศโลบายเกลี้ยกล่อมให้เด็กเปิดเผยข้อมูล ต่าง ๆ ออกมา แล้วจึงใช้เด็กที่เคยประสบปัญหาท้องในวัยเรียน หรือเคยมีปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติดช่วยสอดส่องดูแลถ่ายทอดประสบการณ์ให้เด็กที่ประสบปัญหา และเตรียมขยายกิจกรรมสู่ปีที่ 2 โดยพัฒนาฝีมือเด็กที่ท้องไม่พร้อมไม่ได้ เรียนต่อ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการงานอาชีพให้เยาวชนกลุ่มเสี่ยงในโรงเรียน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาวต่อไป

ขณะที่ น้องเจี๊ยบ (นามสมมุติ) นักเรียน โรงเรียนนครพนมวิทยาคม จ.นครพนม กล่าวว่า ตอนที่ตนตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน ครูสุพรรณีเรียกไปพบ และให้คำแนะนำช่วยเหลือกระทั่งคลอดบุตร และสามารถกลับมาเรียนต่อ ครูจึงชักชวนให้มาช่วยถ่ายทอดประสบการณ์ โดยทำหนังสั้นเพื่อเตือนน้อง ๆ ให้หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ขณะยังไม่พร้อม รู้จักวิธีป้องกัน และอันตรายจากการทำแท้งพร้อมแนะนำว่าหากมีปัญหาควรปรึกษาครู

สำหรับสถิติพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศของวัยรุ่นที่มีเพศสัมพันธ์เมื่ออายุน้อย และไม่ได้ป้องกัน ส่งผลให้ปัญหาตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเพิ่มสูงขึ้นจากสถิติปี 54 มีเด็กวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปี คลอดบุตรเฉลี่ยวันละ 370 คน และในอายุต่ำกว่า 15 ปี คลอดบุตรวันละ 10 คน การดำเนินการเฝ้าระวังการแท้งในประเทศไทย ใน 13 จังหวัดนำร่อง ซึ่งมีโรงพยาบาลเข้าร่วม 134 แห่ง ข้อมูลปี 54 พบว่า 53% ของผู้ป่วยที่ทำแท้งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นและเยาวชน โดย 30% มีสถานภาพเป็นนักเรียน นักศึกษา การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นพบว่ามากกว่า 80% เป็นการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ทำให้ขาดโอกาสในการศึกษา เพราะต้องรับภาระในการดูแลบุตรและการสร้างครอบครัว

ส่วนที่จ.นครราชสีมา ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านที่สัญจรผ่านไปมาบริเวณถนนทางเข้าสนามกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ.เมือง ว่า ช่วงเย็นถึงพลบค่ำทุกวัน จะพบภาพเด็กนักเรียนชาย-หญิง ในชุดเครื่องแบบนักเรียน มานั่งพลอดรักกันริมสระน้ำภายในสนามกีฬา หน้าสำนักงานเทศบาลตำบลปรุใหญ่แห่งใหม่ ติดถนนสายหลัก อย่างดูดดื่มชนิดไม่สนใจสายตาประชาชนที่ขับขี่ยานพาหนะสัญจรผ่านไปมา และประชาชนมาเดินเล่นออกกำลังกายบริเวณดังกล่าว โดยหลังรับทราบข้อมูล ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบเด็กนักเรียนวัยรุ่นชาย-หญิง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนแห่งหนึ่ง กำลังนั่งพลอดรักกันอยู่ใต้ต้นไม้ริมถนน สนุกสนานสำราญใจ ถึงขั้นกอดก่ายกันตัวกลม บางครั้งฝ่ายชายยังใช้มือจับหน้าอก หอมแก้ม ไซ้ซอกคอ ลูบคลำเรือนร่างฝ่ายหญิง โดยฝ่ายหญิงก็ยินยอมโดยดี

ด้านนายชูเกียรติ วิเศษเสนา ผอ.สำนัก งานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 31 นครราชสีมา (สพม.นม.31) เปิดเผยว่า หลังทราบข้อมูลได้กำชับให้ตัวแทนครูแต่ละโรงเรียนที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรสารวัตรนักเรียน เพิ่มความถี่ในการตรวจตราพื้นที่เสี่ยง พื้นที่ล่อแหลม ที่มักมีเด็กนักเรียนแอบลักลอบไปทำมิดีมิร้าย ทะเลาะวิวาท หรือกระทำอนาจารต่าง ๆ ในเวลาเรียน คอยสอดส่องดูนักเรียนที่หนีเรียนไปมีพฤติกรรมทางลบ แต่เท่าที่ทราบเหตุการณ์นักเรียนพลอดรักกันข้างถนนอยู่ในช่วงหลังเลิกเรียน จึงกำชับให้สารวัตรนักเรียนขยายเวลาทำงานนอกเวลาเรียนคอยตระเวนตรวจสอบเพิ่มมากขึ้น ขอความร่วมมือชุมชนช่วยเป็นหูเป็นตา เข้มงวดกวดขัน หากพบพฤติกรรมไม่เหมาะสมของเด็กนักเรียนก็ให้ช่วยกันแจ้งช่วยกันตักเตือน หรือแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะผู้ปกครองนักเรียนควรเอาใจใส่อบรมสั่งสอน เลี้ยงดูบุตรหลานตนเอง ไม่ให้สร้างปัญหาแก่สังคม คอยติดตามพฤติกรรมให้ใกล้ชิด

ที่กระทรวงสาธารณสุข  (สธ.) นพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รมว.สาธารณสุข กล่าวหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการพัฒนาอนามัยการเจริญพันธุ์แห่งชาติว่า มีประเด็นปัญหาหลัก 2 เรื่องที่พิจารณา คือ คนไทยเกิดน้อยและท้องไม่พร้อม โดยปัญหาท้องไม่พร้อมกลุ่มเป้าหมายที่ต้องดูแลคือเยาวชนในระบบการศึกษา และกลุ่มที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งยังมีทัศนคติต่อการคุมกำเนิดและการเข้าถึงการคุมกำเนิดแบบผิด ๆ จึงต้องพัฒนากลยุทธ์ที่ทำให้บุคคลเข้าถึงข้อมูลที่แท้จริง โดยการนำโซเชียลมีเดียมาใช้เป็นตัวช่วยในการเข้าถึงบริการและเข้าถึงถุงยางอนามัย เช่น อาจจะแจกถุงยางทางอินเทอร์เน็ต โดยให้เอกชนดำเนินการ รัฐสนับสนุนงบประมาณ เพราะโซเชียลมีเดียจะตอบคำถามที่เยาวชนอยากรู้ ทั้งยังเป็นการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันได้ด้วย นอกจากนี้ควรจะมีการเปลี่ยนชื่อคลินิกให้เหมาะสมเป็นคลินิกสุขภาพวัยรุ่น จึงได้มอบให้อนุกรรมการไปทำแผนปฏิบัติการมานำเสนอภายใน 60 วัน

ขณะที่ นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ช่วงปี 55-59 จะมีผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ 43,040 ราย ดังนั้นเพื่อไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ จะใช้มาตรการเร่งรัดการเข้าถึงถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่ใช่คู่ของตัวเองให้ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และให้ผู้ที่เสี่ยงติดเชื้อเอชไอวีมาตรวจเลือด เพื่อรับการรักษาแต่เนิ่น ๆ จะได้ไม่แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น ทั้งนี้คาดว่า ความต้องการใช้ถุงยางอนามัยของคนไทยทั่วประเทศปีละประมาณ 230 ล้านชิ้น แต่กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สามารถสนับสนุนได้เพียง 40 ล้านชิ้น จึงจำเป็นต้องขอให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดหาถุงยางอนามัยแก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยงในท้องที่ และขอความร่วมมือประชาชนใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ โดยจะมีโครงการให้ความรู้ในการใช้ถุงยางอนามัยแก่เด็กนักเรียนชายระดับมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา กลุ่มเสี่ยง และประชาชนทั่วไป มีบริการเข้าถึงถุงยางอนามัย โดยตั้งจุดรับบริการถุงยางอนามัยในสถานบันเทิง คลินิกกามโรค และเพิ่มขนาดของถุงยางอนามัยจาก 2 ขนาด เป็น 3 ขนาด คือ 49 มม. 52 มม.และ 54 มม. เพื่อตอบสนองเสียงเรียกร้องผู้ใช้ถุงยางอนามัย

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ วันที่ 27 มิถุนายน 2556

ความคิดเห็นล่าสุด

คนเคยเขียนไว้
20 ชั่วโมง 38 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

คนเคยเขียนไว้
20 ชั่วโมง 38 นาที ago
กลับด้านบน