สัมภาษณ์ : กฤษดา สภาการพยาบาล- เกรียงศักดิ์ แพทย์ชนบท กับข้อกล่าวหา ร่างฉ.10 ไม่ลดเหลื่อมล้ำแพทย์-พยาบาล

เอาละสิ ร่างระเบียบค่าตอบแทนบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข ฉบับ 10 ที่เสนอโดยแพทย์ชนบท ดูท่าว่าจะไม่หวานเสียแล้ว เมื่อสภาการพยาบาลยิงหมัดตรงว่า เมื่อพิจารณาเนื้อหาดีๆ ไม่ได้ลดความเหลื่อมล้ำระหว่างวิชาชีพลงเลย โดยเฉพาะวิชาชีพพยาบาลที่เคียงบ่าเคียงไหล่บรรดาหมอในการทำงานนาทีต่อนาที กลับยังมีความเหลื่อมล้ำกันถึง 20 เท่า

H Focus สัมภาษณ์ ดร.กฤษดา แสวงดี อุปนายกสภาการพยาบาล และนพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท ถึงเบื้องลึก เบื้องหลังที่มาของเรื่องดังกล่าว

ดร.กฤษดา แสวงดี

“พอมาเป็นฉบับที่ 10 เพิ่มให้พยาบาลที่อายุงาน 3 ปี 600 บาท และ 4 ปีขึ้นไป 700 บาท การเพิ่มขึ้นมาอีก 600-700 บาทคิดว่าความห่างถึง 18-27 เท่าลดลงไหม ดังนั้นสิ่งที่พี่ไม่เห็นด้วยในวันนั้นคือฉบับใหม่ยังไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้อยู่ดี”

 

ดร.กฤษดา แสวงดี อุปนายกสภาการพยาบาล ผู้ซึ่งตั้งคำถามถึงการแก้ปัญหาดังกล่าวตั้งแต่อยู่ในที่ประชุม ก็ได้ออกมาเปิดใจกับเราเพิ่มเติมว่า

ร่างระเบียบค่าตอบแทนฉบับที่ 10 ที่ว่ามาเหมือนการเอาฉบับที่ 4, 6 เดิมมาเป็นฉบับที่ 10 คือเดิมในฉบับที่ 4, 6 ความแตกต่างเรื่องค่าตอบแทนระหว่างแพทย์กับพยาบาลที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน งานเท่ากัน แพทย์จะมีค่าตอบแทนที่สูงกว่าพยาบาลประมาณ 18-27 เท่า นั่นคือ ยกตัวอย่างของเดิมแพทย์ที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดารระดับ 2 มา 21 ปี ได้ 70,000 บาท ขณะที่พยาบาลปีที่ 21 ในพื้นที่ระดับ 2 เช่นเดียวกันได้ 4,500 บาท เพราะฉะนั้น 70,000 บาทกับ 4,500 บาท พอมาเป็นฉบับที่ 10 แพทย์ ทันตแพทย์เหมือนเดิม อัตราเดิมของฉบับที่ 4, 6 และเพิ่มให้พยาบาลที่อายุงาน 3 ปี 600 บาท และ 4 ปีขึ้นไป 700 บาท การเพิ่มขึ้นมาอีก 600-700 บาท คิดว่าความห่างถึง 18-27 เท่าลดลงไหม ดังนั้นสิ่งที่พี่ไม่เห็นด้วยในวันนั้นคือฉบับใหม่ยังไม่สามารถลดความเหลื่อมล้ำได้อยู่ดี ซึ่งมันน่าจะต้องมาคุยกันใหม่

ที่ประชุมพิจารณาร่างระเบียบค่าตอบแทนฉบับที่ 10 อย่างไรบ้าง?

ในที่ประชุมวันนั้นก็เป็นการเสนอแบบรวบรัด ที่เสนอแค่หลักการโดยที่ไม่มีเอกสารรายละเอียดเรื่องของอัตรา อะไรต่ออะไรเหล่านี้ ที่ประชุมเลยยังไม่มีการพูดตรงนี้ แต่พี่ดึงประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะว่าเมื่อฝั่งคุณหมออารักษ์ (นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ) พูดถึงหลักการของเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายฉบับที่ 10 แต่ไม่ได้พูดเรื่องความเหลื่อมล้ำ พี่เลยแย้งขึ้นมาว่าตรงที่ลดความเหลื่อมล้ำนี่ว่าอย่างไร เพราะพี่ทราบข่าวจากทางหนังสือพิมพ์ว่ามีการเพิ่มให้พยาบาล 600-700 บาท เพราะว่าในวันนั้นไม่มีการแจกเอกสารอะไร บอกว่าเอกสารนี้ได้ส่งให้ท่านประธานแล้ว ซึ่งจริงๆ แล้วหมอประชุมพร(พญ.ประชุมพร บูรณ์เจริญ) ตัวแทนโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปก็บอกว่าเรายังไม่เห็นเอกสารเลยลนจะให้เรารับร่างฯ นี้ได้อย่างไร

คิดว่าความสมดุลของร่างระเบียบค่าตอบแทนฉบับใหม่ที่จะสามารถลดช่องว่าระหว่างวิชาชีพที่ควรจะเป็น?

พูดในเชิงหลักการก่อนว่าค่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายนั้นมันเป็นค่าจูงใจให้บุคลากรที่หายากไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล เพราะว่าถ้าบุคลากรหาง่ายก็ไม่ต้องใช้แรงจูงใจ แล้วใครบ้างที่หายากในปัจจุบัน คำถามของพี่คือพยาบาลขาดแคลนไหม กว่าคุณจะเรียกเขาเพื่อมาสมัครงานแล้วไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกลได้นั้นยากไหม รับปากเขาไว้ได้ไหม แล้วงานของเขาเมื่อพื้นที่ห่างไกลเหล่านั้นขาดแคลนแพทย์ คนที่ทำงานคู่กับแพทย์ตลอดก็คือพยาบาล แล้วการห่างกันถึง 20 เท่านั้นมันเป็นธรรมหรือเปล่า

หลังจากวันนั้นได้มีการเคลียร์ความเข้าใจกันหรือไม่?

ไม่มีการเคลียร์กันเลย เขาก็อ้างว่าได้ทำการหารือกับพยาบาลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งความจริงพยาบาลมีจำนวนมาก เพราะฉะนั้นกลุ่มหนึ่งอาจจะไม่ใช่เสียงของเราทั้งหมด เพราะฉะนั้นพี่คิดว่าพี่ต้องเอากลับเข้ามาหารือเพื่อทำประชาพิจารณ์ในกลุ่มของเราก่อน ตอนนี้กำลังหารือเชิญตัวแทนพยาบาลจากจังหวัดต่างๆ มาหารือเพื่อให้ได้หลักการแบบนี้ เหตุผลแบบนี้ ถ้าอัตราเป็นอย่างไร อะไรแบบนี้ เพราะว่าตอนนั้นเขาร่างขึ้นมาโดยอ้างข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ ซึ่งคำว่าข้อจำกัดเรื่องงบประมาณก็มักส่งผลกระทบกับพยาบาลเสมอ เพราะเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมาก จะเพิ่มให้อีก 50 บาท 100 บาท ก็มีผลกระทบต่องบประมาณ ซึ่งพี่เห็นว่าตรงนี้ไม่เป็นธรรมเลยสำหรับพยาบาลซึ่งเขาทำงานมานาน

เกรงว่าสภาการพยาบาลจะถูกมองว่าป่วนหรือไม่เพราะที่ผ่านมาแสดงออกชัดเจนว่าสนับสนุน P4P?

พี่ไม่ได้คิดว่ามันเป็นการป่วน แต่วิธีการที่เรายังหารือไม่รอบด้านนั้น เป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมอยู่แล้ว หรือการสนับสนุน P4P พี่บอกว่า P4P มีข้อดีอย่างไรเราก็รู้กันอยู่ และในเชิงหลักการอย่างไรเราก็รู้กันอยู่แล้วว่าพยาบาลจะขึ้นมาเป็นแฟตเลท(flate rate)นั้นเป็นการยาก เพราะฉะนั้น P4P ที่จ่ายให้กับคนที่มีผลงานก็จะทำให้ภาระงบประมาณที่จะจ่ายเป็นแฟตเลทนั้นมันไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นคนละเรื่องกันระหว่างการสนับสนุน P4P กับเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่าย เพราะสภาการพยาบาลยังยืนยันว่าเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายยังจะต้องจ่ายเพื่อดึงดูดให้บุคลากรที่หายากและมีความจำเป็นไว้อยู่ในถิ่นทุรกันดาร  ดังนั้นฉบับที่ 10 คือเจตนารมณ์อันนั้น คือเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายที่จะดึงบุคลากรที่หายากอยู่ในถิ่นทุรกันดาร

จะมีการประชุมคณะทำงานอีกครั้งต่อไป?

ยังไม่ได้นัดหมาย แต่ให้คณะกรรมการชุดย่อยไปทำงาน ซึ่งพี่เองก็อยู่ทั้ง 3 ชุดย่อย แต่ว่าชุดที่ทำเรื่องค่าตอบแทนฉบับที่ 10 นั้นก็ไม่ได้เกิดจากการทำงานของคณะกรรมการชุดย่อย

หมายความว่าฉบับ 10 ที่เสนอในที่ประชุมวันนั้นเป็นร่างที่แพทย์ชนบทคิดขึ้นมาเองฝ่ายเดียวแล้วเอาไปเสนอที่ประชุม?

ใช่ค่ะ

 

 

นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ

“ประเด็นอยู่ที่ว่าตอนที่กระทรวงให้แค่ 250 บาททำไมสภาการพยาบาลไม่มาโวยวาย นี่เราพูดถึงเรื่องการเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นมันไม่เกี่ยวกับฉบับที่ 10 ที่เราจะออกใหม่เลย แต่เรากำลังพยายามจะช่วยพยาบาลกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชุมชน”

 

ด้าน นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท หัวเรี่ยวหัวแรงที่เข็นร่างระเบียบการจ่ายเงินค่าตอบแทนฉบับใหม่นี้จนออกมาก็ได้ให้สัมภาษณ์ว่า

เรื่องเกี่ยวกับค่าตอบแทนมีอยู่ 3 ประเด็นคือ  1. เรื่องการชดเชยเยียวยา 2. การปรับปรุงเพิ่มเติม 3. พูดถึงเรื่องการทำ P4P โดยในเรื่องของ P4P เรารับหลักการมาจากมติครม. ว่าต้องทำ P4P ให้สอดคล้องกับบริบทชองพื้นที่ เราก็เลยมาประยุกต์ใช้เป็น PQO (Pay for Quality and Outcome) ซึ่งไม่ได้เน้นเรื่องกิจกรรม แต่จะเน้นที่คุณภาพ ซึ่งตัวนี้ดร.คณิศ (ดร.คณิศ แสงสุพรรณ) และกระทรวงก็เห็นด้วยในหลักการแล้วว่าถ้าเราจะไปพัฒนาเรื่องนี้ต่อภายใน 1-2 เดือนนี้ เน้นการทำงานเป็นทีมมากกว่าตัวบุคคล ซึ่งตรงนี้เราได้คิดถึงงบประมาณเหมือนกันว่าถ้าเน้นจ่ายที่ตัวบุคคลนั้นหากจ่ายน้อยก็จะไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน แต่ถ้าจ่ายมากก็จะเป็นภาระงบประมาณ

ต้องเก็บแต้มหรือไม่?

น้อยลงไปมาก เพราะเราจะพูดถึงคุณภาพ เราทำงานปกติ ใช้หลักการทำงานตามปกติ การบันทึกก็คือสิ่งที่เราทำอยู่แล้ว เช่นการตรวจเลือด บันทึกผลการตรวจเลือดอย่างนี้ถือเป็นการทำงานตามปกติ แล้วประมวลผลว่าได้คุณภาพหรือเปล่า ไม่ใช่การจดว่าพลิกตัวคนไข้กี่ครั้งเหมือน P4P เดิมซึ่งไร้สาระ

สภาการพยาบาลระบุว่าร่างระเบียบดังกล่าวเป็นการจัดทำขึ้นมาโดยชมรมแพทย์ชนบทโดยพยาบาลไม่มีส่วนร่วม?

เราได้ทำการประชาพิจารณ์เมื่อวันที่ 20 มิ.ย.ที่ผ่านมา เรื่องการปรับปรุงเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายว่าจะเพิ่มให้กับวิชาชีพอื่นๆ ในโรงพยาบาลชุมชนอย่างไร โดยไม่เพิ่มให้กับแพทย์และทันตแพทย์ และยังปรับแก้เรื่องพื้นที่ให้ด้วย มีผลทำให้ค่าตอบแทนของโรงพยาบาลชุมชนจ่ายน้อยลงไปประมาณ 500 ล้านบาท โดยคิดว่าฉบับที่ 10 นี้น่าจะออกได้เลยโดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค.  วันนั้นเราได้เชิญตัวแทนของกลุ่มวิชาชีพทุกวิชาชีพที่อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนมานั่งคุยกันโดยเราเป็นคนกลางให้ แล้วเราก็เล่าเหตุการณ์ให้ฟังว่านี่คืออีกสเต็ปท์หนึ่งที่ต้องออกระเบียบเพิ่มเติม ที่คณะกรรมการเดิมมอบให้ทีมของรองสุพรรณ (นพ.สุพรรณ ศรธรรมมา รองปลัด สธ.) เป็นคณะทำงาน ข้อที่ 1 ที่เราบอกกับเขาคือเงินงบประมาณก้อนนี้ เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายรากฐานมันเบิกมาจากเงินบำรุงของโรงพยาบาล ที่ใช้ทั้งหมดเดิมมีอยู่ 2 ฉบับ 1.ฉบับที่ 4 ใช้กับโรงพยาบาลชุมชน แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร และพยาบาลวิชาชีพใน รพ.สต.ที่อยู่ในพื้นที่ทุรกันดาร ใช้วงเงินประมาณปีละ 1,500 ล้านบาท 2. ฉบับที่ 6 จะใช้กับวิชาชีพที่เหลือทั้งหมดเลย รวมในรพ.สต.ด้วยประมาณปีละ 2,500 ล้าน เพราะฉะนั้นเงินที่ใช้เบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายสำหรับโรงพยาบาลชุมชนบวกรพ.สต.จะอยู่ที่ 4,000 ล้านบาท ประเด็นที่ 2 โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปใช้เงินปีละประมาณ 6,000 – 7,000 บาท ทั้ง 2 กลุ่มรวมกันแล้วใช้เงิน 10,000-11,000 ล้านบาทต่อปี แต่อย่างปีที่ผ่านมาเขาให้เงินบำรุงแค่ประมาณ 3,000 ล้านบาทต่อปี เพื่อจะมาชดแทนให้กับเงิน 11,000 ล้านบาท และเงินก้อนนี้ส่วนใหญ่จะแบ่งให้โรงพยาบาลชุมชน 2,000 ล้าน เพราะฉะนั้นเราต้องใช้เงินเพิ่มอีกเท่าไหร่ ก็ต้องใช้เงินบำรุงเพิ่มอีก 2,000 ล้านบาทอยู่ดี

เราเลยเล่าให้เขาฟังว่าเงินที่เพิ่มไม่มีทางเพิ่มจากเงินงบประมาณอยู่แล้ว แต่จะไปเพิ่มภาระใช้เงินบำรุงของโรงพยาบาลอยู่ดี เพราะฉะนั้นถ้าเพิ่มค่าตอบแทนในอัตราที่สูงมากความเป็นไปได้ก็ไม่มี นี่คือข้อที่ 1 ที่เราพยายามสะท้อน แล้วเงินก้อนนี้เราไม่ได้เพิ่มให้กับแพทย์ ทันตแพทย์อยู่แล้ว แต่เอาไปเพิ่มให้กับกลุ่มอื่นๆ ที่มีประมาณ 1 แสนคนในโรงพยาบาลชุมชน เพราะฉะนั้นถ้าเพิ่มในอัตราที่สูงมาก เอาง่ายๆ ถ้าเพิ่มในอัตรา 1,000 บาท ก็ต้องใช้เงินเกิน 1-2 พันล้านบาทต่อไป เพราะขนาดเราเพิ่มแค่พยาบาล 600-700 บาทโดยเฉลี่ย ไม่นับเภสัชกรก็ต้องใช้เงิน 1,200 ล้านบาท ต่อปี ดังนั้นเราพยายามบอกกับเขาว่าถ้าเพิ่มมากความเป็นไปได้มันไม่เกิดแน่นอน มันไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องของศักดิ์ศรีหรือไม่ แต่มันเป็นการเพิ่มความเป็นธรรมให้กับวิชาชีพอื่นๆ เพราะว่าแพทย์ ทันตแพทย์เราขอหยุดอยู่แล้ว

พอเขาเริ่มเข้าใจเราก็พูดถึงหลักการเพิ่ม ตอนทำเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายนั้นเราทำเพื่อที่จะแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากรที่จะไหลไปอยู่ในเมืองหรือภาคเอกชน ครั้งนั้นเราจึงพยายามปรับเพื่อให้เข้าสู่กลไกการตลาด แต่แน่นอนคนไม่อยากให้ใช้กลไกการตลาด เพราะว่าเราก็เหมือนได้เพิ่มน้อยหรือไม่ได้เพิ่มเลย อย่างกลุ่มอื่นส่วนใหญ่ก็เข้าใจ อย่างพยาบาล สอ.(สถานีอนามัย) ปกติเดิมเขาไม่ได้เลย แต่พอมีฉบับที่ 4 เขาได้เพิ่ม 1,200-1,800 บาท ต่อเดือน หลายคนก็เริ่มเข้าใจ เราก็เล่าให้ฟังต่อว่าพอกระทรวงสาธารณสุขออกฉบับ 8 กับ 9 มา ฉบับที่ 8 ก็ไม่ได้เพิ่มนะเขาให้คุณเท่าเดิม แต่บางวิชาชีพตัดออกไปเลย เช่น แบ็คออฟฟิส จากเดิมได้ 1,2000-1,800 บาทก็ตัดเป็น 0 พยาบาลวิชาชีพยังได้เท่าเดิม กระทรวงต้องมาเพิ่มให้ในเรื่องของ P4P กับโรงพยาบาลชุมชน ประมาณเฉลี่ย 250 บาท

ร่างระเบียบฯ ไม่ได้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างวิชาชีพ?

ประเด็นอยู่ที่ว่าตอนที่กระทรวงให้แค่ 250 บาททำไมสภาการพยาบาลไม่มาโวยวาย นี่เราพูดถึงเรื่องการเพิ่มเติม เพราะฉะนั้นมันไม่เกี่ยวกับฉบับที่ 10 ที่เราจะออกใหม่เลย แต่เรากำลังพยายามจะช่วยพยาบาลกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลชุมชนว่าถ้าสามารถเคลียร์ตรงนี้ได้อย่างรวดเร็วโดยเข้าใจสถานการณ์และการเงินได้เราจะไปคุยกับกรรมการว่ารีบผลักออกไม่ต้องรอ 2 เดือนได้หรือไม่ ปรากฏว่ากลุ่มต่างๆ ก็เข้าใจความหมาย เราก็เริ่มคิดว่าตรงนี้จะได้เท่าไหร่เพื่อให้เกิดความเป็นไปได้ เลยมานั่งดูตัวเลขเฉลี่ยแล้วก็คือ 1% ของที่เขาให้มา เฉลี่ย 250 บาท เพราะฉะนั้นในเมื่อเราลดทอนส่วนของแพทย์ และทันตแพทย์ไปได้ 500 ล้านบาทแล้วเราเลยคิดจากหลักการอันเดิมว่าเมื่อเพิ่มขึ้นประมาณ 200-300 บาท เป็นพื้นฐาน เพิ่มให้โดยไม่ต้องมาทำ P4P แล้วดับเบิ้ลที่เราลดจากแพทย์ ทันตแพทย์มาให้ เป็นการเพิ่มขึ้น 2-2.5 เท่า คือเพิ่มเป็น 600-700 บาท ในกลุ่มปริญญาตรีทั้งหมด และอนุปริญญาเพิ่ม 300-400 บาท ส่วนของเภสัชกรก็ตกลงกับเขาว่าเป็น 800-900 บาท นี่คือการตกลงกันของทุกวิชาชีพในโรงพยาบาลชุมชนเรียบร้อยแล้ว แล้วปรากฏว่าสภาฯ ไม่รู้อะไร เลยมาเสนอว่าต้องได้ 60 % ถ้า 60% พูดตรงๆ มันน่าจะใช้เงินไม่ต่ำกว่า 1-2 หมื่นล้าน แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายมันเป็นไปไม่ได้เลยเพราะว่ามันไม่ได้มาจากเงินงบประมาณ ถ้า 60% พูดตรงๆ อย่างพยาบาลอายุ 21 ปีขึ้นไปก็ต้องได้ 3 หมื่นบาท ไม่รวมเงินเดือนเลย มากกว่าเอกชนถึง 3 เท่ามันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นหลักการเราต้องพูดถึงความเป็นไปได้ด้วย เราเสนอให้มากกว่าที่กระทรวงเสนอให้ ทำไมตอนนั้นสภาฯ ไม่ค้านให้กับโรงพยาบาลชุมชนเลยได้ 250 บาท ต่อเดือน ในขณะที่ P4P ในโรงพยาบาลศูนย์โรงพยาบาลทั่วไปได้ 2 พันกว่าบาทต่อเดือนมากกว่ากัน 10 เท่า ไม่เห็นออกมาปกป้องโรงพยาบาลชุมชนให้เราเลย เราจะเสนอให้ปรับปรุงอย่างไร แต่วิชาชีพนี้ไม่ยอมให้ทำวิชาชีพนี้อดตามไปด้วยก็ต้องรอต่อไป

หลังจากการประชุมวันนั้นได้มีการพูดคุยกันหรือไม่?

เรามีเวทีของเรากันอยู่ คิดว่าวันนี้เราเข้าใจบทบาทของสภาต่างๆ เพราะฉะนั้นคนส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าต้องเคลื่อนไหวเพื่อปกป้องกันเอง เลยถือโอกาสจัดทำเครือข่ายแล้วก็คุยกันว่าจะมีการประชาพิจารณ์หรือนำเสนออย่างไร เพราะอย่างไรก็ตามเราอยากให้มันเกิด แต่ถ้าฝันเฟื่องเกินไปมันก็ไม่เกิด ไม่มีประโยชน์ ติดแค่วิชาชีพเดียว

การปรับค่าแทนที่ผ่านมาเริ่มตั้งแต่ปี 51แต่ละวิชาชีพเป็นอย่างไร?

ในส่วนของแพทย์เดิมมีแค่ 2 เรต คือ จบมาปีแรกได้เดือนละ 2,000 บาทหลังจากนั้นทุกปีต่อไปได้ 2,200 บาท เพิ่มขึ้น 200 บาท กันดาร 1 ได้ 10,000 บาท กันดาร 2 ได้ 20,000 บ. ถ้วน จบแค่นี้ ผ่านไป 37 ปี หมอมีแค่ 6% แสดงว่าเงินก้อนนี้ไม่ได้จูงใจอะไรเลย เราเลยมาเปลี่ยนในปี 2551 คือคำนึงถึงตั้งหลายเรื่อง ทั้งอายุงานมากขึ้นก็ได้มากขึ้น 2. จะใช้อายุงาน 1-3 ปีเป็นตัวหลักปรับเพราะวัฒนธรรมของแพทย์เมื่อใช้ทุนครบ 3 ปีจะไปเรียนต่อ เราไม่อยากให้ไปเรียนเลยปรับปีที่ 4 – 10, 11-20, 21 ปีขึ้นไป โดยหลักการพยายามดูอย่างนี้ 1-3 ปีแรกเป็นช่วงบังคับชดใช้ทุนก็แค่ปรับอัตราจาก 2,000 เป็น 10,000 แค่นั้นเอง พอหลังจากนั้นปีที่ 3 กับปีที่ 4 เราต้องการจูงใจไม่ให้เขาไปเรียนเลยปรับอัตรากระโดดขึ้นมา พอปีที่ 11-20 เรามองว่าถ้าอยากให้เขาอยู่นานต้องไปชดเชยโอกาสที่เขาสูญเสียเช่นมีลูกก็ต้องส่งลูกไปเรียนในเมืองก็ต้องเอาเงินก้อนนี้ไปเยี่ยมลูกไปจ่ายค่าหอพักให้ลูกในการเรียน พอปีที่ 21 ขึ้นไป พ่อ แม่เขาเริ่มแก่เฒ่า อยู่ในเมืองเขาก็ต้องเอาเงินก้อนนี้ไปเยี่ยมพ่อแม่ ไปจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้พ่อแม่

วิชาชีพเภสัชกรก็มีเรตปีแรกได้ 1,700 บาท ปีที่ 2 ได้ 1,900 บาท แต่เภสัชกรพูดตรงๆ กลไกการตลาดไม่ขาดเท่าไหร่ ไม่เหมือนกับแพทย์ทันตแพทย์ เมื่อเอากลไกการตลาดมาจับก็ปรับตาม 4 ช่วงอายุเหมือนกันแต่ไม่ได้เรตกระโดดเท่าแพทย์ ทันตแพทย์ เช่นจากเดิม 1,700 ก็เป็น 3,000, 4,000, 5,000, 6,000 บาท พยาบาลเดิมไม่มีเลย เป็น 0 บาท ดังนั้นจาก 0 บาทก็ปรับกระโดดมาเป็น 1,200 บาท กับ 1,800 บาท ในฉบับที่ 6 พยาบาลวิชาชีพที่สถานีอนามัยในพื้นที่ทุรกันดารก็ไม่เคยได้เราก็มาปรับเป็น 3,000-6,000 บาท เหมือนกัน กลายเป็นว่าถ้าเป็นสถานีอนามัยในพื้นที่เสี่ยงภัยมากๆ ก็ได้ถึง 6,000 จาก 0 บาท ถ้าทุรกันดารระดับหนึ่งได้สูงสุด 3,000 บาท ส่วนพยาบาลวิชาชีพที่อยู่ในสถานีอนามัยถ้าจำตัวเลขไม่ผิดเคยได้เดือนละ 600 บาท ก็ปรับมาเป็น 3,000 บาท หรือ 5 เท่า คือมันกระโดดแล้ว แต่ว่าคนพวกนี้เขาไม่เข้าใจวัฒนธรรมมาก่อน ต่อมาโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปซึ่งไม่ควรได้เลยก็มาขอด้วยได้ในอัตราเท่ากับพยาบาล

สภาการพยาบาลไม่เข้าใจในสิ่งที่แพทย์ชนบทพยายามบอก เพราะมองว่าการขับเคลื่อนก็เพื่อให้กลุ่มแพทย์ที่มีอายุงาน 21 ปีขึ้นไปที่เสียประโยชน์ตรงนี้ไปได้ผลประโยชน์กลับคืนมาเท่านั้น

หลักการอย่างที่บอก ว่า 1.การเยียวยา อันนี้เป็นออฟชั่นเพิ่มเติม ตอนนี้หมอมีความรู้สึกว่าสภาไม่เข้าใจ ไม่รู้เราต้องให้บุคลากรของเขาไปคุยกันเอาเอง เพราะตอนนี้ โรงพยาบาลที่อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนโดยส่วนใหญ่เขาเข้าใจแล้วว่าต้องพูดถึงหลักการความเป็นจริง ที่มา ที่ไปเป็นอย่างไร  อย่างวันนั้นมีพยาบาลมาตั้ง 300 คน แต่ 10.1 ยังไม่กล้าแจกเพราะยังไม่ผ่านการประชาพิจารณ์ ถ้าใครแย้งแม้แต่วิชาชีพเดียวผมไม่เอาเลยเพราะรู้สึกว่ามันเปลืองตัวเปล่าๆ แต่นี่เราทำให้ พยาบาลไม่ยอมให้เภสัชมากกว่า ในความเป็นจริงก็ไม่ได้ ล้มเลย แล้วต้องกลับเริ่มต้นใหม่เลย โรงพยาบาลเล็กๆ อาจจะไม่มีจ่ายเลย เขาอ้างว่าทำไมเราไม่เชิญเขามาประชุม ที่จริงเราเชิญทั้งประเทศ แต่เขาไม่มาเอง แล้วเขาก็ไม่ยอม เขามีวาระซ่อนเร้นอะไรอยู่ ที่หนักร้ายกว่านั้นคือเขายึดศักดิ์ศรีมากว่าเขาจบปริญญาตรี ถ้าอย่างนี้มันก็เคลียร์ไม่ได้

ยืนยันว่าเราสู้เพื่อทุกคนไม่ได้สู้เพื่อแพทย์ที่อายุงานมากเท่านั้น

ถูก ต้องถามว่าคุณคิดอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ตัวแทนที่อยู่โรงพยาบาลชุมชนกับเราเขาคิดอย่างนั้นไหม ซึ่งมันไม่มีเลย ไม่มีใครยกมือค้านแม้แต่คนเดียว เพราะเราพูดถึงความเป็นไปได้ด้วยว่าระบบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมันโยงกับระบบงบประมาณ แล้วคุณก็รู้อยู่แล้วว่ามันใช้จากเงินบำรุง จะไปหลอกเขาก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องเล่าความจริงให้เขาฟังว่างบประมาณมาจากไหน สุดท้ายเพิ่มไปก็ต้องเพิ่มจากเงินบำรุงอยู่ดี

การแก้ปัญหาความเข้าใจที่ไม่ตรงกันได้อย่างไร?

อย่างไรก็ออกได้ ตอนนี้อยู่ที่กลุ่มวิชาชีพพยาบาลที่เขาต้องไปเคลียร์กันเอาเอง ก็ต้องให้พยาบาลที่อยู่ในโรงพยาบาลชุมชนไปเคลียร์กับสภาว่าคุณไม่ควรมายุ่ง อย่างนี้โหนกระแสกับเราให้ออกได้วันที่ 1 ก.ค.ดีกว่า 

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

สมยศ ศุภกิจไพบูลย์
11 ชั่วโมง 11 นาที ago
สุรศักดิ์
14 ชั่วโมง 48 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

สมยศ ศุภกิจไพบูลย์
11 ชั่วโมง 11 นาที ago
สุรศักดิ์
14 ชั่วโมง 48 นาที ago
กลับด้านบน