แนะรัฐโขกภาษีน้ำอัดลม-มือถือ เข้ากองทุนสุขภาพ

Tue, 2013-07-02 07:12 -- hfocus
Print this pagePrint this page

แนะเก็บภาษีน้ำอัดลม-ฟาสต์ฟู้ด- มือถือ-สินค้าฟุ่มเฟือย เพิ่มแหล่งเงินเข้า ระบบประกันสุขภาพ ย้ำเก็บผู้ประกอบการไม่ใช่ผู้บริโภค ชี้ต้องมีระบบเดียวตามแนว สปสช.

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) มีการเสวนาสาธารณะเรื่อง "คิดใหม่ระบบหลักประกันสุขภาพของไทย" โดย นพ.ภูษิต ประคองสาย ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (ไอเอชพีพี) กล่าวว่า การคิดใหม่ในเรื่องระบบประกันสุขภาพของไทยอาจเน้นใน 3 เรื่องหลัก คือ 1.ควรศึกษาความเป็นได้ในการแสวงหาแหล่งการคลังสุขภาพอื่นๆ เพื่อใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพ เช่นเดียวกับภาษีทั่วไปที่เป็นแหล่งการคลังสำคัญของระบบประกันสุขภาพของประเทศไทยในปัจจุบัน อาทิ การเก็บภาษีธุรกรรมจากตลาดหลักทรัพย์ การเก็บภาษีจากอาหารที่ทำลายสุขภาพ เช่น น้ำอัดลม หรือฟาส์ตฟู้ด นอกจากนี้อาจต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้ในการเก็บภาษีจากการเดินทางโดยเครื่องบิน หรือการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น โทรศัพท์มือถือ หรือโทรคมนาคม โดยเป็นการเก็บจากผู้ประกอบกิจการไม่ใช่ผู้ใช้บริการ

"การที่ต้องแสวงหาแหล่งคลังใหม่ๆ ในเรื่องของการเก็บภาษีจากส่วนต่างๆ นั้น ควรมีการระบุให้ชัดเจนว่านำมาใช้ในระบบหลักประกันสุขภาพ เหมือนกับที่มีการระบุว่านำภาษีเหล้า บุหรี่ มาใช้เป็นกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ แทนที่จะใช้แหล่งเงินจากภาษีทั่วไปเพียงอย่างเดียว เพื่อที่ในอนาคตหากมีวิกฤติเศรษฐกิจที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ หรือรายได้ของรัฐไม่เพียงพอ จะได้ไม่ต้องเกิดปัญหากับการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพ" นพ.ภูษิตกล่าว

ข้อที่ 2.ภาระโรคของประเทศไทยและสภาพการเจ็บป่วยของประชาชนไทย ทิศทางเป็นการเจ็บป่วยจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและอุบัติเหตุเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุสูงขึ้น องค์กรประกันสุขภาพต่างๆ จึงต้องลงทุนในด้านการสร้างเสริมสุขภาพ และการป้องกันโรคทั้งโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมทั้งการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้ประชาชนทุกกลุ่มมีคุณภาพชีวิตที่ดี และ 3.พัฒนานโยบายหลักประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าวมากขึ้น เพราะตัวเลขเมื่อปี 2555 ยังมีกลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีหลักประกันสุขภาพอีกกว่า 2 ล้านคน แต่โรงพยาบาลของรัฐต้องให้บริการในการรักษาพยาบาล โดยรวมก่อภาระทางการเงินให้แก่โรงพยาบาลหลายแห่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลชายแดน และโรงพยาบาลในจังหวัดที่มีแรงงานต่างด้าวจำนวนมาก

ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านการบริหารจัดการระบบเศรษฐกิจ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ระบบหลักประกันสุขภาพของไทยในปัจจุบันที่มีอยู่ 3 กองทุน ได้แก่ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม และสิทธิสวัสดิการข้าราชการ ยังมีความเหลื่อมล้ำ 3 มิติ คือ สิทธิประโยชน์ คุณภาพในการรักษาพยาบาลและค่าเบี้ยประกัน ในการลดความเหลื่อมล้ำต้องมีระบบประกันสุขภาพระบบเดียว ไม่จำเป็นต้องรวม 3 กองทุน โดยมีระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่บริหารจัดการโดยสำนักงานหลัก ประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นแกนหลักในการพัฒนาระบบ ซึ่งต้องจัดให้ได้รับชุด สิทธิประโยชน์กลางที่เหมือนกันในทุกกองทุน แต่หากกองทุนใดต้องการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมก็สามารถดำเนินการได้ โดยระบุเป็นเงื่อนไขของสิทธิพิเศษ (add ons) ทุกกองทุนจ่ายเงินด้านสุขภาพให้ สปสช.เป็นผู้บริหารจัดการ ทั้งนี้ ในเรื่องของการร่วมจ่ายของผู้ป่วย หรือ co-payment ถ้าเป็นระบบงบประมาณปลายปิดอย่างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือประกันสังคม ไม่มีความจำเป็น เนื่องจากไม่ได้ช่วยเรื่องการเงินของระบบ

นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ เลขาธิการมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) กล่าวว่า การออกแบบระบบประกันสุขภาพที่ดี ควรเน้นการพัฒนนาระบบบริการปฐมภูมิให้เข้มแข็ง โดยต้องทำให้ทั้ง 3 กองทุนประกันสุขภาพเห็นตรงกันว่าเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะให้ประชาชนไปใช้บริการที่สถานพยาบาลปฐมภูมิก่อนที่จะไปใช้บริการสถานพยาบาลใหญ่ๆ ทั้ง 3 กองทุนจะต้องหาวิธีการจ่ายเงินที่ช่วยให้หน่วยบริการปฐมภูมิเข้มแข็ง เช่น การจ่ายงบประมาณให้หน่วยบริการต้องเอื้อให้เกิดนวัตกรรมในการดูแลประชาชน จากนั้นพัฒนาระบบการส่งต่อที่เป็นเครือข่ายและยอมรับว่าจะรับส่งต่อภายใต้กติกาการเงินที่เหมือนกันในทุกกองทุน ที่สำคัญ หน่วยบริการปฐมภูมิต้องมีทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ใช่ผูกขาดโดยกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)

อนึ่ง งบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในปี 2554 ของหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประมาณ 100,601.90 ล้านบาท ผู้มีสิทธิ์ 48.12 ล้านคน คิดเป็น 2,091 บาทต่อคน ประกันสังคม ราว 25,361.70 ล้านบาท ผู้มีสิทธิ์ 9.9 ล้านคน คิดเป็น 2,562 บาทต่อคน และสวัสดิการข้าราชการ 61,844.27 ล้านบาท ผู้มีสิทธิ์ 4.4 ล้านคน หรือ 14,056 บาทต่อคน

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันที่ 2 กรกฎาคม 2556