สังคมไทย - ไม่เข้าใจ “ฮอร์โมน“

Thu, 2013-07-25 16:32 -- hfocus
Print this pagePrint this page

 

Hfocus -สดับตรับฟังยังแต่เสียงด่าขรมอื้ออึง การทำหน้าที่ของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไม่มีดอกไม้บาน ... นานเข้ารอบด้านประดาก้อนอิฐใส่นับไม่ถ้วน

หนึ่งในกรรมการ กสทช. แสดงจุดยืนว่า เตรียมเรียกบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ในฐานะผู้เผยแพร่ซีรีส์วัยรุ่นดัง “ฮอร์โมนส์ วัยว้าวุ่น” เข้าชี้แจง เพราะทำผิดมาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ด้านความไม่เหมาะสมเชิงคุณธรรมและจริยธรรม

เหตุผลคือ พบการนำเสนอเนื้อหาที่ชวนให้ผู้รับชมคิดและจินตนาการในทางที่ไม่ดีได้

อาทิ ฉากการมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ยังสวมชุดนักเรียนอยู่ในสถานที่ห้องวิทยาศาสตร์ ห้องน้ำ ในโรงเรียน และฉากที่มีเด็กกำลังอยู่ในวัยเรียนไปยังคลินิกทำแท้งเถื่อน หรือไปซื้อยาคุมกำเนิดมาใช้เอง

"ในฐานะผู้ใหญ่ในสังคมจะต้องมาทบทวนว่ายอมรับได้หรือไม่ที่จะให้สังคมไทยเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นจริง และควรยอมรับให้เป็นเช่นนั้นหรือไม่ " พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ กสทช.ด้านกำกับผังและเนื้อหารายการ ตั้งคำถาม

แม้ที่สุดแล้ว กระบวนการอาจจะจบเพียงแค่ตักเตือนขอความร่วมมือปรับแก้เนื้อหา ไม่ถึงขั้นลงโทษความผิด

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ได้สะท้อนถึง “วิธีคิด” ของผู้ใหญ่ ... เป็นวิธีคิดที่ใครหลายคนเห็นต่าง บ้างมองว่านี่คือรกรากหรือต้นตอของปัญหาที่สมควรถูกหักโค่นหรือขุดถอนอย่างหมดจรด

จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล รู้สึกผิดหวังที่กสทช.ไม่เข้าใจและเท่าทันสังคม และยังหัวโบราณเต่าล้านปีไม่ยอมรับความจริงเนื่องจากซีรีส์เรื่องฮอร์โมนเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างมาก เนื้อหาสะท้อนความเป็นจริงอย่างมีศิลปะ ซึ่งจะทำให้ผู้ชมทั้งวัยรุ่นและวัยทำงานเข้าใจปัญหาด้านเพศที่เกิดขึ้น

เขา เห็นว่า ผู้ชมฮอร์โมนมีไม่ต่ำกว่า 6 ล้านคน แต่กลับเอากรอบความคิดเรื่องคุณธรรมจริยธรรมของคนๆ เดียวไปตัดสินย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง การใช้อำนาจด้วยการอ้างบังคับใช้กฎหมายยิ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม นั่นเพราะหนังเรื่องนี้มีคุณค่าพอที่จะนำมาเป็นเครื่องมือเพื่อเข้าถึงวัยรุ่น หนังมีการอธิบายต้นเรื่อง เงื่อนไข การดำเนินเรื่อง และผลของการกระทำอย่างชัดเจน ซึ่งสามารถช่วยให้เด็กฉุกคิดได้ในชีวิตจริง

จะเด็จ อธิบายอีกว่า สังคมไทยถูกปลูกฝังมาตั้งแต่อดีต ลูกถูกสอนโดยพ่อแม่ มีสังคมมากำหนดกรอบความคิดที่อาจไม่เท่าทันยุคสมัย เช่น ผู้หญิงต้องรักตัวสงวนตัว ผู้หญิงห้ามแสดงออกทางด้านความต้องการทางเพศ หรือกระทั่งการสอนว่าหากเพศสัมพันธ์เป็นความน่าละอาย เป็นคนชั่ว การซื้อยาคุมกำเนิดคือหญิงใจแตก

ด้วยความคิดและกรอบทางสังคมเหล่านี้ เป็นสิ่งที่กดทับความเป็นจริงและธรรมชาติของมนุษย์เอาไว้ ที่สุดแล้วเด็กหรือวัยรุ่นเพศหญิงก็ถูกชักนำไปหาแหล่งความรู้ที่ผิดๆ เช่น ทดลองเอง ศึกษาตามอินเตอร์เน็ต สุดท้ายก็กลายเป็นเหยื่อ

“มันต้องกล้าพูดความจริงกัน ต้องทำลายทัศนคติเหล่านี้ ผู้หญิงที่พูดเรื่องเพศหรือสนใจเรื่องเพศไม่ใช่เด็กใจแตกหรือคนไม่ดี พวกนี้เป็นเรื่องปกติที่พูดคุยกันได้ แน่นอนว่าเมื่อถึงวัยหนึ่งผู้หญิงก็มีอารมณ์ มันเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากฮอร์โมนในร่างกาย คำถามคือเมื่อถึงวันนั้นเด็กเหล่านั้นจะแสดงออกอย่างไร

“ความรู้สึกที่ถูกกระตุ้นโดยธรรมชาติร่างกายเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ แต่ถามว่าเด็กเหล่านั้นรู้เท่าทันขนาดไหน ถ้ายังถูกสังคมกดทับ ไม่มีการสอนหรือให้ความเข้าใจ สุดท้ายแล้วเด็กก็จะไปลองเอง และยิ่งถ้าไม่มีประสบการณ์ใดๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศเลย ก็หนีไม่พ้นที่จะตกเป็นเหยื่อให้กับเพศชายที่จ้องจะหลอก“ จะเด็จระบุ

เขาบอกว่า อีกสิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการปลูกฝังให้เพศชายรู้จักเคารพเพศตรงข้าม ให้เข้าใจว่าเพศหญิงรักด้วยความรัก ไม่ใช่ความต้องการทางเพศเพียงอย่างเดียว ที่สำคัญคือการทำลายทัศนคติเดิมของเพศชาย ซึ่งมักถูกหล่อหลอมมาว่า ต้องเป็นผู้นำ ต้องเอาตัวรอด อย่างสร้างภาพลักษณ์ผ่านผู้หญิงมาเยอะเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง

“การผลิตซ้ำทางความคิดเหล่านี้ โดยเฉพาะทั้งจากสื่อ จากละครที่มักนำเสนอว่าการข่มขืนนางเอกเป็นสิ่งที่ไม่ผิด เพราะสุดท้ายก็จะรักกันเอง หรือกระทั่งจากการเมือง ศาสนา ที่มุ่งสอนให้ชายเป็นใหญ่ มันนำไปสู่พฤติกรรม ฟันแล้วทิ้ง มีเมียหลายคน ไม่รับผิดชอบ และอื่นๆ อีกมากมาย“ จะเด็จ กล่าว

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ จ.สงขลา มีมุมมองต่อเรื่องนี้ว่า สื่อมวลชนคือหัวใจในการสอนเรื่องเพศศึกษา นั่นเพราะการสอนเพศศึกษาในโรงเรียนปัจจุบันเป็นไปอย่างจืดชืดน่าเบื่อ มีเพียงการสอนท่องจำเรื่องอวัยวะศึกษา การสอนใช้ยาคุม นับหน้า 7 หลัง 7 แต่ไม่มีการสอนทักษะการใช้ชีวิตในความเป็นจริง

สำหรับการสอนเพศศึกษาในห้องเรียนนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายหรือใครจะสอนได้ เพราะครูผู้สอนต้องมีทักษะ ดังนั้นทางออกที่ดีคือควรให้ผู้เชี่ยวชาญ เช่น เครือข่ายภาคประชาชนที่ทำงานในเรื่องนี้โดยเฉพาะ มาจัดอบรม มีการใช้สื่อ ใช้ละคร ใช้กระบวนการกลุ่มร่วมด้วย

“ถ้าผู้สร้างหนังเรื่องนี้มีเป้าหมายเพื่อสอนเพศศึกษาเยาวชนก็นับว่าเป็นแนวคิดใหม่ที่น่าสนใจยิ่ง ยิ่งถ้าสื่อใหญ่และสามารถเข้าถึงวัยรุ่นได้อย่างแกรมมี่เป็นผู้ดำเนินการ ยิ่งโดนใจผู้ชม เมื่อมันเข้าถึงก็สามารถขับเคลื่อนได้ มันคือวิชาเพศศึกษาที่ไม่น่าเบื่อ แต่ถ้าเขาทำเพียงเพื่อเรียกเรตติ้งหรือสร้างกำไร ก็สมควรที่จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น“นพ.สุภัทร แสดงความคิดเห็น

หนึ่งในแพทย์ชนบทรายนี้ ให้ภาพอีกว่า ข้อเท็จจริงในสังคมทุกวันนี้สถานการณ์ไม่ได้แตกต่างอะไรไปจากหนัง ทั้งคนที่ทำแท้งมาจากบ้านแล้วมาเลือดตกที่โรงพยาบาล หรือแม้แต่กรณีผู้ปกครองพาบุตรหลานมาตรวจเนื่องจากมีเพศสัมพันธ์มามันมีมาอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้นการสอนทักษะชีวิตหรือชี้ให้เห็นข้อเท็จจริง เช่น ฉากในหนังที่เด็กไปซื้อยาคุมกินเองนั้น ถือเป็นเรื่องที่เหมาะสมอย่างยิ่ง

“ไม่เช่นนั้นเมื่อถึงเวลา เมื่อเด็กมีปัญหา หากไม่ฉุกคิดว่าควรไปซื้อยาคุมกิน ที่สุดก็จะไปจบลงที่การทำแท้ง ถามว่าทำแท้งที่ไหน แน่นอนก็ทำแท้งเถื่อนซึ่งอันตรายถึงชีวิต“นพ.สุภัทร ระบุ

คุณหมอ ระบุต่อไปว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นคือสังคมไม่ยอมรับสิ่งที่มีอยู่ เหมือนสังคมไม่ยอมรับการมีอยู่ของโสเภณี คำถามคือคนกลุ่มนี้จะทำอย่างไร เขาเหล่านั้นต้องได้รับการดูแลเช่นกัน ดังนั้นแม้ว่าสังคมจะไม่ยอมรับแต่ทางการแพทย์ต้องยอมรับ เขามีอยู่จริง

แพทย์ก็ต้องจัดหน่วยลงไปตรวจ มีการเข้าถึงให้บริการถึงสถานบริการ มีการจัดทำทะเบียนหญิงขายบริการแม้ว่าจะผิดหลักมนุษยธรรมก็ตาม นั่นเป็นไปเพื่อการดูแลควบคุมสุขภาพอนามัย นี่เป็นนโยบายระดับชาติ แต่หน่วยงานไม่สามารถเปิดเผยได้ มันต้องทำกันอย่างเงียบๆ เพราะไม่มีใครยอมรับ ทั้งที่คือความจริง

“อีกตัวอย่างคือ ความพยายามผลักดันให้เกิดการทำแท้งถูกกฎหมาย สังคมไทยไม่ยอมรับ แพทย์ก็ต้องผลักดันอย่างเงียบๆ สังคมไทยพูดเรื่องแบบนี้ลำบาก มันมีข้อจำกัด ทั้งที่เป็นประโยชน์ต่อผู้หญิงมหาศาล“ หมอสุภัทร กล่าว

ณัฐยา บุญภักดี มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง แสดงความคิดเห็นว่า รัฐบาลกำลังหลงทางในการแก้ปัญหาวัยรุ่นโดยเฉพาะเรื่องท้องไม่พร้อม นั่นเพราะรัฐบาลมองปัญหาด้วยความไม่เข้าใจธรรมชาติของวัยรุ่น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือการตั้งคลินิกวัยใสในโรงพยาบาลทั่วประเทศรวม 835 แห่ง คำถามคือเหตุใดเด็กจึงเข้าไม่ถึงหรือไม่มาใช้บริการ นั่นเพราะธรรมชาติของเด็กมักกระอิดกระอ่วนใจเมื่อคุยกับคนแปลกหน้า แต่การมาขอคำปรึกษาในคลินิกกลับต้องเซ็นชื่อขอใช้บริการ เซ็นชื่อรับถุงยางอนามัย ที่สุดแล้วเด็กก็เข้าไม่ถึงบริการ

“ทางออกคือเราควรยอมรับว่า เราไม่มีทางที่จะควบคุมหรือห้ามวัยรุ่นไม่ให้มีเพศสัมพันธ์ได้ ดังนั้นเราควรสนับสนุนหรือรณรงค์การมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยอย่างเปิดเผยดีกว่า“ณัฐยา เสนอ