ความเชื่อผิดๆ ที่ว่า "ยาไอซ์" ทำให้ผอมและผิวสวย

Tue, 2013-07-30 11:17 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ข่าวภาพหลุดของ ปันปัน ที่ได้ยอมรับกับครอบครัวว่าได้ทดลองเสพ "ยาไอซ์" กับเพื่อน เพราะความอยากรู้อยากลองเป็นอีก 1 ตัวอย่าง ของความเชื่อผิดๆ ในกลุ่มวัยรุ่นหญิง

"ยาไอซ์" มีสารสำคัญคือ เมทแอมเฟตามีนเช่นเดียวกับยาบ้า เมื่อเสพในระยะแรกจะทำให้ร่างกายตื่นตัว ใจสั่นความดันโลหิตสูง เมื่อหมดฤทธิ์จะอ่อนเพลียมาก ประสาทล้าการตัดสินใจช้าเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ ถ้าใช้ต่อเป็นเวลานานจะทำให้สมองเสื่อม ประสาทหลอน เป็นโรคจิตข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด พบว่า "ยาไอซ์" กำลังได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่วัยรุ่นหญิง ที่เชื่อกันว่าเสพแล้วไม่ติด แต่จะทำให้ผอม ผิวพรรณผ่องใสอีกทั้งยังจูงใจวัยรุ่นชายเกี่ยวกับสมรรถภาพทางเพศที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นไปในทางตรงข้าม เพราะหากเสพเป็นระยะยาวจะทำให้เซ็กเสื่อม รูปร่างผอมแบบทรุดโทรม เมื่อหยุดเสพจะเกิดอาการโยโย่ คือน้ำหนักจะเพิ่มอย่างรวดเร็ว สมองฝ่อ ไอคิวต่ำ และอาจตายจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ และเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลันได้

"ยาไอซ์" จัดเป็นยาเสพติดที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทประเภทที่ 1 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด  พ.ศ. 2522 เป็นผงเมทแอมเฟตามีน ที่ทำให้อยู่ในสภาพแข็งด้วยการผ่านกระบวนการหุงต้มจนตกผลึกเป็นก้อนความรุนแรงของไอซ์ขึ้นอยู่กับระดับความบริสุทธิ์ของเมทแอมเฟตามีน ไม่มีกลิ่นมีหลายสี แต่ละสีจะบ่งบอกถึงระดับความบริสุทธิ์และความรุนแรง เหตุที่ทำให้ได้รับความนิยมจากผู้เสพเนื่องจากไม่มีกลิ่นผิดปกติ และ "ยาไอซ์" ออกฤทธิ์เร็ว แรง และนานกว่ายาบ้า

ผู้เสพ "ยาไอซ์" จะต้องเพิ่มขนาดเสพขึ้นเรื่อยๆ และมีอาการถอนยาเมื่อขาดยา จึงทำให้ผู้เสพห้ามใจตนเองให้เลิกเสพได้ยาก ดังนั้น การเริ่มต้นจากการมีความคิดที่จะเลิกจึงเป็นสิ่งสำคัญ ร่วมกับการเพิ่มความมุ่งมั่น สร้างความเข้มแข็งของจิตใจโดยอาจจะนึกถึงคนที่รักและห่วงใย ที่เฝ้ารอคอยเพื่อดูอนาคตอันสดใสของเรา และฝึกการเผชิญหน้า ตั้งสติระมัดระวังตนต่อสิ่งกระตุ้น หากต้องการเข้ารับการตรวจและบำบัดรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการบำบัดรักษายาเสพติด สามารถติดต่อได้ที่ สถาบันธัญญารักษ์ สายด่วน 1165

ปัญหานี้แก้ไขได้ หวังว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทยผ่านกรณี น้องปันปัน "ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น" จะเป็นการกระตุ้นให้ทุกฝ่ายตื่นรู้ และร่วมกันหาทางออก

ผู้เขียน : รศ.ดร.ภญ.นุศราพร เกษสมบูรณ์ สาขาวิชาเภสัชศาสตร์สังคมและการบริหารคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน วันที่ 30 กรกฎาคม 2556