“วีรชัย พุทธวงศ์” พนง.มหา’ลัยไม่ขอใช้สิทธิประกันสังคม เรียกร้องกองทุนค่ารักษาพยาบาล

Hfocus -หลังจากมีการจัดตั้ง “กองทุนรักษาพยาบาลข้าราชการพนักงานส่วนท้องถิ่นและครอบครัว” เพื่อให้ได้ใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยมี สปสช.บริหารจัดการแทนท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้พนักงานกลุ่มนี้ได้รับสิทธิสะดวกขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไปงานนี้ทำให้พนักงานมหาวิทยาลัย ออกโรงขอสิทธิรักษาพยาบาลดังกล่าว และปฏิเสธที่จะไม่ใช้สิทธิประกันสังคม

หลังจากรัฐบาล สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)จัดตั้ง “กองทุนรักษาพยาบาลข้าราชการพนักงานส่วนท้องถิ่นและครอบครัว” ที่มีกว่า 5.3 แสนคน เพื่อให้บุคคลดังกล่าวที่มีสิทธิตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินสวัสดิการการรักษาพยาบาลของพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2541 ได้ใช้สิทธิรับบริการสาธารณสุขตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยมี สปสช.บริหารจัดการแทนท้องถิ่น ซึ่งจะทำให้พนักงานกลุ่มนี้ได้รับสิทธิสะดวกขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป

งานนี้ทำให้พนักงานมหาวิทยาลัย ออกโรงขอสิทธิรักษาพยาบาลดังกล่าว และเตรียมขอเข้าพบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ หลังจากได้เข้าพูดคุยกับ นพ.โสภณ เมฆธน รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาถึงความเป็นไปได้ในการตั้งคณะทำงานศึกษาการตั้งกองทุนดังกล่าว

รศ.ดร. วีรชัย พุทธวงศ์  เลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ อธิบายถึงข้อจำเป็นของการเรียกร้องครั้งนี้ ว่า  สิ่งที่ออกมาเรียกร้อง เพราะประสงค์สิทธิการรักษาพยาบาลที่เทียบเท่าอาจารย์ข้าราชการคนอื่นๆ โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนทุนรัฐบาลที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ ในช่วงปี 2540 -2542 ทุกคนเข้าใจว่า เมื่อกลับมาใช้ทุนการศึกษาทุกคนจะได้รับราชการ แต่เมื่อมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ปี 2542 ที่ยกเลิกการบรรจุข้าราชการใหม่ทำให้ทุกอย่างไม่เหมือนเดิม

“ระยะเวลาเรียนมีทั้ง 3 ปี 5 ปี และ 6 ปี ทำให้นักเรียนทุนกลับประเทศไม่ทันมติครม.ปี 2542 จึงต้องแปรสภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่ความผิดของพวกเขา เพราะสาเหตุที่ต้องรับทุนการศึกษา  นอกจากฐานะครอบครัวที่ไม่เอื้ออำนวย ทำให้ต้องรับทุนแล้ว ส่วนหนึ่งครอบครัวก็อยากให้เป็นข้าราชการ แต่เมื่อมีมติครม. ก็เลยต้องเป็นเช่นนี้”

สำหรับจุดด้อยของพนักงานมหาวิทยาลัย ในเรื่องสิทธิรักษาพยาบาลนั้น ดร.วีรชัย ระบุว่า ย่อมไม่เท่ากับข้าราชการ และความไม่เป็นธรรมของสัญญาจ้าง ซึ่งมหาวิทยาลัยสามารถกำหนดสัญญาจ้างเองได้ เดิมทีเป็นปีต่อปี แต่ขณะนี้หลังจากมีการเรียกร้องปรับเพิ่มเป็น 3 ปี 5 ปี และมหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ก็เกษียณอายุ ซึ่งจริงๆ แล้วมีข้อเสนออยากให้ขยายอายุถึง 60 ปี และให้มีการประเมินออกกรณีคนที่ไม่มีศักยภาพในการทำงานจริงๆ คือ เราจะไม่เอาเปรียบรัฐ แต่ขณะเดียวกันก็อยากให้สนับสนุนในเรื่องสิทธิรักษาพยาบาลที่เทียบเท่าข้าราชการคนอื่นๆ ด้วย

“เกิดคำถามมานานในกลุ่มพวกเราว่า เพราะอะไรถึงให้พนักงานมหาวิทยาลัยไปอยู่กองทุนประกันสังคม เพราะจริงๆแล้วสิทธิในการรักษาเทียบไม่ได้กับข้าราชการ ยิ่งบัตรทองก็ไม่ได้ เพราะบัตรทองมีการพัฒนาตัวเองจนดีกว่ามาก ส่วนประกันสังคม มีความเหลื่อมล้ำในแง่สิทธิประโยชน์หลายอย่าง เช่น  ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือการใช้หัตถการทางการแพทย์ต่างๆก็ต้องเป็นไปตามสิทธิ มีเงื่อนไขเยอะ แต่ข้าราชการกับบัตรทองไม่ต้อง ที่สำคัญสิทธิข้าราชการและบัตรทองยังใช้สิทธิรักษาพยาบาลได้หลังเกษียณอีก แต่ประกันสังคมไม่คุ้มครอง ซึ่งในมุมมองของพนักงานมหาวิทยาลัยมองว่า พวกเราก็เป็นข้าราชการแต่กลับถูกให้อยู่ในกองทุนอื่นก็ควรได้รับสิทธิที่เท่ากันด้วย แบบนี้ไม่เป็นธรรม” รศ.ดร.วีรชัย กล่าว

“สำหรับนักเรียนทุนที่แปรสภาพเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยนั้นน่าจะมีประมาณกว่า 30,000 คน ซึ่งในเรื่องของปัญหาสิทธิรักษาพยาบาลที่ไม่เท่าเทียมสิทธิข้าราชการนั้น ไม่เพียงแต่นักเรียนทุนที่ถูกปรับเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย แต่ยังมีพนักงานมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็ต้องการสิทธิรักษาพยาบาลเหมือนข้าราชการเช่นกัน เมื่อไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ แต่ต้องเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยแทนนั้น สิทธิรักษาพยาบาลจึงถูกให้ไปอยู่ในกองทุนประกันสังคมแทน”

รศ. ดร. วีรชัย ขยายความว่า พนักงานมหาวิทยาลัย ตาม พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 มาตรา 3 ที่ให้เพิ่มคำนิยามของพนักงานมหาวิทยาลัยใน มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 คือบุคคลที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา

“ในเรื่องสวัสดิการการรักษาพยาบาลพบว่า พนักงานมหาวิทยาลัยเกือบทั้งหมดถูกผลักเข้าไปใช้สิทธิประกันสังคม ซึ่งยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก  และเมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 มาตรา 9 (3)  คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามอำนาจใน ม. 9 สามารถบริหารจัดการให้เจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ใช่ข้าราชการได้รับบริการสาธารณสุขได้แล้วแต่กรณี โดยอาจกำหนดในรูปของการประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกา และเมื่อมีพระราชกฤษฎีกาตามวรรคสามบังคับแล้ว ให้หน่วยงานของรัฐแล้วแต่กรณีดำเนินการจัดสรรเงินในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลสำหรับบุคคลตามที่กำหนดโดยพระราชกฤษฏีกานั้นให้แก่กองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่ตกลงกับคณะกรรมการได้”

ดร.วีรชัยได้อธิบายว่า ได้ศึกษาเรื่องกฎหมายมาอย่างดี และทราบว่า ตามมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 ระบุชัดว่า สามารถขยายบริการสาธารณสุขตาม พ.ร.บ. นี้ไปยังผู้มีสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยประกันสังคม สามารถทำได้โดยให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพและคณะกรรมการประกันสังคมตกลงกัน ซึ่งปัจจุบันพนักงานมหาวิทยาลัย ทางมหาวิทยาลัย และรัฐบาลได้จ่ายเงินเข้ากองทุนประกันสังคมในสัดส่วนฝ่ายละ 3% นั้นสามารถโยกงบประมาณกลับมาให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) บริหารจัดการได้

“ที่สำคัญการโยกงบดังกล่าวจะทำให้ในภาพรวม รัฐบาลประหยัดงบประมาณค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้อีกด้วย กล่าวคือ  เมื่อคำนวณดูแล้ว งบต่อหัวต่อเดือนที่ต้องใช้กับระบบประกันสุขภาพของประกันสังคมตกประมาณ 1,800 บาทต่อเดือน หรือ 21,600 บาทต่อคนต่อปี  เมื่อพิจารณาจำนวนบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาที่ถูกผลักเข้าไปใช้ระบบประกันสังคมมีข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ) พบว่า พนักงานมหาวิทยาลัย พนักงานราชการและบุคลากรที่ไม่ใช่ข้าราชการทั้งหมด มีจำนวนรวม 131,692 คน  นั่นคือระบบประกันสังคมได้รับงบประมาณจากคนกลุ่มนี้ประมาณ 2,844,547,200 บาท หรือเกือบ 3 พันล้านบาทต่อปี”

ท้ายสุดสิ่งที่ดร.วีรชัยเปรียบเทียบคือ “หากพิจารณาในส่วนกองทุนอื่น ในงบประมาณที่รัฐอุดหนุนระบบสวัสดิการ เช่น ระบบราชการ ตกปีละ 6 หมื่นล้านบาท ต่อข้าราชการ 5 ล้านคน ตกปีละ 12,000 บาท หรือเดือนละ 1,000 บาทต่อคน และหากดูเรื่องงบประมาณต่อหัว จะสามารถนำพนักงานมหาวิทยาลัยออกมาใช้ระบบที่ทัดเทียมราชการได้”  

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.วินัย สวัสดิวร เลขาธิการ สปสช. ออกโรงยังไม่รับปาก เนื่องจากสปสช. เป็นหน่วยงานที่ช่วยบริหารมากกว่า แต่ในเรื่องแหล่งเงินก็ต้องมีการพิจารณาอีกครั้ง

สุดท้ายไม่รู้จะออกมาตามข้อเรียกร้องได้หรือไม่ คงต้องรอดูการหารือร่วมระหว่างนพ.ประดิษฐ สินธวณรงค์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก่อน

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

...
kelvin carmichael
12 ชั่วโมง 45 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

...
kelvin carmichael
12 ชั่วโมง 45 นาที ago
กลับด้านบน