คำสั่งแพทยสภา ราชวิทยาลัยงดให้ความเห็นทางการแพทย์: รวบอำนาจ หรือ มาตรฐานวิชาชีพ ?

นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ “ไม่อย่างนั้นความรับผิดชอบก็จะตกอยู่กับทางราชวิทยาลัยทั้งหมด แล้วถ้าให้แล้วขัดกันเองระหว่างราชวิทยาลัยด้วยกันเองแล้วจะเชื่อใคร สังคมจะไม่วุ่นวายหรือ ดังนั้นแพทยสภาในฐานะที่เป็นแม่ เป็นตัวหลักก็ต้องมาดูก่อนว่าควรจะออกซ้ายหรือขวา”
ปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา“ความเห็น 2 ราชวิทยาลัยขึ้นไป หากขัดแย้งกันย่อมเป็นจุดอ่อนในการต่อสู้คดี แพทยสภาต้องการเหตุผลเดียวในการสู้กับคนไข้ จึงอุดช่องโหว่นี้โดยอาศัยเหตุผลอื่นบังหน้า เพื่อที่จะเข้าข้างแพทย์ด้วยกันโดยสะดวก แพทยสภาทำมาตลอด ไม่ใช่เรื่องใหม่”

Hfocus -นับเป็นเวลาเกือบ 2 เดือนที่แพทยสภาออกหนังสือไปยังหน่วยงานต่างๆ เพื่อขอความร่วมมือว่าต่อไปนี้การจะขอความเห็นด้านการแพทย์จากราชวิทยาลัยต่างๆ จะต้องดำเนินการผ่านแพทยสภาก่อน แต่เพิ่งจะออกเป็นข่าวสู่สาธารณชนเมื่อปลายเดือน ก.ย.นี้เอง หลังจากนั้นก็มีความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ ตามมาทั้งในแง่ของการสนับสนุน และคัดค้าน โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยที่ดูเหมือนจะได้รับผลกระทบพอสมควร

นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา

“ไม่อย่างนั้นความรับผิดชอบก็จะตกอยู่กับทางราชวิทยาลัยทั้งหมด แล้วถ้าให้แล้วขัดกันเองระหว่างราชวิทยาลัยด้วยกันเองแล้วจะเชื่อใคร สังคมจะไม่วุ่นวายหรือ ดังนั้นแพทยสภาในฐานะที่เป็นแม่ เป็นตัวหลักก็ต้องมาดูก่อนว่าควรจะออกซ้ายหรือขวา”

อย่างไรก็ตามที่มาที่ไปของการออกหนังสือฉบับนี้ ทาง Hfocus ได้สัมภาษณ์ นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ เลขาธิการแพทยสภา ในฐานะผู้ลงนามในท้ายจดหมาย ซึ่งก็ชี้แจงว่าตามหลักการและเหตุผลคือว่าแพทยสภาเป็นหน่วยงานตามกฎหมายก่อน ส่วนราชวิทยาลัยต่างๆ เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้แพทยสภา ไม่ได้มีสภาพเป็นนิติบุคคล ซึ่งราชวิทยาลัยเป็นผู้เชี่ยวชาญใน 14 เรื่อง ประมาณ 14 ราชวิทยาลัย 14 สาขา 

“ทีนี้การให้ความเห็นโรคใดโรคหนึ่ง เงื่อนไขใดเงื่อนไขหนึ่ง อาการใดอาการหนึ่งมันอาจจะหลายราชวิทยาลัย เช่น โรคไข้เลือดออกไม่ได้เป็นเรื่องของหมอเด็กอีกต่อไปแล้ว แต่จะมีด้านอายุรกรรมเข้ามาด้วย หรือการศัลยกรรมบางอย่างก็เกี่ยวข้องกับหลายราชวิทยาลัย เพราะฉะนั้นการให้ความเห็นของราชวิทยาลัยต่อหน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงานที่เป็นทางการไม่ว่าจะเป็นศาล อัยการ ตำรวจ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกันสังคม ทั้งหมดเลย เพราะฉะนั้นควรที่จะผ่านแพทยสภาก่อน เพราะไม่อย่างนั้นความเห็นของราชวิทยาลัยซึ่งบางทีขอมา 3-4 ราชวิทยาลัยออกมาไม่เหมือนกันจะยุ่ง อาจจะมีปัญหา เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องทำให้เป็นหนึ่งเดียว แพทยสภาต้องมาย่อยตรงนี้ก่อน  นี่คือหลักการและเหตุผล ส่วนการให้ความเห็นทางการแพทย์ต่อประชาชนสามารถให้ได้เลย ตอนนี้มีโรคอะไรระบาดอยู่ จะป้องกันรักษาอย่างไร ได้หมดเลย ส่วนหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการให้คุณให้โทษหรือมีการตัดสินอะไรขอให้ผ่านแพทยสภา”

นอกจากหน่วยงานราชการที่มีอำนาจในการให้คุณให้โทษแล้ว ยังมีกลุ่มประชาชนที่มาขอความเห็นเพื่อนำไปเป็นข้อมูลด้านคดี ซึ่งเป็นเรื่องที่ให้คุณให้โทษเช่นเดียวกัน ?

โดยปกติถ้าเป็นบุคคลราชวิทยาลัยจะไม่ให้นะ จะไม่ให้ความเห็นคนใดคนหนึ่งที่ไปขอ

ที่ผ่านมาเกิดประเด็นการฟ้องร้องจากการให้ความเห็นเยอะขนาดไหน ?

ใช่ ถ้าราชวิทยาลัยให้ความเห็นที่ไม่ตรง หรือมีปัญหาสงสัยว่าให้ความเห็นแล้วไม่มีจริยธรรม หรือไม่ได้ใช้กระบวนการที่ถูกต้อง แล้วไม่ผ่านแพทยสภาเขาก็ฟ้องตัวบุคคลในราชวิทยาลัยเลย แต่ถ้าผ่านแพทยสภา แพทยสภาจะรับผิดชอบให้อยู่แล้ว เพราะแพทยสภาเป็นเหมือนแม่ของราชวิทยาลัยทั้งหมด เป็นหน่วยงานทางกฎหมาย ราชวิทยาลัยไม่ได้เป็นนิติบุคคล ไปฟ้องร้องอะไรเขาไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนที่ให้ความเห็นต้องเป็นตัวบุคคล เช่น อาจารย์ นายแพทย์อะไรสักคนให้ความเห็น มันเป็นตัวบุคคลมากกว่า แล้วเมื่อไม่เป็นนิติบุคคลเวลาไปทำนิติกรรมก็ทำไม่ได้ ราชวิทยาลัยหลายๆ แห่งไปทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง หรือสัญญาทางการเงิน หรือทำสัญญากับต่างประเทศก็ทำไม่ได้เพราะว่าไม่ได้เป็นนิติบุคลต้องผ่านแพทยสภาเหมือนกัน

การฟ้องร้องที่ผ่านมามีเยอะหรือไม่ ?

มี บางทีหมอก็ฟ้อง บอกให้ราชวิทยาลัยหรือคณะกรรมการให้ความเห็นโดยไม่ชอบ มีฟ้องเรื่อยๆ ฟ้องศาลปกครอง ศาลแพ่ง ศาลอาญาก็มี เพราะฉะนั้นถ้าไม่ผ่านแพทยสภาการไปให้ความเห็นก็ต้องรับไปเอง แต่ตอนนี้ราชวิทยาลัยจะทำหนังสือย้อนกลับไปที่หน่วยงานนั้นๆ ว่าให้ถามมาที่แพทยสภาก่อนเพราะเริ่มรู้แล้วว่าตามกฎหมายต้องเป็นอย่างนั้น ราชวิทยาลัยจะไม่ให้ความเห็นไปโดยตรงแล้ว

อย่างหนังสือที่ออกไปมีผลบังคับเสมือนเป็นกฎหมายที่ต้องทำตามหรือไม่ หรือยังสามารถขอความเห็นจากทางราชวิทยาลัยโดยตรงเหมือนเดิมได้หรือไม่ ?

ตอนนี้มันเป็นการดีล (deal) กันระหว่างคนถามกับคนตอบ คุณจะถามจะตอบกันถ้ามีเหตุอะไรเกิดขึ้น แพทยสภาก็ไม่รับผิดชอบ แต่ถ้าถามผ่านแพทยสภา แล้วเราบอกว่าอันนี้เกี่ยวข้องราชวิทยาลัยสูติฯ ราชวิทยาลัยศัลฯ วิสัญญี แพทยสภาก็ต้องถามทั้ง 3 อันเพื่อรวมคำตอบเป็น 1 เดียว ถ้าคุณไปตอบกันเอง จริงๆ ศาลรับฟังไม่ได้ด้วย เพราะว่ามันไม่มีตัวตน เพราะไม่ใช่นิติบุคคล

กระบวนการเดิมที่ผ่านมาการขอ การให้ความเห็นระหว่างราชวิทยาลัยกับผู้ร้องขอมีกระบวนการ หรือขั้นตอนไหนหรือไม่ที่แพทยสภาจะมีส่วนเกี่ยวข้อง ?

ไม่มี อย่างเมื่อก่อน สปสช.ก็ถามราชวิทยาลัยโดยตรง ศาลบางที่ก็ถามไปที่ราชวิทยาลัยโดยตรงโดยไม่ผ่านแพทยสภา เพราะว่าเวลาโจทก์อ้างก็อ้างที่ราชวิทยาลัยโดยตรง จริงๆ เขาต้องถามมาที่แพทยสภาเหมือนกัน ราชวิทยาลัยเขาเข้าใจ เขาฉลาดก็ต้องให้ผ่านแพทยสภาก่อน ความรับผิดชอบจะได้ไม่มากเกินไป

กรณีที่ความเห็นจากราชวิทยาลัยหลายแห่งให้ความเห็นไม่ตรงกัน มีวิธีการจัดการตรงนี้อย่างไร ?

ต้องใช้ดุลพินิจของแพทยสภาตัดสิน คดีในแพทยสภามีตั้งหลายครั้งที่ราชวิทยาลัยหนึ่งบอกว่าได้มาตรฐาน ราชวิทยาลัยหนึ่งบอกไม่ได้มาตรฐาน จึงเห็นว่าต้องแก้ไขตรงนี้ สุดท้ายแพทยสภาต้องใช้ดุลพินิจกลางตัดสินออกมา กระบวนการนั้นแพทยสภามีคณะกรรมการ 52 คน ช่วยกันดูว่าความถูกต้อง ความเหมาะสมอยู่ตรงไหน เพราะว่าราชวิทยาลัยอาจจะเห็นไม่เหมือนกันก็ได้

ตอนนี้เริ่มมีเสียงคัดค้านออกมาแล้วในหลายประเด็น เรื่องความเป็นอิสระของราชวิทยาลัย ?

มันไม่มีอะไร ทำเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้นเอง ไม่อย่างนั้นความรับผิดชอบก็จะตกอยู่กับทางราชวิทยาลัยทั้งหมด แล้วถ้าให้แล้วขัดกันเองระหว่างราชวิทยาลัยด้วยกันเองแล้วจะเชื่อใคร สังคมจะไม่วุ่นวายหรือ ดังนั้นแพทยสภาในฐานะที่เป็นแม่ เป็นตัวหลักก็ต้องมาดูก่อนว่าควรจะออกซ้ายหรือขวาโดยใช้ข้อมูลจากราชวิทยาลัย

ด้วยภาพลักษณ์ของแพททยสภากับผู้ป่วยที่มักจะถูกมองว่าเข้าข้างแพทย์ด้วยกันเอง การทำอย่างนี้จะส่งผลบางอย่างต่อความเห็นทางวิชาการด้านการแพทย์ของราชวิทยาลัย ?

ไม่ใช่ ไม่เป็นประเด็นนี้ ไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำไป เพราะว่า 1. ราชวิทยาลัยเป็นองค์กรอิสระไม่มีตัวตนตามกฎหมาย เพราะฉะนั้นการทำอะไรที่อิสระถือเป็นการกระทำส่วนตัว ไม่มีองค์กรไหนรับผิดชอบ หากถูกฟ้องว่าให้การเท็จก็รับไปเอง อะไรที่เป็นอิสระและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนทุกรูปแบบก็ทำไปเลย นี่คืออิสระ แต่อะไรที่มีเงื่อนงำทางกฎหมายต้องระวัง คือคนพูดเขาตั้งแง่กับแพทยสภา ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น ผมพูดเลยว่าผมทำงานกับแพทยสภาไม่มีผลประโยชน์อะไรทั้งสิ้น ต้องเรียนอย่างนี้เลย ผมรับราชการอยู่ และมีอุดมการณ์ที่จะทำอย่างนี้ให้วงการแพทย์มีเกียรติ เพราะฉะนั้นไม่เชื่ออย่างยิ่งว่าแพทยสภาจะเอียงข้างหมอ เป็นไปไม่ได้ ยืนยันเลยว่าไม่ใช่ คนที่พูดอาจจะไม่ชอบแพทยสภาอยู่แล้ว แต่ตัวเราไม่มีอะไร ไม่มีแน่นอน ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของประชาชน ประเทศชาติ

บางคนคิดไปถึงขั้นว่าแพทยสภาต้องการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จในการตัดสินมาตรฐานการรักษาของแพทย์ ซึ่งอย่างที่บอกว่าภาพลักษณ์ของแพทย์ตอนนี้คือเข้าข้างหมอด้วยกันเอง ?

มันไม่ใช่อย่างนั้น คิดได้แต่ไม่ใช่อย่างนั้น อย่างที่บอกว่ามีเหตุการณ์ที่ราชวิทยาลัยพูดถึงเรื่องโรคเดียวกันแต่ให้ความเห็นไม่เหมือนกัน แล้วคนที่ไม่ใช่แพทยสภาจะรู้เรื่องหรือไม่ แม้แต่บางครั้งเราสอบถามความเห็นของราชวิทยาลัยเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนที่เข้ามายังแพทยสภานั้นบางครั้งเราต้องใช้ดุลพินิจเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย  ไม่ใช่การรวบอำนาจ แต่เป็นการทำอะไรให้เป็นระเบียบและถูกต้องมากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ใช่การบิดเบี้ยวความเห็นที่เป็นอิสระ

เราปรับกระบวนการอย่างไร เพื่อจะเดินหน้าเรื่องนี้อย่างไร้ข้อครหา ?

ที่ทำไปเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ตามที่ควรจะเป็น ดังนั้นการจะทำงานนี้ทางแพทยสภาได้มอบหมายให้ผมไปจัดเวทีทำความเข้าใจร่วมกันระหว่างแพทยสภากับราชวิทยาลัย ว่าจะต้องทำงานร่วมกันอย่างไร การทำนิติกรรมต่างๆ จะทำได้มากน้อยแค่ไหน หรือจะต้องผ่านสมาคมที่อยู่ภายใต้ราชวิทยาลัยหรือไม่ ซึ่งมีหลายชั้น มีทั้งเรื่องทางกฎหมาย และเรื่องทางวิชาการที่ต้องคุยกัน มาปรับควาเข้าใจ และแนวทางการทำงานให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่ายจริงๆ  

อยากฝากอะไรถึงประชาชน ?

ฝากถึงประชาชนจริงๆ ว่าอย่าได้คิดเลยว่าแพทยสภามาทำงานเพื่อแพทย์ แต่มาทำงานเพื่อประชาชน ตอนนี้แพทยสภาพยายามทำงานเพื่อประชาชนมากขึ้นที่เห็นได้ชัดมี 3 เรื่อง คือเมื่อตอนน้ำท่วมปี 2554 แพทยสภาระดมแพทย์ทั้งประเทศออกไปตรวจรักษาคนไข้ที่น้ำท่วม 2. จัดนิทรรศการ เอาราชวิทยาลัย เอาคณะแพทย์ โรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลรัฐมาให้ความรู้กับประชาชนฟรีในเรื่องวิชาการ นวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ๆ และ 3. แพทยสภาตั้งอนุกรรมการคุ้มครองประชาชนจากการประกอบวิชาชีพเวชกรรมจากการเสริมสวยและการโฆษณา ตอนนี้กำลังจะประกาศห้ามฉีดซิลิโคนเหลวเพราะก่อให้เกิดปัญหามากมายเพื่อคุ้มครองประชาชน นี่คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเราทำงานเพื่อประชาชนแน่นอน

นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์

“ความเห็นของราชวิทยาลัยสองราชวิทยาลัยขึ้นไป หากขัดแย้งกันย่อมเป็นจุดอ่อนในการต่อสู้คดี แพทยสภาต้องการเหตุผลเดียวในการต่อสู้คดีกับคนไข้ จึงอุดช่องโหว่นี้โดยอาศัยเหตุผลอื่นบังหน้า การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อที่จะเข้าข้างแพทย์ด้วยกันโดยสะดวก เป็นสิ่งที่แพทยสภาทำมาตลอด ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นใหม่”

ด้าน นางปรียนันท์ ล้อเสริมวัฒนา ประธานเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ตัวแทนจากผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากการออกระเบียบกฎเกณฑ์ต่างของแพทย์สภา ซึ่งก็ได้เห็นจดหมายขอความร่วมหน่วยงานต่างๆ ให้ดำเนินการขอความเห็นทางการแพทย์จากราชวิทยาลัยผ่านแพทยสภา บอกว่า หนังสือฉบับนี้ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย ไม่มีสิทธิลงโทษ แต่ต้องยอมรับว่า ปัจจุบันคดีการฟ้องร้องระหว่างหมอกับคนไข้ กลายเป็นการต่อสู้ระหว่างคนไข้ กับแพทยสภาไปแล้ว ความเห็นของราชวิทยาลัยสองราชวิทยาลัยขึ้นไป หากขัดแย้งกันย่อมเป็นจุดอ่อนในการต่อสู้คดี แพทยสภาต้องการเหตุผลเดียวในการต่อสู้คดีกับคนไข้ จึงอุดช่องโหว่นี้โดยอาศัยเหตุผลอื่นบังหน้า เพราะฉะนั้นราชวิทยาลัย หรือแพทย์ท่านใดก็ตาม หากคิดว่าความเห็นมีประโยชน์สามารถทำความเห็นต่อหน่วยงาน หรือไปศาลเพื่อเป็นพยานได้เสมอ กฎหมายมีเขียนไว้ชัดเจน ความสำคัญอยู่ที่ว่า ราชวิทยาลัยจะเป็นเหมือนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กับสภาทนายความหรือไม่ ที่ต่างก็ให้ความร่วมมือกับแพทยสภาเป็นอย่างดี โดยไม่สนใจว่าประชาชนจะเดือดร้อนอย่างไร และที่ผ่านมาแพทยสภามีพฤติกรรมที่ไม่เป็นธรรมอย่างไร

จากสถานการณ์ในปัจจุบัน มีความจำเป็นที่แพทยสภาต้องทำอย่างนี้หรือไม่ ?

แพทยสภาเคยชินกับการทำเรื่องเลวร้ายกว่าความจำเป็นไปมากแล้ว เช่นเมื่อ 21 ส.ค. 2549 แพทยสภาทำหนังสือขอความร่วมมือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรณีคนไข้ไปแจ้งความ ว่าต้องขอความเห็นจากแพทยสภาก่อน ซึ่งสตช.ก็ให้ความร่วมมืออย่างดี ด้วยการทำหนังสือแจ้งแนวปฏิบัติไปยังโรงพักต่างๆ ว่าต้องขอความเห็นแพทยสภาก่อน เครือข่ายฯ ได้ทำหนังสือทักท้วงไปยังสตช.ว่าขอให้ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากไม่เป็นธรรมต่อปชช. แต่สตช.ตอบว่าชอบด้วยกฎหมายแล้ว เรื่องนี้ส่งผลมาก ปกติคนไข้ไปร้องเรียนที่แพทยสภา 3-10 ปีไม่ชี้มูล จะดึงเวลาจนหมดอายุความทางแพ่ง 1 ปี  เมื่อคนไข้ไปแจ้งความเพื่อนำเอาอายุความทางอาญาที่ยาวกว่ามาใช้ในการฟ้องคดีแพ่ง แต่เมื่อโรงพักขอความเห็นไปที่แพทยสภา ไม่น่าเชื่อเพียง 3-4 เดือนก็มีมติว่าไม่มีมูลแทบทุกคดี แม้กระทั่งที่สภาทนายความ ก็เชื่อว่าน่าจะมีการขอความร่วมมือจากแพทยสภา เนื่องจากมีคนของสภาทนายความเป็นที่ปรึกษาของแพทยสภา เมื่อคนไข้ไปขอความช่วยเหลือมักถูกผลักให้ไปร้องเรียนที่แพทยสภาก่อน หากมีมติว่าคดีมีมูล จึงจะดำเนินการฟ้องคดีให้

แพทยสภาชี้แจงว่าที่ทำไปเพราะได้รับการร้องขอจากทางราชวิทยาลัยว่าที่ผ่านมา พอแพทย์แสดงความเห็นแล้วบางครั้งถูกฟ้องร้อง ตรงนี้อยากให้มองบทบาทหน้าที่ของ ราชวิทยาลัย แล้วการทำอย่างนี้ถือว่าเหมาะสมหรือไม่ ?

ในความเป็นจริงแพทยสภากับราชวิทยาลัยแทบจะเป็นเนื้อเดียวกัน เนื่องจากกรรมการแพทยสภาหลายท่านก็เป็นประธานราชวิทยาลัย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีคนที่มีความเห็นต่าง มีคนเห็นต่างแต่ไม่ค่อยมีบทบาท ในการต่อสู้คดีกับคนไข้ ปกติแพทยสภาจะขอความเห็นไปยังราชวิทยาลัย รวมทั้งส่งแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากราชวิทยาลัยไปเป็นพยานให้แพทย์ในศาล เครือข่ายฯ ไม่เคยพบว่ามีราชวิทยาลัยหรือแพทย์ของราชวิทยาลัยไปเป็นพยานศาลเอง ส่วนที่อ้างว่าเป็นเพราะถูกฟ้องนั้น หากคนไข้จะฟ้องก็มีอยู่อย่างเดียวคือมีแพทย์ไปเบิกความเท็จ หากมั่นใจว่าเบิกความตรงไปตรงมา คงไม่มีศาลไหนท่านให้คนไข้ชนะหรอกค่ะ

บางครั้งความเห็นของราชวิทยาลัยที่เป็นประโยชน์ต่อคนไข้ จะมีผลต่อการพิจารณาว่าคดีมีมูลหรือไม่ หายไปหรือไม่ถูกหยิบยกขึ้นพิจารณา ยกตัวอย่างเช่น คดีลูกดิฉัน 1.แพทยสภาขอความเห็นไปยังราชวิทยาลัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในรายงานการประชุมมีความเห็นของราชวิทยาลัยอื่นครบถ้วนแต่ของราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ที่ถือว่าเกี่ยวข้องมากที่สุด หายไป 2.แพทยสภาขอความเห็นไปยังชมรมเวชปฏิบัติทารกแรกเกิดซึ่งชมรมให้ความเห็นว่า ลูกดิฉันติดเชื้อแบคทีเรียผ่านทางกระแสเลือดแล้วไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที เด็กจึงต้องพิการ แต่แพทยสภากลับไม่หยิบยกความเห็นที่เป็นคุณต่อคดีนี้ขึ้นพิจารณาแต่แพทยสภากลับไปฟังข้อสรุปที่เป็นเท็จของรพ.พญาไท 1 ว่าเม็ดเลือดขาวเป็นปกติทั้งที่ในเวชระเบียนจริงระบุว่าเม็ดเลือดขาวขึ้นสูงถึง 20,200 ตัวและห้องแล็ปทำซ้ำถึง 2 ครั้ง  เป็นต้น

บางกระแสบอกว่านี่เป็นการรวบอำนาจเบ็ดเสร็จไว้ที่แพทยสภา ?

การรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ เพื่อที่จะเข้าข้างแพทย์ด้วยกันโดยสะดวก เป็นสิ่งที่แพทยสภาทำมาตลอด ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ทุกวันนี้ประชาชนต้องหันไปพึ่งศาลปกครอง, คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบแพทยสภาอีกที แต่ก็ไม่ได้ใช้ระยะเวลาสั้นๆ เลย ทั้งที่ไม่น่าจะเป็น เพราะแพทยสภาวัตถุประสงค์ของการก่อตั้งแพทยสภาก็เพื่อคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชน และตรวจสอบมาตรฐานวิชาชีพ แต่ทุกวันนี้นอกจากไม่ได้ทำหน้าที่ที่ควรทำแล้ว กลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ขึ้นชื่อว่าแพทยสภาหากมีแต่แพทย์ไม่ว่าที่ไหนในโลกก็เข้าข้างแพทย์ด้วยกันเอง แต่ขณะนี้ประชาชนในหลายประเทศทั่วโลก เขาไม่ยอมทนกับพฤติกรรมดังกล่าวจึงมีคนนอกเข้าไปคานอำนาจ และมีหน่วยงานรัฐคุมแพทยสภาอีกที หากไม่มีความเป็นธรรม หน่วยงานรัฐจะทำหน้าที่ฟ้องศาลเพิกถอนมติเอง เช่นประเทศนิวซีแลนด์ แคนาดา อินโดนีเซีย ฮ่องกง ออสเตรเลีย ไอซ์แลนด์ มาลาวี อังกฤษ และสิงคโปร์ ที่มีกรรมการบุคคลภายนอกมากถึงร้อยละ 50 เนื่องจากการตัดสินใจของแพทยสภาเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของสังคม กระทบต่อสาธารณะเกี่ยวข้องกับบริการสาธารณสุขที่เป็นบริการจำเป็นพื้นฐานของทุกคน ดังนั้นจึงต้องโปร่งใส มีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้ง และมีผู้มีส่วนได้เสียร่วมพิจารณา  หวังว่าวันหนึ่งประเทศไทยก็ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

ถือเป็นการตัดช่องทางการช่วยเหลือของผู้ป่วย ?

แพทยสภาไม่เคยช่วยคนไข้ ตัดทุกช่องทางที่คนไข้จะได้รับความเป็นธรรม แม้กระทั่งเรื่องเวชระเบียน ที่ถือเป็นหลักฐานเดียวในที่เกิดเหตุ แพทยสภาก็ตั้งทีมหมอที่จบกฎหมายเอาไว้ช่วยหมอด้วยกัน ประกาศในเว็บไซต์ว่าหมอคนใดมีวี่แววว่าจะถูกคนไข้ฟ้องร้อง ให้ส่งเวชระเบียนไปให้ตรวจสอบก่อน ส่งผลให้คนไข้ ไม่เคยขอเวชระเบียนได้โดยง่ายแม้แต่คนเดียว ที่ผ่านมาเวชระเบียนพวกเรามักถูกแก้ไข เขียนขึ้นใหม่ หรือดึงส่วนสำคัญออกแล้วบอกว่าหายไป ทุกวันนี้คนไข้ต้องช่วยเหลือตัวเอง แม้กระทั่งไปศาล ก็ไปเจอนายกแพทยสภานำทีมไปสู้กับคนไข้ในศาล ต่างจังหวัดไกล ๆ ท่านก็ไปช่วยหมอด้วยกัน นี่มันประเทศอะไรกัน

โดยภาพลักษณ์ของแพทย์สภาตอนนี้ถูกมองด้านลบว่าเข้าข้างหมอด้วยกันเอง ?

ในสายตาคนไข้ แพทยสภาคือหน่วยงานที่ตายแล้ว เราเคยเอาพวงหรีดไปมอบให้ ด้วยหวังว่าจะสำนึกและปรับปรุงแก้ไขในสิ่งผิด แต่ก็ไม่เคยเปลี่ยนกลับหนักข้อขึ้นทุกวัน จนกระทั่งนพ.วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์ อดีตเลขาธิการแพทยสภาคนแรก ถึงกับทนไม่ได้ที่แพทยสภาทำลายศรัทธาของประชาชน ด้วยการเขียนบทความ “ภาพอัปลักษณ์ของแพทยสภา”  ให้คณะกรรมการลาออกเลิกเข้ามายุ่งกับแพทยสภาตลอดชีพ ท่านเขียนชนิดว่าถ้าคนมีสามัญสำนึกต้องเอาปี๊บคลุมหัวเดิน

กังวลหรือไม่ว่าจะเกิดการซูเอี๋ยกัน หรืออาจจะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลบางอย่างตามที่มีข่าวออกมา ?

มันเลยความกังวลไปมาก เพราะเขาซูเอี๋ยกันมาตลอด ทำให้เห็นเพราะลุแก่อำนาจ ชาวบ้านอย่างพวกเราไม่เคยมีใครทำอะไรเขาได้  แม้กระทั่งศาลปกครองมีคำพิพากษาเพิกถอนมติ เขาก็ไม่ได้ละอายใจ กลับส่งกรรมการแพทยสภาที่จบกฎหมายเข้าไปเป็นศาลปกครองให้เป็นที่ครหาอีก ว่าเอาไปดักรอตีหัวคนไข้ที่ไปฟ้องศาลปกครองหรืออย่างไร  แพทยสภาไทยอย่างหนาตราช้างไม่เคยมีหิริ โอตัปปะ อีกประการที่เครือข่ายฯ เป็นห่วงอย่างมากคือ ขณะนี้นายกแพทยสภาและพวกพ้อง เข้าไปเป็นคกก.ควบคุมคุณภาพมาตรฐาน ที่สปสช. มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการอนุมัติเงินช่วยเหลือเบื้องต้นของคนไข้บัตรทอง ตามมาตรา 41 ของพรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่งมีเพดานสูงสุดคือ 4 แสนบาท แต่กลับได้รับการอนุมัติเพียง 4-8 หมื่นบาท หากไม่พอใจให้ไปฟ้องศาลปกครอง เมื่อคนไข้ไปฟ้องและศาลปกครองสั่งให้จ่ายเพิ่ม คณะกรรมการดังกล่าวกลับยื่นอุทธรณ์  เรียกว่าเอาพฤติกรรมที่แพทยสภามาใช้ที่สปสช.ด้วย ปัญหาเดิมก็หนักอยู่แล้ว แต่หากแพทยสภาทำให้สปสช.ต้องขอความเห็นผ่านแพทยสภาอีก  รับรองได้คนไข้ไทยเดือดร้อนหนักอย่างแน่นอน  

ความคิดเห็นล่าสุด

Phusanisa Juthajarat
1 วัน 20 ชั่วโมง ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

Phusanisa Juthajarat
1 วัน 20 ชั่วโมง ago
กลับด้านบน