ปฏิรูปประเทศไทย ต้องปฏิรูประบบสาธารณสุขด้วย

Tue, 2013-12-03 18:04 -- hfocus
Print this pagePrint this page

1 ธันวาคม 2556 นี้ 1663 สายด่วนปรึกษาเอดส์และท้องไม่พร้อมเปลี่ยนเวลาให้บริการจาก 10.00-22.00 น.เป็น 09.00-21.00 น.ครับ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับบริการ

ทั้งนี้ เราพบว่ากว่า 2 เดือนที่เปิดให้บริการปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อม มีผู้รับบริการกว่า 300 ราย และร้อยละ80 ของผู้ที่โทร.มาขอรับคำปรึกษาตัดสินใจเลือกยุติการตั้งครรภ์

จริงๆ แล้ว ต้องบอกว่าคนที่โทร.เข้ามาปรึกษาตัดสินใจแล้วในระดับหนึ่งครับ เพียงแต่ต้องการข้อมูลที่รอบด้านก่อนที่จะจัดการตามสิ่งที่ได้ตัดสินใจไว้ ซึ่งข้อมูลเรื่องนี้เป็นประโยชน์มากที่จะทำให้เราเตรียมบริการที่มีคุณภาพไว้รองรับเพื่อให้ผู้รับบริการปลอดภัยมากที่สุด

บริการที่มีคุณภาพในความหมายของผมไม่ได้หมายถึงแค่หน่วยบริการ สถานที่ หรือเครื่องไม้เครื่องมือเท่านั้นแต่ยังหมายรวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพที่ผู้รับบริการควรได้รับในฐานะคนไทยคนหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นการยุติการตั้งครรภ์ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในสังคมบ้านเราก็ตาม นอกจากนี้ ยังหมายความรวมถึงกฎเกณฑ์กติกา ข้อกฎหมายต่างๆ ที่จะต้องปรับให้เอื้อกับความปลอดภัยด้านสุขภาพด้วย

ในบ้านเรา กฎหมายกำหนดให้ผู้ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์มีหน้าที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งเท่ากับว่าสังคมบ้านเรายอมรับในศักยภาพและเคารพในการตัดสินใจของเยาวชนที่จะเป็น 1 เสียงในการกำหนดทิศทางความเป็นไปของสังคมน่าเสียดายที่ในระดับบุคคลโดยเฉพาะสิทธิในเนื้อตัวร่างกายกลับพบว่าเยาวชนไม่มีอำนาจในการตัดสินใจหรือมีทางเลือกที่มากพอในการดูแลหรือจัดการภาวะสุขภาพของตัวเอง และเกือบทุกกรณีต้องทำภายใต้ความยินยอมของผู้ปกครอง

ในกรณีเอชไอวี/เอดส์ เราพบว่าเยาวชนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี แพทย์จะไม่ตรวจเลือดเพื่อหาการติดเชื้อเอชไอวีให้เนื่องจากเป็นข้อบังคับของแพทยสภา (ซึ่งผมยืนยันว่าข้อบังคับของแพทยสภาไม่มีอำนาจในการบังคับใช้เท่ารัฐธรรมนูญของประเทศที่ให้สิทธิในเนื้อตัวร่างกายแน่ๆ) ทำให้เยาวชนจำนวนหนึ่งเข้าไม่ถึงการรักษา ต้องรอให้ตัวเองป่วยเอดส์ก่อนถึงจะเข้ารับการรักษาได้ ทั้งที่หากรู้ผลเลือดเร็ว ได้รับยาต้านไวรัสเร็ว เยาวชนเหล่านี้จะไม่ป่วยปัญหาก็คือว่า หากเยาวชนต้องการตรวจเลือดจริงๆ ก็ต้องมีลายเซ็นจากผู้ปกครองยินยอมให้แพทย์ตรวจเลือดได้แต่จะมีเยาวชนสักกี่คนที่กล้าเดินไปบอกผู้ปกครองว่า "ผมขอลายเซ็นของพ่อกับแม่หน่อยครับจะไปตรวจเลือดเอชไอวี"

เช่นเดียวกับกรณีท้องไม่พร้อมและต้องการยุติการตั้งครรภ์ กฎหมายกำหนดให้เยาวชนที่อายุต่ำกว่า 15 ปีเท่านั้นที่สามารถทำได้ในทุกกรณี แต่ข้อเท็จจริงเราก็พบว่าเยาวชนอายุระหว่าง 16-18 ปีจำนวนมากที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ และไม่ว่าจะอายุ 15 หรือมากกว่า 15 แต่ไม่ถึง 18 ปี ที่ต้องการยุติการตั้งครรภ์ก็ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ปกครองในทุกกรณี

อย่างที่กล่าวในข้างต้นแล้วครับว่า ผู้รับบริการจำนวนมากของสายด่วน 1663 โดยเฉพาะกรณีปรึกษาเรื่องท้องไม่พร้อมตัดสินใจมาระดับหนึ่งแล้วก่อนขอคำปรึกษา เราอาจจะอนุมานได้ว่า เยาวชนจำนวนหนึ่งก็ตัดสินใจแล้วเช่นกันว่าจะยุติการตั้งครรภ์ไม่ว่ากฎหมายจะอนุญาตหรือไม่อนุญาต หรือผู้ปกครองจะลงชื่อยินยอมหรือไม่ก็ตาม คำถามสำคัญคือ หากไม่ล้มเลิกความตั้งใจ สิ่งที่เขาจะทำคือการหาแหล่งยุติการตั้งครรภ์ใช่หรือไม่ และหากคำตอบออกมาว่า "ใช่" เราจะรับรองได้อย่างไรว่าแหล่งบริการที่เกิดจากการเสาะแสวงหา (เท่าที่เยาวชนของเราจะหาได้) จะปลอดภัยต่อชีวิตของพวกเขา

ทั้งสองเรื่องที่ผมยกมากำลังเป็นปัญหาในสังคมบ้านเรา แม้ว่าการกำหนดอายุในการเข้ารับบริการทางสาธารณสุขของเยาวชนจะทำไปด้วยความเป็นห่วง หวังดี หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องไม่ลืมว่าเรากำลังลิดรอนสิทธิของพวกเขา เพราะข้อเท็จจริงพบว่าเยาวชนมีเพศสัมพันธ์ในอายุที่น้อยลง และการเข้าถึงการป้องกันก็เป็นไปได้ยากในเยาวชนที่อายุน้อยๆ การเข้าถึงที่ว่าหมายรวมถึงการได้เรียนเพศศึกษาและการเข้าถึงอุปกรณ์คุมกำเนิดเอาเป็นว่าถ้าเยาวชนมีเพศสัมพันธ์ไปแล้ว ยาคุมฉุกเฉินเป็นอุปกรณ์ชนิดเดียวที่พอจะลดโอกาสการตั้งครรภ์ได้แต่เราก็พบว่า สถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลไม่มียาคุมฉุกเฉินไว้บริการครับ เยาวชนจำต้องไปซื้อที่ร้านขายยา ซึ่งก็ไม่ง่ายอีกเพราะเราเคยทำกิจกรรมให้เด็กไปทดลองซื้ออุปกรณ์คุมกำเนิดแล้วพบว่า ร้านขายยาจำนวนหนึ่งไม่ยอมขายถุงยางหรือยาคุมฉุกเฉินให้กับเยาวชนเพราะทัศนคติที่ว่า เด็กๆ ไม่ใช่ "วัยอันควร"ที่จะมีเพศสัมพันธ์ เมื่อเป็นเช่นนี้ เยาวชนของเราก็ทำได้แค่รอลุ้นครับว่าเพศสัมพันธ์ครั้งนั้นจะทำให้ท้องหรือไม่

ไหนๆ สถานการณ์บ้านเมืองของเราในเวลานี้เรียกร้องการปฏิรูปประเทศ ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่นอกจากจะได้ปฏิรูปการเมืองแล้วให้ประชาชนเกิดการมีส่วนร่วมมากขึ้นแล้ว อย่าลืมครับว่าเราต้องปฏิรูประบบสาธารณสุขด้วย เพราะรากฐานของคุณภาพคน ส่วนหนึ่งมาจากสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงด้วย อย่าปฏิรูปแต่โครงสร้างโดยลืมให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรสำคัญของประเทศนะครับ

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน วันที่ 3 ธันวาคม 2556