กรมบัญชีกลางปรับเกณฑ์จูงใจเบิกจ่ายยาสามัญสิทธิ์ขรก.เพิ่มขึ้น

Thu, 2013-12-12 16:32 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กรมบัญชีกลางส่งเสริมใช้ยาสิทธิข้าราชการสมเหตุผล ปรับหลักเกณฑ์เบิกจ่ายยาชื่อสามัญเพิ่มขึ้น คาดปรับสิทธิประโยชย์สวัสดิการรักษาพยาบาล ค่าห้อง ค่าอวัยวะเทียม มีผล 1 ม.ค.57

นายมนัส แจ่มเวหา อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า ปัจจุบันรัฐบาลมีนโยบายด้านสาธารณสุขที่ส่งเสริมให้มีการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล  กระทรวงการคลังโดยกรมบัญชีกลางในฐานะผู้กำกับดูแลการเบิกจ่าย ตลอดจนกำหนดสิทธิประโยชน์รูปแบบต่างๆ สำหรับผู้มีสิทธิในระบบสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ จึงได้กำหนดมาตรการรองรับนโยบายดังกล่าวด้วยการส่งเสริมการใช้ยาในบัญชียาหลักแห่งชาติเป็นยาขนานแรก ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายด้านยาในภาพรวมมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และเพื่อให้การให้กำกับดูแลค่าใช้จ่ายในอนาคตเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กรมบัญชีกลางจึงได้กำหนดมาตรการต่อเนื่องในการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล ด้วยการปรับหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่ายาชื่อสามัญ (Generic Drug) เพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนการใช้ยาต้นแบบ (Original Drug) ที่ส่วนใหญ่มีราคาแพงและต้องนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งจากผลการวิเคราะห์ในเบื้องต้นพบว่า กรมบัญชีกลางจะสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านยาได้ประมาณร้อยละ 3 และสถานพยาบาลจะมีกำไรส่วนต่างประมาณร้อยละ 19.5

อย่างไรก็ดี กรมบัญชีกลางได้มีการเตรียมการ และกำหนดแผนการดำเนินงานในการนำงบประมาณที่ประหยัดได้มาปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ในด้านอื่นๆ ไว้แล้ว อาทิเช่น การปรับอัตราค่าห้องพิเศษจาก 600 บาท เป็น 1,000 บาท ตลอดจนกำหนดรายการอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคเพิ่มเติมกว่า 80 รายการ ได้แก่ เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าของสมองส่วนลึก (Deep Brain Stimulation) สำหรับผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน แคปซูลส่องตรวจลำไส้เล็ก (Small Bowel Videocapsule Endoscopy) เครื่องมือเย็บและตัดต่ออัตโนมัติชนิดปรับหัวได้ ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดจำนวนวันนอนในสถานพยาบาลแล้ว ยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคที่มีราคาแพงอีกด้วย

ทั้งนี้ การปรับอัตราค่าห้องและค่าอาหารและค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ในการบำบัดรักษาโรคดังกล่าว เดิมกำหนดจะประกาศใช้ 1 ธันวาคมนี้ แต่เนื่องจากมีเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองจึงคาดว่าจะมีการประกาศบังคับใช้ได้ในวันที่ 1 มกราคม 2557 โดยคาดว่าจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นประมาณ 2,000 ล้านบาท