จวกกรมบัญชีกลาง ลิดรอนขรก.เข้าไม่ถึงยา

Tue, 2013-12-17 09:03 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ASTVผู้จัดการรายวัน - ข้าราชการมีสิทธิซวยรับปีใหม่ ชมรมพิทักษ์สิทธิฯชี้ชัดประกาศกรมบัญชีกลางลิดรอนการเข้าถึงยา โรคจิตเวช สมองเสื่อม มะเร็ง ลมชัก ผลักภาระค่าใช้จ่ายให้โรงพยาบาล แพทยสภาร่วมยันยาชื่อสามัญมีไม่ครบตามยาต้นแบบ หลายตัวก็แทนกันไม่ได้วอนชะลอการบังคับใช้ หามาตรการอื่นและฟังความเห็นผู้เกี่ยวข้อง

พล.ต.หญิง พูลศรี เปาวรัตน์ ประธานชมรมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ กล่าวว่า การที่กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ออกระเบียบการเบิกจ่ายยาในระบบกองทุนสวัสดิการข้าราชการโดยการจ่ายยาชื่อสามัญ (Generic) จะให้โรงพยาบาลบวกกำไรได้สูงร้อยละ 100-200 ของต้นทุนค่ายา และการจ่ายยาต้นแบบ (Original)บวกกำไรได้ไม่เกินร้อยละ 3 ของราคาที่จัดซื้อและไม่เกินกว่าราคากลางที่คณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติกำหนด ซึ่งจะมีผล 1 ม.ค. 2557 เป็นต้นไป ถือลิดรอนสิทธิการได้รับยาและเข้าถึงยาของข้าราชการ เพราะยาชื่อสามัญยังไม่มียาที่หลากชนิดพอในการรักษาผู้ป่วยให้หายเร็วได้ อาจทำให้โรคหายช้าหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน

"ข้าราชการส่วนใหญ่ยังไม่รับรู้ประกาศดังกล่าว เพราะคำสั่งถูกส่งไปยังโรงพยาบาล จึงเหมือนถูกมัดมือชก อย่างไรก็ตาม ระเบียบดังกล่าวไม่ได้ช่วยลดค่าใช้จ่ายลงเหมือนที่กรมบัญชีกลางคาดไว้ ที่ผ่านมาชมรมฯ ได้ยื่นหนังสือถึงกรรมาธิการสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎรแล้ว หากกรมบัญชีกลางยังไม่ชะลอคำสั่งก็เท่ากับว่าข้าราชการไทยจะต้องซวยรับปีใหม่ และยังบีบงบสาธารณสุขรับปีใหม่โดยการออกคำสั่งบังคับแพทย์ในการสั่งยา"

โดยชมรมฯจะไปยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี กระทรวงการคลัง และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในวันที่ 17 ธ.ค.นี้ เพื่อให้ชะลอประกาศดังกล่าว

ด้าน พล.ต.หญิง สลิลลา วีระรัตน์ ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ในฐานะที่ปรึกษา ผอ.รพ.พระมงกุฎเกล้า กล่าวว่า ยาชื่อสามัญยังมีไม่ครบทุกตัวของยาต้นแบบ อาจส่งผลต่อการรักษาโรคบางโรค เช่น โรคจิตเวช สมองเสื่อมมะเร็ง  ลมชัก และโรคติดเชื้อบางโรค ทำให้ผู้ป่วยอาการ กำเริบหรือเกิดภาวะแทรกซ้อน ทั้งนี้รัฐบาลไม่ได้สั่งห้ามให้ซื้อยาต้นแบบ แต่การให้คิดกำไรไม่เกินร้อยละ 3 จะทำให้โรงพยาบาลขาดค่าบริหารจัดการ ส่งผลกระทบกับคุณภาพชีวิตของคนไข้ ดังนั้น กรมบัญชีกลางควรชะลอคำสั่งและกลับไปจัดการเรื่องระบบเชื่อมโยงข้อมูลดังกล่าว และมีกฎหมายที่เข้มงวดเอาผิดบริษัทยาที่ไม่ได้คุณภาพ

นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภากล่าวว่า ตามหลักการถ้าทำได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดีเพราะจะทำให้เกิดการประหยัด แต่จากการหารือกับหลายฝ่าย อาทิ ห้องยา แพทย์ ก็ไม่มีใครเห็นด้วย เนื่องจากทำให้ต้องเลิกซื้อยาหลายตัว แต่หากนำมาขายก็จะได้กำไรเพียงร้อยละ 3 ซึ่งไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น แพทย์ก็มีความเห็นว่า ยาบางตัวอาจจะทดแทนกันได้ แต่ยาหลายตัวจะมีปัญหา เพราะในระยะยาวจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนหรือเสียชีวิต

ดังนั้น แพทยสภาได้ขอให้คณะกรรมาธิการสาธารณสุข ยื่นหนังสือไปยังรัฐบาล ขอให้ชะลอการบังคับใช้ และหามาตรการอื่นเนื่องจากจะมีผู้ได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะรัฐบาลก็ยังมีข้อมูลไม่พร้อม ยังไม่เคยรับฟังความเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องว่าแต่ละฝ่ายมีมุมมองความคิดเห็นอย่างไร

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน วันที่ 17 ธันวาคม 2556