ความในใจคนงานมิชลิน “อยากกลับบ้านสงกรานต์แต่ต้องอยู่ชุมนุม”

เหลือเวลาอีกไม่กี่วันจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์กันแล้ว เทศกาลนี้ถือว่ามีความสำคัญสำหรับคนไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดที่จากบ้านเกิดมาเป็นแรงงานในเมืองใหญ่ ซึ่งนอกจากจะเป็นวันหยุดยาวประจำปีแล้ว ยังเป็นโอกาสที่จะได้พบปะสังสรรค์กับญาติพี่น้องที่นานๆจะได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม วันสงกรานต์ปีนี้ ยังมีบางคนที่แม้อยากกลับบ้านไปกราบพ่อแม่สักเพียงใด ก็ยังไม่สามารถกลับไปได้ นั่นคือสมาชิกสหภาพแรงงานมิชลินประเทศไทยหลายร้อยคน ที่กำลังชุมนุมอยู่ใต้ถุนตึกกระทรวงแรงงานมาตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2557 จนถึงขณะนี้

ทั้งนี้ กลุ่มแรงงานบริษัทสยามมิชลิน จำกัด ได้ยื่นข้อเรียกร้องปรับสภาพการจ้างงานต่อนายจ้างตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2557 ที่ผ่านมา แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ นำไปสู่การใช้สิทธิหยุดงานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานเมื่อวันที่ 13 มี.ค. 2557 จนถึงปัจจุบัน โดยย้ายมาปักหลักชุมนุมที่กระทรวงแรงงานเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2557 เพื่อเรียกร้องให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างนายจ้าง-ลูกจ้างครั้งนี้

สุชาดา ทศกิ่ง

สุชาดา ทศกิ่ง หรือ โบว์ สาวชาวโคราช หนึ่งในคนงานที่มาชุมนุม เล่าว่า ปกติเมื่อถึงช่วงสงกรานต์ก็จะกลับบ้านตลอด เพื่อไปเยี่ยมพ่อซึ่งอยู่บ้านเพียงคนเดียว และบรรดาญาติพี่น้องทั้งหลายก็จะกลับมารวมตัวกันในช่วงนี้ด้วย

ที่ผ่านมา เธอเคยทำงานเกี่ยวกับโรงแรม แต่ด้วยธรรมชาติของธุรกิจนี้จะมีคนมาใช้บริการเยอะในช่วงวันหยุด ทำให้เธอไม่มีโอกาสได้หยุด ไม่ได้กลับบ้านเหมือนคนอื่นเขา เมื่อเห็นว่างานโรงงานได้หยุดยาวหลายๆวันในช่วงเทศกาลทำให้เธอตัดสินใจย้ายมาทำงานกับบริษัทนี้

“ตอนที่แม่ยังมีชีวิตอยู่ เค้าบอกว่าอยากให้กลับมาพร้อมหน้าพร้อมตากัน ญาติพี่น้องปีหนึ่งไม่ค่อยได้เจอกัน ก็ได้เจอช่วงเทศกาล ก็อยากให้มากันครบ มันก็เป็นช่วงที่มีความหมาย ตอนที่ยังทำงานโรงแรม มีอยู่ช่วงหนึ่งที่โบว์ไม่ได้กลับ ตอนนั้นแม่ก็พูดประมาณว่าอยากให้ลูกกลับมาเหมือนลูกคนอื่นบ้าง”สุชาดา กล่าว

สุชาดา ขยายความต่อไปว่า ความรู้สึกของคนอีสานทุกครอบครัวเป็นเหมือนๆกันหมด คือพ่อแม่อยากให้ลูกกลับบ้าน เวลาเธอกลับแต่ลูกของญาติหรือคนข้างบ้านไม่ได้กลับไปด้วย ทุกคนก็จะถามถึงกัน

“เป็นเหมือนกันทุกคน เวลาโบว์กลับแต่พี่ข้างบ้าน ญาติๆกันไม่ได้กลับ พ่อแม่เค้าก็ถามถึง เพราะอยากให้ลูกกลับไปพร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเรา ครอบครัวเราก็เหมือนกัน เวลาที่ลูกไม่กลับ ก็อยากให้ลูกกลับเหมือนครอบครัวคนอื่นเขา”

เธอเล่าต่อไปว่า ความรู้สึกเวลากลับบ้านจะเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมาก ส่วนใหญ่จะอยู่บ้านทำกิจกรรมสังสรรค์ หรือทำบุญตักบาตรกับครอบครัว ต่างจากเวลาที่ต้องกลับมาทำงานใน จ.ชลบุรี ซึ่งตื่นเช้ามาก็ออกไปทำงานตามหน้าที่ ทำงานไปให้ผ่านไปวันๆ

“เวลาทำงานมันเหมือนกับทำตามหน้าที่ เพราะชีวิตเรามันต้องกินต้องอยู่ต้องใช้ ต้องทำเพื่อตัวเองเพื่อครอบครัวด้วย”สุชาดา กล่าว

อย่างไรก็ตาม เมื่อปีนี้มีข้อพิพาทแรงงานจนต้องชุมนุมยืดเยื้อ ทำให้โบว์ตัดสินใจไม่กลับบ้านในวันสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้

“ถามว่าช่วงเทศกาลอยากกลับบ้านไหม อยากกลับมาก อยากกลับไปเจอญาติพี่น้อง เจอพ่อ คุยกับพ่อ พ่อก็บอกว่าถ้ามีเวลาก็กลับมาบ้างก็ได้ 1-2 วันก็ยังดี มาเจอหน้ากัน แต่เราก็อยากให้การชุมนุมมันจบไวๆ จะได้กลับอย่างมีความสุข ถ้ากลับบ้านช่วงนี้มันก็เหมือนกับทิ้งเพื่อน”สุชาดา กล่าว

เธอเล่าว่าทุกวันนี้ จะโทรศัพท์ติดต่อสื่อสารกับคุณพ่อตลอด พยายามเล่าให้พ่อสบายใจว่าเจรจาคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว

“เค้าก็ให้กำลังใจเรานะ พวกเรารู้ตัวดีอยู่แล้วว่าเกิดมาเป็นชาวไร่ชาวสวน ไม่ได้เกิดมาสูงศักดิ์ เราต้องทำมาหากิน เราต้องสู้ เค้าก็ให้กำลังใจว่าถ้าได้สู้ ก็สู้ให้มันสุดๆไปเลย ไม่ต้องกลัวอะไรแล้ว พ่อเข้าใจ”สุชาดา กล่าว

นอกจากการติดภารกิจชุมนุมแล้ว ยังมีปัจจัยเรื่องเงินที่ทำให้เพื่อนคนงานหลายๆคนไม่กลับบ้าน เพราะตั้งแต่นัดหยุดงาน 13 มี.ค. 2557 ที่ผ่านมา ก็ไม่มีรายได้เข้ามาเลย

“ปกติกลับบ้านก็เอาตังค์ไปฝากพ่ออย่างเดียว เพราะเราไม่รู้ว่าเค้าอยากได้อะไร ให้ตังค์ดีที่สุด และเท่าที่คุยกับเพื่อนๆ หลายคนก็อยากกลับนะ แต่ไม่มีเงินเพราะกลับไปแล้วค่าใช้จ่ายมันเยอะ ถ้าทำงานอยู่ที่เดียวกัน พ่อแม่เพื่อนก็จะถามว่าได้ข่าวไหม ทำไมถึงไม่กลับมา เราก็ไม่กล้าพูดว่าเพื่อนไม่มีตังค์ หรือเพื่อนก็ไม่กล้าพูดว่าตังค์มันไม่ออกนะ ก็ต้องพูดว่าสงสัยทำโอที งานเยอะ ก็ต้องปัดไปแบบนี้เพื่อให้พ่อแม่สบายใจ”โบว์ กล่าว

เรื่องเงินนี้ แม้คนที่บ้านจะบอกว่าไม่มีเงินก็ไม่เป็นไร ขอแค่ให้ลูกกลับบ้านมาเจอหน้ากันก็พอ แต่สำหรับในมุมคนเป็นลูกแล้ว จะรู้สึกละอายหากต้องกลับบ้านไปตัวเปล่า

“บางคนเค้าคิดว่าถึงที่บ้านจะบอกว่าไม่มีตังค์ก็ไม่เป็นไร แต่เราทำงานแล้ว มีรายได้แล้ว ถ้ากลับไปแล้วไม่มีอะไรเลย เราก็รู้สึกละอายใจ เราก็อยากให้เขาเหมือนคนอื่นบ้าง อย่างน้อยก็มีเงินให้พ่อให้ชื่นใจ อยากซื้อโน่นซื้อนี่ไปฝากพ่อ ฝากญาติ ฝากทุกคน”โบว์ กล่าวทิ้งท้าย

เช่นเดียวกับ เกียรติศักดิ์ บุญเปี่ยม  หรือ โก้  หนุ่มชาวจันทบุรี ก็เป็นอีกคนที่ไม่ได้กลับไปเยี่ยมพ่อแม่ในช่วงสงกรานต์ที่จะถึงนี้

“ปีนี้ที่ไม่ได้กลับเพราะเรามีนัดหยุดงาน แล้วนายจ้างไม่ได้จ่ายเงินทั้งโบนัส ทั้งเงินเดือนเพราะเราหยุดงานกันตั้งแต่วันที่ 13 มี.ค. จนถึงวันนี้เราก็ไม่มีรายได้แล้ว ก็คงไม่มีเงินที่จะกลับบ้าน ก็ต้องรอให้เรื่องจบก่อน ครั้นว่าจะเอาเงินจากทางบ้านมาใช้เดินทาง ทางบ้านก็ไม่ค่อยมีเงิน มีแต่ว่าช่วงเทศกาลที่เรามีเงินก้อนก็จะเอาไปให้”

สำหรับโก้ มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปทำงานมีครอบครัวในที่ต่างๆ และจะกลับมารวมตัวกันในช่วงสงกรานต์ของทุกปี และเป็นธรรมเนียมของครอบครัวนี้ที่เหล่าพี่น้องจะเอาหลานๆไปเจอกันด้วย

โก้เล่าต่อว่าถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้คุยกับทางบ้านเลยว่าจะทำอย่างไร น้องก็อยากให้กลับ แต่ก็บอกไปว่าคงต้องเลื่อนไปก่อน ให้น้องกลับบ้านไปคนเดียวแล้วเขาจะตามไปทีหลัง

ปัญหาอีกอย่างที่ตามมาคือ ตอนนี้ลูกชายโก้อายุ 13 ขวบ กำลังจะย้ายโรงเรียนเพื่อเรียนต่อในชั้น ม.1 แล้ว แต่เมื่อนัดหยุดงานก็ไม่มีรายได้เข้ามาเลย ขณะที่มีรายจ่ายเกี่ยวกับค่าเทอม ค่าชุดนักเรียนของลูกรออยู่

“เงินสำรองก็ไม่มีเลย เงินเดือนผม รวมๆค่าโน่นค่านี่แล้วได้ประมาณ 1.6 หมื่น แต่ทำมาได้ก็ใช้ไปหมด เงินขนาดนี้ถ้าอยู่คนเดียวไม่ฟุ่มเฟือยมันก็พออยู่ได้ แต่ถ้ามีครอบครัวมันก็ไม่พอ ผมยังคิดอยู่เลยว่าเราเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียไม่ได้แล้วหรือ”โก้ กล่าวทิ้งท้าย

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กลับด้านบน