จับตาเขตสุขภาพสธ.เดินหน้าปีที่ 2 กระจายอำนาจได้จริงหรือไม่ ?

เป็นเวลา 1 ปีมาแล้ว ที่กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าเขตบริการสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) โดยตั้งเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพมากขึ้น โดยรวมการบริหารจัดการในระดับเขต ที่ผ่านมา สถาบันวิจัยระบบสุขภาพ (สวรส.) หน้าที่ศึกษาวิจัย ข้อดี ข้อเสียของการแบ่งเขตสุขภาพ ก่อนที่จะได้นำไปปฏิบัติจริง  เพื่อให้การดำเนินงานปฏิรูประบบสุขภาพของไทยได้ก่อประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ 

ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ ผู้จัดการแผนงานวิจัย และรอง ผอ.ฝ่ายบริหาร สวรส. กล่าวถึงที่มาที่ไปของการแบ่งเขตบริการสุขภาพว่า  สวรส.มีหน้าที่และบทบาทในการศึกษาวิจัยเรื่องของการแบ่งเขตบริการสุขภาพ ซึ่งจากเดิมเราใช้คำว่า "เขตสุขภาพ" ไม่ใช่ "เขตบริการสุขภาพ" เหมือนทุกวันนี้ โดยมีจำนวนประชากรเป็นตัวกำหนด แบ่งเป็นทั้งหมด 12 เขต และมี กทม.เป็นเขตที่ 13 เริ่มต้นจำนวนประชากรที่ 3-6 ล้านคน 1 เขตจะมี 8 จังหวัด น้อยสุดมี 4 จังหวัด ยกเว้น กทม.ที่เป็น 1 เขต 1 จังหวัด จะมีการเรียกชื่อเขตบริการสุขภาพ เป็นคำที่มีอยู่ในแต่ละจังหวัด ซึ่งจะเป็นการปรับการทำงานให้เป็นหนึ่งเดียวระหว่าง สธ. ผู้ที่กำหนดนโยบายหลัก และ สปสช. ผู้ถืองบประมาณ ให้มีความสอดคล้องกัน ซึ่งในความจริงในต่างประเทศมีการแบ่งพื้นที่เขตสุขภาพมาก่อนประเทศไทย ทั้งสองหน่วยงานมีจุดหมายการทำงานเดียวกันคือ ยึดประโยนชน์ของประชาชนหลัก โดยมี SERVICE PLAN เป็นเครื่องมือในการทำงาน 10 ด้านด้วยกัน เช่น หัวใจและหลอดเลือด ทารกแรกเกิด งานด้านจิตเวช เป็นต้น

ทั้งนี้ในการแบ่งเขตสุขภาพนั้น สวรส. ได้ระบุไว้ว่า จะต้องมีการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ จะต้องมีการประสานงานที่ดี และมีเจ้าหน้าที่เพียงพอ โดยมีผู้บริหารเขตหรือคณะกรรมการมาจากตัวแทนทุกภาคส่วน ทั้ง สธ. สปสช. ท้องถิ่น และภาคประชาชน แต่ในความเป็นจริงที่ผ่านมา 1 ปี ผู้บริหาร สธ.ขอให้ผู้บริหารเขตสุขภาพเป็นคนของ สธ.ทั้งหมด ซึ่งหลังจากนี้ไปต้องจับตามองกันว่า ทุกภาคส่วนจะได้มีส่วนร่วมในการบริหารเขตบริการสุขภาพของพวกเขาหรือไม่ ? และการบริหารงานจะครอบคลุมทั้ง 3 มิติตามงานวิจัยในเบื้องต้นหรือไม่ ?

การแบ่งเขตบริการสุขภาพนี้มีข้อดีคือ เป็นการกระจายอำนาจลงสู่ภูมิภาค ส่งผลให้มีการบริหารจัดการได้อย่างรวดเร็ว ส่วนข้อเสียในวันนี้ คือ ขาดบุคลากร ยังไม่มีกฎหมายรองรับ และการบริหารงานยังไม่ชัดเจน 

ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวว่า ขณะเดียวกันความขัดแย้งของผู้บริหาร สธ.และ สปสช.ตามที่เป็นข่าวนั้น ทำให้เกิดข้อสงสัยกันว่า กันแบ่งเขตบริการสุขภาพในครั้งนี้มีประโยชน์แอบแฝงหรือไม่ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของทีม นพ.ไพบูลย์ สุริยะวงศ์ไพศาล ในโครงการศึกษาเพื่อการพัฒนาการจัดการระบบสุขภาพในระดับเขต โดยสรุปพบว่า การเปลี่ยนแปลงของผู้บริหาร สธ.ในครั้งนี้มีนัยยะแอบแฝงหรือไม่ มีการผลักดันเรื่องงบประมาณที่ สปสช.เป็นผู้ดูแล ให้เป็นไปในทิศทางที่ สธ.ต้องการ ขณะที่ผู้บริหารส่วนภูมิภาคของ สธ. ยังมีช่องว่างการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

"ผู้ใหญ่ 2 ฝ่ายทะเลาะกัน คนภายนอกมองว่า มีผลกระทบต่อผู้ปฏิบัติงาน แต่ในทางปฏิบัติพบว่า ไม่มีผลกระทบ เพราะผู้ที่ปฏิบัติงานยังสามารถพูดคุย และประสานงงานกันได้ ตัวอย่างเช่น เขต 8 อุดรธานี ทั้งสำนักงานเขตของสปสช. และสำนักงานเขตของสธ. ปัจจุบันเป็นเขตเดียวที่ประสบความสำเร็จในการทำงานของทุกฝ่าย และยังสามารถดึงภาคเอกชนมาร่วมในการทำงานได้อีกด้วย"

ส่วนที่มีกระแสข่าวออกมาว่า สธ.ต้องการจะดึงงบประมาณจาก สปสช.ไปดูแลเองนั้น ผศ.ดร.จรวยพร กล่าวว่า ต้องขอขอบคุณ นพ.สงวน นิตยารัมพงศ์ ผู้ริเริ่มการก่อตั้งสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ที่มีความรอบคอบ ทำให้หน่วยงานและการทำงานของ สปสช.มีกฎหมายรองรับ ซึ่งในอนาคตหากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ จะต้องมีการแก้กฎหมายเท่านั้น

"ทาง สวรส.เองนั้นคงต้องจับตาดูกันว่า เมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ของการแบ่งเขตบริการสุขภาพ ผู้บริหารสธ.จะทำตามที่ขอไว้หรือไม่ จะมีการกระจายอำนาจได้จริงหรือไม่ และทุกภาคส่วนจะได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการพื้นที่ของเขาหรือไม่ ทั้งนี้อยากให้ทุกฝ่ายยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จะดีที่สุด" รอง ผอ.ฝ่ายบริหาร สวรส. กล่าวสรุป
 

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

สมยศ ศุภกิจไพบูลย์
11 ชั่วโมง 13 นาที ago
สุรศักดิ์
14 ชั่วโมง 50 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

สมยศ ศุภกิจไพบูลย์
11 ชั่วโมง 13 นาที ago
สุรศักดิ์
14 ชั่วโมง 50 นาที ago
กลับด้านบน