หมอรัชตะยัน 10 นโยบายเห็นผลใน 1 ปี เตรียม 6 โครงการของขวัญปีใหม่คนไทย

Mon, 2014-10-20 15:42 -- hfocus
Print this pagePrint this page

รมว.สธ. ประชุมผู้บริหารส่วนกลาง ภูมิภาค และองค์กร ส.ในกำกับ ขับเคลื่อน 10 นโยบายเห็นผลใน 1 ปี เช่น ลดเหลื่อมล้ำ 3 กองทุน แก้ปัญหานโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินมาตรฐานเดียว เตรียม 6 โครงการ มอบเป็นของของขวัญปีใหม่ประชาชน ใส่รากฟันเทียม ฟันเทียมให้ผู้สูงอายุ ผู้พิการกว่า 40,000 ราย ฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบแก่ผู้ใหญ่ จัดทีมหมอประจำครอบครัวดูแลสุขภาพทุกครัวเรือน จัดทีมดูแลผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่ในระยะพึ่งพิง ผ่าตัดตาต้อกระจก และจัดหน่วยดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายก่อนเสียชีวิต พร้อมเดินหน้านโยบาย

วันนี้ (20 ตุลาคม 2557) ที่โรงแรมเซนทรา ศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซนเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กทม. ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทวงสาธารณสุข นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทวงสาธารณสุข นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมผู้บริหารระดับสูงส่วนกลาง อธิบดีกรมวิชาการต่างๆ ผู้แทนจากหน่วยงานในกำกับได้แก่ สปสช. สช. สพฉ. สวรส. สสส. สรพ. องค์การเภสัชกรรม รพ.บ้านแพ้ว สถาบันวัคซีนแห่งชาติ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ผู้แทนจากโรงพยาบาลชุมชน สำนักงานสาธารรณสุขอำเภอ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล หัวหน้ากลุ่มพัฒนายุทธศาสตร์ และหัวหน้ากลุ่มงานประกันสุขภาพ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด รวมประมาณ 1,000 คน เพื่อถ่ายทอดและขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขสู่การปฏิบัติในพื้นที่ ในปีงบประมาณ 2558

ศ.นพ.รัชตะกล่าวว่า ในวันนี้เป็นสัปดาห์ที่ 5 หลังรับตำแหน่ง ได้วางแนวทางการทำงานแบบมีส่วนร่วมจากการประชุมปรึกษาหารือ การตรวจเยี่ยมกรมวิชาการ สถาบันในกำกับ กลุ่มประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน กลุ่มวิชาชีพต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนกำหนดเป็นนโยบายที่จะสร้างประโยชน์ประชาชนอย่างเต็มที่ ตามนโยบายรัฐบาลในระยะที่ 2 คือการปฏิรูปประเทศให้พัฒนาอย่างยั่งยืน สร้างความสมานฉันท์ ปรองดองคนในชาติ โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นให้กระทรวงต่างๆ สร้างความโปร่งใส ปลอดการฉ้อราษฎร์บังหลวง และมอบแนวทางการทำงาน 4 ข้อ คือทำทันที ทำอย่างจริงจัง ทำให้เห็นผลสัมฤทธิ์ และทำอย่างต่อเนื่อง และให้ทุกกระทรวงจัดโครงการที่รูปธรรมเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2558 แก่ประชาชนไทย

ศ.นพ.รัชตะกล่าวต่อว่า นโยบายกระทรวงสาธารณสุข จะยึดหลักการสำคัญมุ่งเน้น 4 เรื่อง คือประโยชน์ที่จะเกิดกับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม เสมอภาค ดำเนินให้เสร็จภายใน 1 ปีและมีผลต่อเนื่องระยะยาวยั่งยืน การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนของสังคมอย่างกว้างขวางบนพื้นฐานข้อมูลเชิงประจักษ์ และการพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพ ให้ทำงานอย่างมีความสุขและภาคภูมิใจ

สำหรับนโยบาย 10 ข้อที่จะดำเนินการให้เป็นรูปธรรมภายใน 1 ปี และมี 6 โครงการที่จะมอบเป็นของขวัญปีใหม่ปี 2558 แก่ประชาชน มีดังนี้ 1.โครงการใส่รากฟันเทียมและฟันเทียมพระราชทานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ โดยใส่รากฟันเทียมผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส 8,400 ราย และใส่ฟันเทียมผู้สูงอายุ 35,000 ราย 2.โครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา โดยฉีดวัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก แก่ประชาชนอายุ 20-50 ปี โดยนำร่องในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างตุลาคม- ธันวาคม 2557 และขยาย ครอบคลุมทั่วประเทศในปี 2558

3.การพัฒนาทีมหมอประจำครอบครัว ดูแลประชาชนในชนบททุกหมู่บ้านทุกครัวเรือน ให้คำปรึกษา ดูแลถึงบ้านและประสานการส่งต่อ เสริมความเข้มแข็งระบบบริการพื้นฐาน มีแพทย์โรงพยาบาลชุมชนเป็นที่ปรึกษา ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายใน 1มกราคม 2558 4.โครงการตรวจคัดกรองจำแนกกลุ่มผู้สูงอายุตามภาวะพึ่งพิง และจัดทีมดูแลถึงบ้านจังหวัดละ1-3 อำเภอ อำเภอละ 1-3 ตำบล ดำเนินการใน 20 จังหวัดแรกภายในธันวาคม 2557 และทั่วประเทศในเมษายน 2558

5.โครงการคัดกรองและผ่าตัดตาต้อกระจกที่เป็นสาเหตุตาบอดให้ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ภายในธันวาคม 2557 และทั่วประเทศภายในกันยายน 2558 จะเน้นมีการแก้ไขผู้ที่สายตาพิการจากต้อกระจกให้กลับมามองเห็น โดยให้โรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไป พัฒนานวัตกรรมบริหารจัดการให้ดีขึ้น ลดคิวรอรักษาให้สั้นลง และ 6.โครงการจัดตั้งหน่วยประคับประคองดูแลผู้ป่วยที่อยู่ในระยะสุดท้ายก่อนเสียชีวิต ในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปทุกแห่ง อย่างน้อย 1 ยูนิต ภายในธันวาคม 2557 โดยมีพยาบาลผ่านการอบรม ปฏิบัติงานเต็มเวลา อย่างน้อย 1 คน และขยายลงโรงพยาบาลชุมชนอีก 300 แห่ง ภายในกันยายน2558 เพื่อดูแลบรรเทาความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วยในระยะสุดท้ายก่อนเสียชีวิต เพิ่มขวัญกำลังใจแก่ญาติ

สำหรับนโยบาย 10 ข้อประกอบด้วย 1.โครงการเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเทิดพระเกียรติพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เช่น โครงการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดสารไอโอดีน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาสติปัญญาคุณภาพคนไทย เน้นเป้าหมาย 2 เรื่อง คือ เน้นให้หญิงตั้งครรภ์ได้รับยาเสริมสารไอโอดีนครบ 100 เปอร์เซ็นต์ และสร้างคุณภาพเกลือและอาหารให้มีมาตรฐานไอโอดีนตามกฎหมายกำหนด ภายในเดือนเมษายน 2558 และฉีดวัคซีนป้องกันคางทูมและหัดเยอรมัน ในกลุ่มเด็กอายุ 2 ปีครึ่ง - 7 ปี ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ตั้งแต่พฤษภาคม- ธันวาคม 2558 2. พัฒนาระบบบริการสุขภาพให้คนไทยทุกคนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง เน้นการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิในเขตเมืองและชนบท การพัฒนาระบบประกันสุขภาพ 3 กองทุนให้มีความกลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งเรื่องสิทธิประโยชน์ การเข้าถึงบริการ การสนับสนุนทางการเงิน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้ตั้งกรรมกรรมการ 1 ชุดดูแลเรื่องนี้ มีดร.อัมมาร สยามวาลา เป็นประธาน รวมทั้ง การเร่งรัดบริการการแพทย์ฉุกเฉิน ตามนโยบายใช้บริการได้ทุกที่ ฟรีทุกสิทธิ์ ได้ให้สปสช.ดึงภาคเอกชนเข้ามาร่วมในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินด้วย

3.การสร้างเสริมสุขภาพประชาชนตลอดชีวิตทุกกลุ่มวัย เช่นกลุ่มแม่และเด็ก เน้นโภชนาการ การฝากครรภ์ คลอดอย่างปลอดภัย กลุ่มเด็กปฐมวัยเน้นการดูแลโภชนาการ ให้เด็กมีสติปัญญาพร้อมเรียนรู้ กลุ่มเด็กวัยเรียนจะเน้นเรื่องโภชนาการ สิ่งแวดล้อม ค่านิยม ให้เป็นคนที่สมบูรณ์ ส่วนกลุ่มวัยรุ่นเน้นการสร้างภูมิคุ้มกันต่อสิ่งยั่วยุ ยาเสพติด ป้องกันการตั้งครรภ์วัยรุ่น เพื่อพัฒนาคุณภาพคนไทยรุ่นใหม่ ให้สมบูรณ์แข็งแรง กลุ่มวัยทำงาน ผู้สูงอายุ เน้นการลดโรคไม่ติดต่อ กระตุ้นออกกำลังกาย ให้เจ็บป่วยน้อยที่สุด การคุ้มครองผู้บริโภค อาหารปลอดภัย การป้องกันการบาดเจ็บ เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจร ในเทศกาลต่างๆ 4.การทำงานอย่างมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ขณะนี้ มี 3 โครงการ ที่จะบูรณาการทำงานร่วมกับกระทรวงด้านสังคม เช่นมหาดไทย วัฒนธรรม พัฒนาสังคมฯ และไอซีที ได้แก่ การสร้างเสริมสุขภาพคนไทยทุกกลุ่มวัยครบวงจร ผู้สูงอายุ และข้อมูลสุขภาพอิเลคทรอนิกส์

5.การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการบุคลากรสุขภาพ ทั้งการวางแผนผลิต การกระจาย เสริมสร้างขวัญกำลังใจ 6.สร้างความมั่นคงระบบยา วัคซีน เวชภัณฑ์ เร่งรัดสร้างโรงงานวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขององค์การเภสัชกรรมให้เสร็จโดยเร็ว 7.การจัดการโรคติดต่อและภัยคุกคามสุขภาพ ที่สำคัญขณะนี้คือการรับมือโรคอีโบลา โดยจะประชุมคณะกรรมการโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติเร็วๆนี้ 8.สนับสนุนการพัฒนาระบบสุขภาพโลก ซึ่งเรากำลังจะเข้าสู่อาเซียน ไทยสามารถใช้จุดแข็งด้านสุขภาพเป็นผู้นำ ช่วยประเทศเพื่อนบ้าน โดยเป็นศูนย์วิชาการฝึกอบรมบุคลากรในภูมิภาคเพื่อสร้างสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ 9.สนับสนุนการวิจัยอย่างครบวงจร ไม่ซ้ำซ้อน นำข้อมูลมาปรับนโยบาย และกระบวนการแก้ปัญหาสุขภาพ และ10.การสร้างธรรมาภิบาลในกระทรวงสาธารณสุข ทำกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นกระทรวงสีขาว มีแนวทางจัดซื้อจัดจ้างที่ชัดเจน มีผู้แจ้งเบาะแสการทุจริตในโรงพยาบาลต่างๆ และได้รับการคุ้มครอง

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ปฏิรูประบบบริการมี 3 เรื่อง เป้าหมายคือประชาชนสุขภาพดี เจ้าหน้าที่มีความสุข ได้แก่ 1.ธรรมาภิบาล ในช่วง 1 ปีมานี้ได้มีประชาคมสาธารณสุขซึ่งมีตัวแทนสหวิชาชีพจาก 30 กว่าชมรม เชื่อมโยงกับสมาคมข้าราชการพลเรือน มหาวิทยาลัย เพื่อปกป้องสิ่งดีๆให้กระทรวงและประเทศ ขณะนี้ได้จัดทำระเบียบกระทรวงฯ เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างและเกณฑ์จริยธรรมการรับการสนับสนุน เสร็จแล้ว พร้อมประกาศใช้ รวมทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นธรรม และอยู่ระหว่างการประเมินรูปธรรมของการจัดบริการสุขภาพที่ดีสำหรับประชาชน และในปีนี้จะเพิ่มการตรวจสอบการใช้งบประมาณ 2 แสนล้านบาท ทั้งในส่วนของกระทรวงและงบหลักประกันสุขภาพ ให้ทุกภาคส่วนร่วมตรวจสอบ ซึ่งกระทรวงฯ ได้ร่วมกับปปช.ทำกลไกตรวจสอบ 2 กลุ่ม คือ อสม. และพยาบาลในโรงพยาบาล เชื่อมกับศูนย์ป้องกันต่อต้านการทุจริต เพื่อให้การใช้งบประมาณลงไปถึงประชาชน

ประเด็นที่ 2 การปฏิรูประบบสุขภาพในศตวรรษที่ 21 ได้ร่วมมือกับภาคีสุขภาพ ทั้งรัฐเอกชน ดำเนินการในรูปเขตสุขภาพ เป็นเวลา 2 ปีแล้ว สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลข้อ 5.2 โดยเขตสุขภาพมีหัวใจคือการจัดบริการร่วม และการบริหารจัดการร่วมกันภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมในระดับเขต ทุกหน่วยงานภายในเขตร่วมกันวางระบบบริการ ประเด็นที่ 3 คือการประเมินการใช้งบประมาณ ประชาชนได้รับบริการครบถ้วนหรือไม่ โดยกระทรวงฯมีแนวคิดกระจายงบประมาณไปที่เขตบริการสุขภาพ เพื่อให้เกิดประโยชน์ในพื้นที่ รพ.ขาดทุนได้รับการช่วยเหลือ มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ซึ่งขณะนี้บุคลากรสาธารณสุขมีจำนวน 1 ใน 3 ของระบบ แต่ทำงานมากถึง 2 ใน 3 ของการจัดบริการประชาชน โรงพยาบาลของกระทรวงฯ จึงเป็นโรงพยาบาลของประชาชน