รามาเปิดตัว 'ไทยนิพท์' วิธี ใหม่ตรวจคัดกรองทารกกลุ่มอาการดาวน์

คณะแพทย์ รามาธิบดี เปิดตัว "ไทยนิพท์" วิธีตรวจคัดกรองหาทารกกลุ่มอาการดาวน์ที่วิเคราะห์-รายงานผลได้ครบวงจรแห่งแรกของไทย ชี้แม่นยำเทียบเท่าเจาะน้ำคร่ำ ลดเสี่ยงกระทบแม่เด็ก  รู้ผลใน 1 สัปดาห์ แนะหญิงตั้งครรภ์ช่วง 10-24 สัปดาห์ตรวจ แต่ไม่แนะนำในครรภ์แฝด เตรียมเปิดให้บริการ ธ.ค.นี้

นสพ.กรุงเทพธุรกิจ : วานนี้ (27 พ.ย.) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี สาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกปริกำเนิด ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา ศูนย์จีโนมทางการแพทย์ โครงการพัฒนาศักยภาพประชากรไทย และศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ ร่วมกันพัฒนาความเลิศในด้านการตรวจกรองสารทางพันธุกรรมทารกในครรภ์ โดยเปิดตัวโครงการตรวจสารพันธุกรรมของทารกในครรภ์จากเลือดมารดา หรือ Thai Noninvasive Prenatal Test : Thai NIPT (ไทยนิพท์)

รศ.นพ.พัญญู พันธ์บูรณะ อาจารย์จากสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารกปริกำเนิด คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า จากปัญหาทางสาธารณสุขของประเทศในเรื่องทารกพิการแต่กำเนิด ซึ่งการเกิดภาวะทารกพิการแต่กำเนิดนั้นเกิดจากโครโมโซมที่ผิดปกติ พบได้บ่อยคือ โครโมโซม 21 หรือกลุ่มอาการดาวน์ ซึ่งเป็นการผิดปกติหลายระบบ โดยเฉพาะด้านสติปัญญาที่ต่ำกว่าปกติ หรือที่เรียกว่าเด็กปัญญาอ่อน

เขากล่าวว่า ขณะนี้อุบัติการณ์กลุ่มอาการดาวน์ พบประมาณ 1.3 ต่อทารกเกิดมีชีพ 1,000  คน ส่วนใหญ่จะพบในกลุ่มคุณแม่อายุ 35 ปีขึ้นไปตั้งครรภ์มากกว่าคุณแม่อายุน้อยๆ ตั้งครรภ์ เนื่องจากไข่ของคุณแม่จะอายุเท่ากับคุณแม่ ถ้าคุณแม่อายุ 40 ปีไข่ก็จะอายุ 40 ปี ไข่จะไม่มีการสร้างใหม่ ซึ่งแตกต่างจากสเปริมของคุณพ่อที่ทุก 3 เดือนจะมีการสร้างใหม่

ดังนั้น ไข่อายุมากขึ้นเวลาแบ่งเซลล์ของโครโมโซมก็จะมีความผิดปกติมากขึ้น เพราะฉะนั้นกลุ่มอาการดาวน์ต้องตรวจจากคุณแม่ ตอนนี้คุณแม่อายุมากแพทย์ก็จะแนะนำให้ตรวจคัดกรองหรือตรวจเจาะน้ำคร่ำ

รพ.นพ.พัญญู กล่าวต่อว่า สำหรับการตรวจคัดกรองในปัจจุบันนั้น จะเป็นการอัลตราซาวด์ ตรวจสารชีวเคมีเลือด ซึ่งเป็นการตรวจตามมาตรฐานต่างๆ เป็นการตรวจทางอ้อม ไม่ได้เป็นการตรวจวินิจฉัย ความแม่นยำก็ไม่ได้มาก แต่ถ้าจะให้ตรวจวินิจฉัยตรวจโครโมโซม และดีเอ็นเอ แล้วมีผลที่แม่นยำนั้นต้องตรวจเจาะน้ำคร่ำ ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร ติดเชื้อ คลอดก่อนกำหนด หรือถ้าเจาะน้ำคร่ำไม่ดีอาจจะไปถูกอวัยวะของเด็กได้

ดังนั้น โครงการไทยนิพท์ จะเป็นการตรวจคัดกรองที่มีความแม่นย่ำสูงเทียบเคียงกับการตรวจวินิจฉัยอย่างการเจาะน้ำคร่ำ โดยเป็นการตรวจหาสารทางพันธุกรรม หรือ ดีเอ็นเอ ของทารกจากเลือดสตรีตั้งครรภ์ โดยอาศัยเทคโนโลยีการถอดรหัสพันธุกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงที่ล้ำยุค มีความไว้ ความจำเพาะ ความละเอียดและรวดเร็ว ทำให้สามารถตรวจหากลุ่มอาการดาวน์ของทารกในครรภ์จากเลือดของมารดาด้วยความไว ร้อยละ 99 มีผลบวกลวงน้อยกว่าร้อยละ 1 ซึ่งนับว่าดีที่สุดสำหรับการตรวจคัดกรองในปัจจุบัน

"ถือเป็นวิวัฒนาการทางการแพทย์ เป็นโครงการที่สามารถพัฒนาขีดความสามารถในการดำเนินการตรวจวิเคราะห์และรายงานผลโดยไม่จำเป็นต้องส่งเลือดออกไปตรวจสอบยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของไทยที่มีการตรวจวิเคราะห์และรายงานผลอย่างครบวงจร"

เขากล่าวว่า ขณะนี้แม้โรงพยาบาลรัฐ หรือโรงพยาบาลเอกชนต่างๆ จะมีการตรวจคัดกรองโดยวิธีการตรวจหาสารทางพันธุกรรม เพียงการเจาะเลือดของคุณแม่ ดังเช่นโรงพยาบาลรามาธิบดี แต่ทุกแห่งต้องส่งเลือดออกไปตรวจสอบยังต่างประเทศ ทำให้เสียดุลการค้า เสียค่าใช้จ่าย รวมถึงเป็นการป้องกันการเก็บข้อมูลดีเอ็นเอของคนไทยอีกด้วย เพราะการที่ส่งเลือดของคนไทยไปต่างชาติ ทำให้ต่างชาติทราบความลับดีเอ็นเอของคนก็อาจจะทำให้ต่างชาติผลิตยามาขายคนไทย

อย่างไรก็ตาม การตรวจวิธีนี้ถือจะมีความแม่นยำสูงมาก แต่หากผลออกมาว่ามีความเสี่ยงที่เด็กทารกในครรภ์จะมีอาการดาวน์ ก็ต้องตรวจวินิจฉัย เช่น การเจาะน้ำคร่ำเพื่อตรวจวินิจฉัยให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น แต่หากไม่พบความเสี่ยง คุณแม่ก็จะไม่เจ็บจากการถูกเจาะน้ำคร่ำ ไม่เสี่ยงต่อการแท้งลูก

นอกจากนั้น การตรวจวิเคราะห์และรายงานผลโครงการไทยนิพท์ยังสามารถตรวจคัดกรองหาทารกที่มีความผิดปกติของโครโมโซมอื่นๆ ได้อีก ตลอดจนโครโมโซมเพศหญิงและเพศชายได้

รศ.นพ.พัญญู กล่าวอีกว่า โรงพยาบาลรามาธิบดีเป็นโรงพยาบาลของรัฐที่ไม่มุ่งหวังกำไร ทำให้ได้ต้นทุนที่ถูกลง ถูกกว่าในต่างประเทศ เพื่อทำทุกอย่างให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงบริการได้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน โดยคุณแม่ไม่ว่าจะอายุมากหรือน้อย ก็ควรจะตรวจคัดกรอง โดยอายุครรภ์ที่แนะนำให้ตรวจ คือช่วง 10-24 สัปดาห์ ไม่แนะนำให้ตรวจในครรภ์แฝด และสามารถรายงานผลได้ภายใน 1 สัปดาห์

ทั้งนี้ การตรวจวิธีนี้เป็นการตรวจทางเลือกจึงยังไม่สามารถครอบคลุมการเบิกจ่ายจากรัฐบาลได้ โดยค่าบริการในการตรวจสำหรับสตรีที่ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี 14,000 บาท และจะเริ่มเปิดรับบริการได้ภายในเดือน ธ.ค. ส่วนจะเปิดบริการแก่ผู้ที่ไม่ได้ฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรามาธิบดีมีค่าบริการ 15,500 บาท เริ่มให้บริการตั้งแต่เดือน ม.ค.2558 เป็นต้นไป

ความคิดเห็นล่าสุด

กนกลดา ทองจํารูญ
13 ชั่วโมง 49 นาที ago
ชูเลิศ สีแสด
15 ชั่วโมง 13 นาที ago
Phawit Jitsabai
15 ชั่วโมง 40 นาที ago
กัญญนัท ริปันโน
19 ชั่วโมง 56 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กนกลดา ทองจํารูญ
13 ชั่วโมง 49 นาที ago
ชูเลิศ สีแสด
15 ชั่วโมง 13 นาที ago
Phawit Jitsabai
15 ชั่วโมง 40 นาที ago
กัญญนัท ริปันโน
19 ชั่วโมง 56 นาที ago
กลับด้านบน