กองทัพบก สหรัฐฯ หารือ สธ.พัฒนา ‘วัคซีนเอดส์ วัคซีนโปลีโอชนิดฉีด วัคซีนไข้เลือดออก’

Sat, 2015-02-14 14:39 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กองทัพบก สหรัฐอเมริกา แสดงความมุ่งมั่นร่วมมือกับไทย ในการพัฒนาศักยภาพการผลิตวัคซีนเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศไทย ควบคู่กับการวางแผนในการวิจัยวัคซีนเอดส์ในประเทศไทย ต่อเนื่องจากการวิจัยวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 ในไทยที่ทราบผลในปี 2552 ที่พบว่าสามารถป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ร้อยละ 31 ซึ่งเป็นครั้งแรกของโลก เตรียมผลักดันการวิจัยต่อยอดและศักยภาพการผลิตวัคซีนในระดับอุตสาหกรรม วงเงินลงทุนประมาณ 113 ล้านเหรียญสหรัฐ

เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2558 ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นพ.สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือกับ นพ.เคนเนท เบอร์แทรม (Dr. Kenneth Bertram) รองผู้บัญชาการหน่วยพัฒนาวิจัยการแพทย์และเวชยุทโธปกรณ์ กองทัพบกสหรัฐฯ และคณะ เกี่ยวกับความร่วมมือในการพัฒนาวิจัยวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ ว่าการหารือในวันนี้ กองทัพบกสหรัฐฯ ได้แสดงความมุ่งมั่นที่จะวิจัยพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ รวมถึงให้การสนับสนุนในการพัฒนาศักยภาพในการผลิตวัคซีนเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศไทย ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไทยและกองทัพบกสหรัฐฯ ได้ร่วมกันศึกษาวิจัยวัคซีนเอดส์มาตั้งแต่พ.ศ.2546 ซึ่งผลการวิจัยวัคซีนเอดส์ทดลองระยะที่ 3 ในอาสาสมัครที่จ.ชลบุรี และระยอง 16,400 คน พบว่าให้ประสิทธิผลในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ร้อยละ 31 นับเป็นครั้งแรกในโลกที่ประสบผลสำเร็จในการค้นพบวัคซีนป้องกันโรคเอดส์ จึงผลักดันที่จะพัฒนาวัคซีนครั้งใหม่ต่อยอดจากตัวเดิมในประเทศไทย เพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น และสามารถใช้ในการควบคุมป้องกันโรคเอดส์อย่างได้ผล

นพ.สมศักดิ์กล่าวต่อว่า ได้ให้ความมั่นใจแก่กองทัพบกสหรัฐฯ ว่า ไทยยินดีจะร่วมมือในการพัฒนาวัคซีนเอดส์ต่อไป รวมถึงยินดีที่จะพัฒนาศักยภาพการผลิตวัคซีนเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ โดยมอบหมายให้กรมควบคุมโรคดำเนินการใน 2 เรื่อง คือ 1.ปรับข้อเสนอในการของบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาลไทยที่จะนำมาใช้ร่วมกันในโครงการ ให้มีข้อมูลที่ครบถ้วน ทั้งในส่วนของการวิจัยพัฒนาวัคซีนเอดส์ และการพัฒนาศักยภาพการผลิตวัคซีนเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ ทั้งในภาวะฉุกเฉินเช่นการระบาดใหญ่ของโรคไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนป้องกันโรคพื้นฐาน เช่น คอตีบ ไอกรน  เป็นต้น รวมทั้งรองรับการผลิตวัคซีนเพื่อการวิจัยได้ เช่น วัคซีนเอดส์ วัคซีนไข้เลือดออก เป็นต้น 2.การจัดทำรายละเอียดวงเงินงบประมาณและแหล่งทุนที่ชัดเจน รวมถึงเงื่อนไขการดำเนินงานร่วมกันกับภาคเอกชนที่จะเข้าร่วมเป็นผู้ผลิตวัคซีนในโครงการ

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า สำหรับโครงการวิจัยวัคซีนเอดส์และการพัฒนาศักยภาพในการผลิตวัคซีนเพื่อความมั่นคงด้านสุขภาพของประเทศ คาดว่าจะใช้งบประมาณรวม 113 ล้านเหรียญสหรัฐ ในเบื้องต้นกองทัพบกสหรัฐฯ เสนอสนับสนุน 27.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (TCELS) กระทรวงวิทยาศาสตร์ กำลังเตรียมการของบประมาณในวงเงิน 20 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับการวิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนเอดส์ให้กับภาคเอกชนที่ได้รับการคัดเลือกคือบริษัทไบโอเนท เอเชีย จำกัด และงบประมาณกรมควบคุมโรค 5 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อใช้วิจัยภาคสนาม ส่วนที่ยังขาดอยู่อีกประมาณ 50-60 ล้านเหรียญสหรัฐ จะหาจากแหล่งอื่นๆ เช่นมูลนิธิบิลและเมลินดา เกตส์ โดยจะหารือในเดือนมีนาคม 2558

การศึกษาวิจัยวัคซีนเอดส์ครั้งใหม่นี้ รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพการผลิตวัคซีนเพื่อความมั่นคงของประเทศถือเป็นโอกาสของประเทศไทย ที่จะได้วัคซีนป้องกันโรคเอดส์ที่คาดว่าจะมีประสิทธิภาพสูงขึ้น และเป็นสายพันธุ์ อี ซึ่งพบมากที่สุดประมาณร้อยละ 90 ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีในไทย รวมทั้งพบในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางตอนใต้ของประเทศจีน โดยการศึกษาครั้งนี้ จะเป็นการศึกษาวัคซีนที่มีผลในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันในระดับที่สูงขึ้นกว่าโครงการที่ผ่านมา จะทดลองตามขั้นตอนจริยธรรมในการวิจัยในมนุษย์ และทดสอบประสิทธิภาพและความปลอดภัยในคน 3 ระยะคือ ความปลอดภัย ความสามารถในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน และประสิทธิผลของวัคซีน โดยใช้วัคซีน 2 ชนิดคู่กัน คาดว่าจะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ดีขึ้น