นสพ.ข่าวสด : ร้อง ‘บิ๊กตู่’ สอบบิ๊ก สสส. ไม่โปร่งใส ฟุ่มเฟือย กลั่นแกล้งลูกน้อง

Sat, 2015-05-16 13:27 -- hfocus
Print this pagePrint this page

นสพ.ข่าวสด : เจ้าหน้าที่ สสส.ร่อนจดหมายร้องนายกฯ สอบบิ๊ก สสส.-ไม่โปร่งใส อนุมัติโครงการให้มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทต่อปี ผ่านหน่วยงานลูก ใช้งบฟุ่มเฟือย สร้างศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ปรับแก้รูปแบบอาคารหลายครั้ง สิ้นเปลืองงบฯ โดยใช่เหตุกว่า 100 ล้านบาท จนผู้รับเหมาก่อสร้างฟ้องร้องเอาผิด ทั้งกลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ที่เห็นต่าง จนมีเจ้าหน้าที่และลูกจ้างลาออกทุกเดือน ด้าน 'กฤษดา 'แปลกใจ ไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าว แต่พร้อมแจงการทำงานทุกประเด็น

นสพ.ข่าวสดฉบับวันที่ 15 พ.ค. 58 จากข่าว “3 ทางออกรบ.ผวารธน.ไม่ผ่าน บิ๊กตู่คิดหนักประชามติยันต้องให้ครม.ตัดสินจนท.ร้อง-สอบ 'บิ๊กสสส.' มีประเด็นข่าวส่วนหนึ่งรายงานเกี่ยวกับข้อร้องเรียนผู้บริหาร สสส. โดยระบุว่า ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อย ได้ยื่นจดหมายร้องเรียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ (คตช.) พิจารณาปลดผู้บริหารสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) คนหนึ่ง กรณีบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความโปร่งใส

ในหนังสือระบุว่าเจ้าหน้าที่และภาคีเครือข่ายที่ร่วมทำงานกับ สสส.ต่างกังขาถึงการบริหารงานของผู้บริหาร สสส. นำเงินที่ได้จากภาษีบาปมาใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์องค์กร โดยเฉพาะการอนุมัติโครงการให้แก่มูลนิธินวัตกรรมทางสังคม ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาทต่อปี เพื่อดำเนินการโครงการต่างๆ ผ่านหน่วยงานลูก โดยแกนนำคนสำคัญของมูลนิธินี้เข้ามารับตำแหน่งโดยการสนับสนุนของผู้บริหาร สสส.คนดังกล่าว และได้เข้ามาปรับเปลี่ยนระบบ จากเดิมเน้นสนับสนุนโครงการ หน่วยงาน องค์กรที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลและเป็นโครงการขนาดเล็ก แต่เปลี่ยนเป็นการเน้นให้ทุนกับองค์กรเอกชนและพวกพ้องของตนเอง

นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องความโปร่งใสโดยเฉพาะค่าตอบแทนผู้รับโครงการ ตั้งแต่ผู้จัดการโครงการ เจ้าหน้าที่จนถึงเลขาฯ โครงการ ได้รับค่าตอบแทนสูงเกินจริง อาทิ เจ้าหน้าที่/ที่ปรึกษาโครงการได้ค่าตอบแทน 8 หมื่นบาทต่อเดือนต่อโครงการ ซึ่งหลายรายรับมากกว่า 1 โครงการ จึงเห็นว่าผู้บริหาร สสส.คนนี้ กับมูลนิธิดังกล่าว มีวัตถุประสงค์แอบแฝง อาจเข้าข่ายการทุจริตเชิงนโยบาย

อ้างใช้งบฟุ่มเฟือย-ไม่โปร่งใส

ผู้บริหาร สสส.คนนี้ยังมีพฤติกรรมบริหารงบฯ ฟุ่มเฟือย โดยเฉพาะการดำเนินงานของศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ที่มีการปรับแก้รูปแบบอาคารหลายครั้ง สิ้นเปลืองงบฯ โดยใช่เหตุกว่า 100 ล้านบาท จนเกิดเป็นคดีความโดยผู้รับเหมาก่อสร้างฟ้องร้องเอาผิดสสส. ล่าสุดมีการทุบรื้อปรับปรุงโรงอาหารและส่วนต้อนรับใหม่ อ้างว่าไม่สวยงาม ทั้งที่ใช้งานไม่ถึง 2 ปี และผู้ที่เข้ามารับทุนในการปรับปรุงดังกล่าวอยู่ภายใต้เครือข่ายมูลนิธินวัตกรรมทางสังคม

ส่วนการบริหารงานภายในสำนักงาน ก็ใช้ระบบและวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ไม่เต็มศักยภาพ ไม่ยึดหลักใช้งบฯ ให้คุ้มค่า สั่งเปลี่ยนใหม่เพื่อความพึงพอใจของผู้บริหาร สสส.คนนี้ นอกจากนี้ยังพบว่ามีพฤติกรรมบริหารไม่โปร่งใส ไร้ประสิทธิภาพ ไร้ภาวะผู้นำและขาดธรรมาภิบาล กลั่นแกล้งเจ้าหน้าที่ที่เห็นต่าง จนมีเจ้าหน้าที่และลูกจ้างลาออกทุกเดือน รวมมากกว่า 50 คนเพราะรับไม่ได้กับนโยบายและรูปแบบการบริหารของผู้บริหารคนนี้

ในจดหมายระบุว่า จึงขอให้นายกฯ เร่งตรวจสอบการดำเนินงานของ สสส.โดยเร็ว ซึ่งมีหลายกรณีอยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และขอให้ตรวจสอบทรัพย์สินของผู้บริหาร สสส.คนนี้ด้วย พร้อมปลดออกจากตำแหน่ง ฐานบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ ขาดความโปร่งใส

'กฤษดา' แปลกใจ-พร้อมชี้แจง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านสังคม กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ได้โทรศัพท์สอบถาม ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ผู้จัดการกองทุน สสส. ซึ่งยังแปลกใจ ไม่เคยได้ยินเรื่องดังกล่าวและยังไม่เห็นต้นเรื่องที่ร้องเรียนว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องใด แต่ระบุว่าจะไปตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

ทพ.กฤษดา ให้สัมภาษณ์ว่า ตามระเบียบของสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ร้องเรียนต้องมีตัวตนที่ชัดเจน มิเช่นนั้นจะเหมือนเป็นการกลั่นแกล้งกันภายใน อย่างไรก็ตาม หากไม่เข้าใจและสงสัยในการทำงานของ สสส. สามารถสอบถามได้ ยินดีชี้แจงในทุกประเด็น

เมื่อถามถึงการใช้งบประมาณด้านการผลิตสื่อซึ่งมีข้อทักท้วงจาก สตง.ว่าไม่มีการติดตามและไม่มีประสิทธิภาพ ทพ.กฤษดา กล่าวว่า สสส.มีการแบ่งงบประมาณต่างๆ อย่างชัดเจน โดยงบด้านการผลิตสื่อใช้เพียงประมาณ 200 ล้านบาทจากงบกองทุน 3,000 กว่า ซึ่งถือว่าน้อยกว่างบสื่อของหน่วยงานรัฐหลายๆ หน่วยงาน

เผยมีคดีฟ้องในศาลปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบมีคดีที่ฟ้องร้อง สสส. และผู้บริหารคนหนึ่ง ที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองกลาง 2 คดี ซึ่งฟ้องตั้งแต่ปี 2555 ได้แก่ คดีที่บริษัท เอ.เอส.เอ.การช่าง จำกัด ฟ้องว่า สสส.กับพวกรวม 2 คน ได้สัญญาก่อสร้างงานระบบและอุปกรณ์ประกอบอาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. เนื่องจากไม่ชำระค่าจ้างงวดที่ 7 8 และ 9 ให้บริษัท เอ.เอส.เอ.ฯ แม้บริษัทดังกล่าวได้บอกเลิกสัญญาและเรียกให้ชำระค่าก่อสร้างแล้ว แต่ผู้ถูกฟ้องคดียังคงเพิกเฉย เป็นเหตุให้บริษัทได้รับความเสียหาย จึงขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระค่าก่อสร้างดังกล่าว รวมทั้งค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่บริษัท

สำหรับอีกคดี เป็นกรณี น.ส.ภัคชุดา วสุวัต ฟ้อง สสส.กับพวกรวม 2 คน จากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือที่ สสส.ฝ.1/2555 ลว. 29 ก.พ.2555 ที่มีคำสั่งเลิกจ้าง น.ส.ภัคชุดา โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีกล่าวหาว่า น.ส.ภัคชุดา กระทำผิดในการปลอมแปลงเอกสารยืมเงินทดรองจ่ายของ ผอ.สำนัก 7 และ ผอ.ศูนย์เรียนรู้ อันเป็นความประมาทเลินเล่อร้ายแรงตามข้อ 5 ของสัญญาจ้างดังกล่าว โดยน.ส.ภัคชุดา ได้อุทธรณ์คำสั่งเลิกจ้างแล้ว และได้รับแจ้งว่าไม่รับอุทธรณ์ดังกล่าว เป็นเหตุให้ น.ส.ภัคชุดาได้รับความเสียหาย จึงขอให้ศาลปกครอง สั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีชำระเงินค่าผิดสัญญาจ้าง และค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ น.ส.ภัคชุดา อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 คดีนี้ยังอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาลปกครองกลาง โดยยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ

ที่มา : นสพ.ข่าวสด วันที่ 15 พฤษภาคม 2558 จากข่าว “3 ทางออกรบ.ผวารธน.ไม่ผ่าน บิ๊กตู่คิดหนักประชามติยันต้องให้ครม.ตัดสินจนท.ร้อง-สอบ 'บิ๊กสสส.'”