“จอน” ไม่ค้านเพิ่มสิทธิ ขรก.รักษา รพ.เอกชน แต่ต้องไม่ทำงบเพิ่ม

Sat, 2015-07-18 16:46 -- hfocus
Print this pagePrint this page

“จอน อึ้งภากรณ์” ไม่ค้านกรมบัญชีกลาง ขยายสิทธิ ขรก.รักษา รพ.เอกชนเพิ่ม แต่ย้ำต้องไม่ใช่การจ่ายปลายเปิด ทำค่าใช้จ่ายในระบบเพิ่ม พร้อมยืนยันแนวคิด การรวมกองทุน ลดความเหลื่อมล้ำระบบรักษาพยาบาลของประเทศ และควรกำหนดค่าดีอาร์จี 3 กองทุนเท่ากัน ลดการเลือกปฏิบัติดูแลผู้ป่วยของ รพ.

นายจอน อึ้งภากรณ์

นายจอน อึ้งภากรณ์ ที่ปรึกษากลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวถึงกรณีที่กรมบัญชีกลางเตรียมเพิ่มสิทธิ์รักษาพยาบาลข้าราชการเข้ารักษา รพ.เอกชนได้ 100 แห่ง ว่า จุดยืนของตนยังคงยืนยันให้มีการรวมเป็นกองทุนเดียว เพราะที่ผ่านมามีความไม่เท่าเทียมกับระหว่างระบบสวัสดิการข้าราชการกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และที่สำคัญคือ ในส่วนการรักษาพยาบาลในระบบสวัสดิการข้าราชการหลายอย่างมองว่าเป็นการสิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น และไม่ได้นำไปสู่การรักษาที่ดีกว่า แต่ยังทำให้เกิดการใช้งบประมาณที่ควรประหยัดและนำมาใช้เพื่อส่วนรวมมากกว่า แต่ไม่ขัดแย้งไม่ว่ากองทุนไหนจะเปิดให้เข้ารักษายัง รพ.เอกชนได้ เพียงแต่ต้องมีการควบคุม ไม่ใช่เป็นการจ่ายเพิ่มพิเศษ และต้องอยู่บนหลักเกณฑ์สิทธิการรักษาที่เท่าเทียมกัน

“ผมไม่คัดค้านการให้สิทธิรักษาใน รพ.เอกชน แต่การเข้ารับบริการใน รพ.เอกชน ต้องไม่ใช่ลักษณะการจ่ายแบบปลายเปิดที่จะชาร์จเท่าไหร่ก็ได้ ไม่เช่นนั้นจะสร้างความเสียหายต่อรัฐและเงินภาษีประชาชนได้ แต่ต้องเป็นการจ่ายตามดีอาร์จีเช่นเดียวกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ไม่เช่นนั้นจะเป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ เพราะ รพ.เอกชนมีค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลที่แพงกว่า” นายจอนกล่าว

ต่อข้อซักถามว่า กรมบัญชีกลางมีการกำหนดเพดานการจ่ายค่ารักษา ซึ่งหากเกินจากนั้นข้าราชการที่เข้ารับบริการต้องจ่ายเอง นายจอน กล่าวว่า อาจจะดีในรูปแบบนี้ แต่การเข้ารักษาใน รพ.รัฐอย่างน้อยก็การันตีว่าจะไม่มีการเก็บค่าใช้จ่ายในการเข้ารักษาที่เกินไป อย่างการทำบอลลูนหัวใจ ราคาค่ารักษาระหว่างภาครัฐและเอกชนก็แตกต่างกัน 2-3 เท่า และยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆ อย่างไรก็ตามยืนยันว่า กองทุนรักษาพยาบาลจะต้องมีการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้เป็นกองทุนเดียวกัน  

“ขณะนี้ไม่ทราบว่า ค่าดีอาร์จีในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลของแต่ละระบบเท่ากันหรือไม่ เพราะหากโรคเดียวกัน แต่หากมีการจ่ายค่ารักษาไม่เหมือนกัน โดยกองทุนหนึ่งให้ค่ารักษาที่มากกว่า ก็จะทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติ รพ.ส่วนใหญ่ก็จะเลือกรักษาคนไข้ที่เบิกจ่ายได้มากกว่า ดังนั้นจึงอยากให้มีการปรับจ่ายที่เท่ากัน ไม่เช่นนั้นจะยังคงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในระบบรักษาพยาบาล” ที่ปรึกษากลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากค่าดีอาร์จีของทั้ง 3 ระบบหลักประกันสุขภาพนั้นเท่ากัน จะทำให้ รพ.เอกชนรับรักษาผู้ป่วยระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามากขึ้นหรือไม่ นายจอน กล่าวว่า การที่ รพ.เอกชนจะรับดูแลผู้ป่วยในระบบใดเพิ่มขึ้นหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับตัวเลขค่าดีอาร์จีว่าจะยอมรับได้หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมา รพ.เอกชนไม่ยอมรับค่าดีอาร์จีในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเพราะมองว่าน้อยเกินไป อย่างไรก็ตามส่วนตัวมองว่าอัตราการจ่ายค่ารักษาตามดีอาร์จีในปัจจุบัน รพ.ไม่ขาดทุนอยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะกำไรน้อย ไม่สูงมากอย่างที่ รพ.ต้องการ