ดูแลสุขภาพช่วงฤดูฝน ระวังโรคปอดบวม ป่วยแล้ว 1.3 แสนราย

Tue, 2015-09-22 08:21 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กรมควบคุมโรค เตือนประชาชนให้ดูแลสุขภาพช่วงฤดูฝน ระวังโรคปอดบวม หลังพบผู้ป่วยปีนี้กว่า 1.3 แสนราย 

นพ.โสภณ เมฆธน อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า เนื่องจากสภาพที่มีฝนตกชุกในช่วงนี้ ทำให้อากาศมีความชื้นสูง อาจทำให้ผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรงหรือมีภูมิต้านทานน้อย เจ็บป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจได้ง่าย ซึ่งโรคที่พบบ่อยและมีอันตรายสูงคือ โรคปอดบวม โดยกลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี กลุ่มผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง โรคเบาหวาน หรือผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง จากข้อมูลระบบเฝ้าระวังโรคของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-14กันยายน 2558 พบผู้ป่วยทั่วประเทศ 133,949 ราย เสียชีวิต 371 ราย กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ กลุ่มอายุมากกว่า 65 ปี (33.20 %) 55-64 ปี (11.18 %) และ 1 ปี (9.03 %) ตามลำดับ จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรกคือ ศรีสะเกษ อ่างทอง มหาสารคาม เชียงราย และฉะเชิงเทรา

นพ.โสภณ กล่าวต่อว่า โรคปอดบวมเป็นโรคที่มีความรุนแรงสูง เกิดจากการติดเชื้อหลายชนิด เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส มักเป็นโรคแทรกซ้อนหลังป่วยไข้หวัดประมาณ 3 วัน โดยผู้ป่วยจะมีไข้สูง ไอมีเสมหะ น้ำมูกเปลี่ยนสีจากสีเหลืองเป็นสีเขียวข้น เจ็บหน้าอก เหนื่อยหอบง่าย เด็กเล็กและผู้สูงอายุ อาจจะมีอาการเหล่านี้ไม่ชัดเจนหรือไม่ครบทุกอย่าง จึงควรให้ความสนใจมากกว่าปกติ เช่น ในผู้สูงอายุอาจจะมีไข้ หรือตัวอุ่นๆ และอาการซึมลง ส่วนในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี จะมีไข้สูง ซึม ไม่ดื่มน้ำหรือนม หายใจหอบเร็วหรือหายใจมีเสียงดังหวีดหรือหายใจแรงจนชายโครงบุ๋ม หากมีอาการดังกล่าวขอให้รีบไปพบแพทย์ทันที จะช่วยลดอาการรุนแรงได้

สำหรับการป้องกันตนเองจากโรคปอดบวม คือ อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด หรือมลภาวะที่เป็นพิษ เช่น ควันบุหรี่ ควันไฟ และหมอกควันอากาศ ไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว ออกกำลังกายสม่ำเสมอ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ รักษาร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ โดยเฉพาะเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง เช่น เย็นจัดหรือชื้นจัด

“ทั้งนี้ หากท่านหรือบุคคลใกล้ชิดโดยเฉพาะเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่มีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ขอให้พบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวมได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป ส่วนผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด ขอให้ดื่มน้ำและพักผ่อนมากๆ หยุดเรียน หยุดทำงาน เมื่อ ไอ จาม ควรมีผ้าเช็ดหน้า ปิดปาก ปิดจมูกด้วยทุกครั้ง หรือสวมหน้ากากป้องกันโรค เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคแก่ผู้อื่น และหากผู้ป่วยมีอาการไม่ดีขึ้นและมีอาการรุนแรงให้รีบไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน นอกจากนี้ประชาชนที่มีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422” นพ.โสภณ กล่าว