สธ.เตรียมพร้อมระบบการแพทย์และสาธารณสุข ดูแลประชาชนช่วงปีใหม่ 59

Thu, 2015-12-24 14:29 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กระทรวงสาธารณสุข เร่งพัฒนาและบูรณาการข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน 3 หน่วยงานให้ถูกต้อง เป็นเอกภาพ เปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข รับแจ้งเหตุการณ์ ประสานงานและติดตามข้อมูลช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสั่งการให้โรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศ เตรียมความพร้อมระบบการแพทย์และสาธารณสุข

เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2558 ที่กระทรวงสาธารณสุข  นพ.โสภณ เมฆธนปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นพ.อัษฎางค์ รวยอาจิณ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค นพ.ณรงค์ อภิวณิชกุล รองอธิบดีกรมการแพทย์  พ.ต.อ.เกรียงเดช จันทรวงศ์ ผู้แทนจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนายนพดล สันติภากรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด แถลงข่าว “ความร่วมมือในการพัฒนาระบบข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนแบบบูรณาการ 3 หน่วยงาน และความพร้อมการป้องกันการบาดเจ็บจากการจราจรของกระทรวงสาธารณสุข ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559”

นพ.โสภณ กล่าวว่า รมว.สาธารณสุขกำหนดให้ปัญหาการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการจราจร เป็นวาระสำคัญดำเนินการตลอดปี 2559 ได้ตั้งเป้าหมายลดการเสียชีวิตจากการจราจรไม่เกิน 16 ต่อประชากรแสนคน และลดอัตราตายจากปี 2554 ลงครึ่งหนึ่ง ภายในปี 2563 หรือไม่เกิน 10,000 คน โดยเข้มข้นในช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดติดต่อกันหลายวัน เนื่องจากประชาชนมีการใช้รถใช้ถนนมากขึ้น แนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุสูงขึ้น 

สำหรับเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 2559 เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2558 – 4 มกราคม 2559 กระทรวงสาธารณสุข ได้เตรียมความพร้อม ทั้งการดูแลรักษาผู้บาดเจ็บ เจ็บป่วยฉุกเฉิน และการป้องกันการบาดเจ็บ เพื่อให้ประชาชนได้ฉลองเทศกาลอย่างมีความสุข โดยเปิดศูนย์ปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข รับแจ้งเหตุการณ์ ประสานงานและติดตามข้อมูลช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสั่งการให้โรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศดำเนินการดังนี้

1.บริการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน เตรียมพร้อมหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน ศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการหมายเลข 1669 ถึงจุดเกิดเหตุช่วยประชาชนได้ภายใน 10 นาทีหลังรับแจ้งเหตุ ในพื้นที่ที่มีจุดตรวจ/จุดบริการบนเส้นทางสายหลักอยู่ห่างกันมาก ให้จัดหน่วยแพทย์ฉุกเฉินประจำการเพิ่มตามความเหมาะสม เพื่อให้การดูแลประชาชนอย่างรวดเร็ว 

2.ด้านการรักษา เตรียมบุคลากรแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ ห้องฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด คลังเลือด ออกซิเจน ยาเวชภัณฑ์และรถพยาบาลฉุกเฉิน รวมทั้งประสานส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมง

3.ด้านการป้องกัน ได้ให้ทุกจังหวัดร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขจุดเสี่ยงในพื้นที่อย่างน้อยจังหวัดละ 5 จุดทุก 3 เดือน ในเทศกาลปีใหม่นี้ จะมีการชี้เป้าจุดเสี่ยงไม่น้อยกว่า 300 จุด และเน้นหนักการตั้งด่านชุมชน โดยร่วมกับผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอสม.ในพื้นที่ สำรวจกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงในชุมชน โดยในปีนี้จะจัดอบรมแกนนำ อสม.50,000 คน ให้มีความรู้ในการจัดการป้องกันและเฝ้าระวังอุบัติเหตุทางถนน ช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้นและกู้ชีพผู้ป่วยฉุกเฉินได้ และให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดร่วมกับสำนักงานป้องกันควบคุมโรค เข้มข้นการตรวจเตือน ประชาสัมพันธ์และบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 โดยเฉพาะการขายสุราให้เด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี การขายในช่วงเวลาและสถานที่ห้ามขาย เช่นปั๊มน้ำมัน สวนสาธารณะ เป็นต้น เพื่อลดการเสียชีวิตและบาดเจ็บลงให้ได้มากที่สุด

นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบริษัทกลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด ได้ร่วมกันพัฒนาระบบข้อมูลจาก 3 ฐาน โดยวางกรอบการดำเนินงานพัฒนาและบูรณาการข้อมูลอุบัติเหตุทางถนน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่มีความครอบคลุม ถูกต้อง และเป็นเอกภาพ นำไปวางแผนการทำงานเพื่อป้องกันการบาดเจ็บและลดการเสียชีวิตในภาพรวมของประเทศ ซึ่งจะได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกันต่อไป          

ทั้งนี้ ในเทศกาลปีใหม่ 2558 ที่ผ่านมา ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน รายงานพบเกิดอุบัติเหตุ 2,997 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 341 ราย ผู้บาดเจ็บนอนรักษาในโรงพยาบาล 3,117 คน สูงสุดในวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ (31 ธ.ค.และ 1 ม.ค.) 2 วันรวม 131 คน และนอนรักษาในโรงพยาบาล 1,266 คน สาเหตุเกิดจากการขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกนิรภัย ไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และดื่มแล้วขับ โดยจากการวิเคราะห์ข้อมูลมีประเด็นที่น่าสังเกตคือกลุ่มวัยรุ่น 15-19 ปีดื่มแล้วขับขี่จักรยานยนต์ บนถนนในชุมชน อบต./หมู่บ้านมากที่สุด ทั้งที่ตามพ.ร.บ. ควบคุมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 2551 ระบุว่าห้ามขายสุราให้กับเด็กอายุต่ำกว่า 20 ปี และจากการถอดบทเรียนจังหวัดที่ประสบความสำเร็จในการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน พบว่าใช้มาตรการด่านชุมชน สกัดกั้นผู้ขับขี่ที่ดื่มสุราขับรถออกสู่ถนนใหญ่ และตักเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง ไม่สวมหมวก และขับรถเร็ว ทำให้ลดการเสียชีวิต ลดการบาดเจ็บได้