สบส.สอบความเชื่อมโยง ดร.เซปิง กับ รพ.เสริมงาม ชี้เฟซออฟแค่สร้างคำใหม่ชวนเชื่อ

Wed, 2016-02-17 21:26 -- hfocus
Print this pagePrint this page

สบส.เผยความคืบหน้าผลการสอบข้อเท็จจริง ดร.เซปิงแจงโมหน้านักร้องชื่อดัง พบทำในสถานพยาบาลที่ถูกกฎหมาย และหมอเฉพาะทางที่ขึ้นทะเบียนกับแพทยสภาจริง เร่งตรวจสอบความเชื่อมโยงกับสถานพยาบาลกับ ดร.เซปิง แต่ประเด็นการโฆษณาเฟซออฟ อาจเข้าข่ายโฆษณาชวนเชื่อ เนื่องจากยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการด้านการแพทย์ปรากฏ พร้อมทั้งเตรียมวางมาตรการป้องกันการโฆษณาทางโซเซียลมีเดีย ร่วมกับ สคบ. แพทยสภา เพราะถือเป็นภัยสร้างการเสพติดประชาชนที่ส่อความรุนแรงขึ้น

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2559 ที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) พร้อมด้วย นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และ ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้ากรณี ดร.เซปิง ไชยสาส์น แจงการทำศัลยกรรมความงามหน้าของนักร้องชื่อดัง สุรชัย สมบัติเจริญ ในโครงการเฟซออฟ โดย ดร.เซปิง

นพ.บุญเรือง กล่าวว่า สบส.ได้ส่งทีมกฎหมายลงไปตรวจสอบเรื่องนี้ โดยดำเนินการ 2 ส่วน คือ ด้านการแนะนำการเสริมความงามของ ดร.เซปิง และทีมงาน และตรวจสอบโรงพยาบาลเสริมความงามที่ทำการผ่าตัดให้นายสุรชัย สมบัติเจริญ ทั้งเรื่องมาตรฐานบริการและแพทย์ที่ทำการผ่าตัดครั้งนี้ด้วย

ผลการตรวจสอบเบื้องต้น ในส่วนของโรงพยาบาลที่ทำผ่าตัดคือโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านการเสริมความงาม ขนาด 30 เตียง ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายคือ พ.ร.บ.สถานพยาบาลพ.ศ. 2541 มีนางศิริเพ็ญ พันธุ์ศรีทุม เป็นผู้ประกอบกิจการสถานพยาบาล มี นพ.มนัส เสถียรโชค เป็นผู้ดำเนินการสถานพยาบาล  และมี นพ.กมล เป็นแพทย์เฉพาะทางที่ดำเนินการทำศัลยกรรมตกแต่ง มีทั้งการทำเฉพาะจุด ดึงหน้า แต่ไม่มีการใช้คำว่าเฟซออฟ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญยืนยันว่าไม่มีหลักฐานทางวิชาการใหม่ในด้านนี้

กรณีการทำผ่าตัดศัลยกรรมของนายสุรชัยครั้งนี้ จึงเป็นการทำการศัลยกรรมความงามทั่วไป ไม่ใช่เป็นวิธีใหม่  ซึ่งจะต้องเร่งตรวจสอบหลักฐานการเชื่อมโยง หรือมีส่วนได้ส่วนเสีย รู้เห็นเป็นใจกับการโฆษณาของ ดร.เซปิง ต่อไป หากพบว่ามีหลักฐานเชื่อมโยงกัน จะเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 38 พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 และประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 11 พ.ศ.2546 เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการโฆษณาสถานพยาบาล มีโทษปรับ 20,000 บาท และปรับอีกวันละ 10,000 บาท ตั้งแต่วันที่กระทำผิดจนกว่าจะระงับการโฆษณา     

ทั้งนี้ ได้นำทีมพนักงานเจ้าหน้าที่ไปตรวจเยี่ยมที่สถานพยาบาลแห่งนี้ด้วย ซึ่งเป็นการตรวจเยี่ยมตามปกติและตามเกณฑ์มาตรฐานสถานพยาบาล ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ไม่ใช่เป็นการตรวจเพื่อจับผิดแต่อย่างใด สำหรับในส่วน ดร.เซปิง ทราบจากแพทยสภาว่าไม่ใช่แพทย์ แต่มีข้อสังเกตในเรื่องของการโฆษณาเรื่องของการทำเฟซออฟ ซึ่งจัดเป็นการให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ เกินจริง ไม่เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ด้านศัลยกรรมตกแต่งและวงการสภาวิชาชีพ และมีการนำข้อมูลลงในคอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะในโซเซียลมีเดีย สบส.จะส่งข้อมูลให้ สคบ.ดำเนินการในเรื่องนี้ตามกฎหมายการคุ้มครองผู้บริโภคต่อไป

“ขณะนี้ต้องยอมรับว่าการโฆษณาทางโซเซียลมีเดีย ถือเป็นภัยสร้างการเสพติดที่มีความรุนแรงต่อประชาชนผู้บริโภคในยุคสังคมดิจิตอล สบส.จะเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปรามผู้ที่ฝ่าฝืน โดยจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสคบ.และแพทยสภา ซึ่งจะมีการลงนามความร่วมมือกันในเร็วๆ นี้” นพ.บุญเรืองกล่าว              

ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วประเทศมีสถานความงามขึ้นทะเบียนทั้งหมด 1,458 แห่ง โดยทั้งหมดนี้จะต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาลพ.ศ. 2541 ห้ามโฆษณาอวดอ้างและชักชวนให้มีผู้บริโภคไปใช้ที่สถานพยาบาล เช่นอ้างว่ามีสรรพคุณการรักษาดีที่สุดเป็นเลิศ หรือใช้เครื่องมือที่ดีที่สุดในโลก เป็นต้น