คุมเข้มใช้ ‘กฎหมายอุ้มบุญ’ ฝ่าฝืนโทษทั้งจำทั้งปรับ-มีคู่สมรสยื่นขอแล้ว 4 คู่

Tue, 2016-02-23 18:52 -- hfocus
Print this pagePrint this page

กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ประชุมชี้แจงเจ้าหน้าที่ภาครัฐและภาคเอกชนทั่วประเทศ ให้ปฏิบัติตามกฎหมายลูกตามพ.ร.บ.อุ้มบุญ 15 ฉบับอย่างเคร่งครัด ห้ามซื้อขายไข่ อสุจิหรือตัวอ่อน การดำเนินการตั้งครรภ์แทนผู้ให้บริการต้องได้รับอนุญาตจากคณะกรรมการคุ้มครองฯ และทำได้เฉพาะคู่สมรสสัญชาติไทย หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสัญชาติไทยเท่านั้น ห้ามทำเพื่อประโยชน์ทางการค้า และห้ามกระทำการเป็นคนกลางหรือนายหน้า หญิงที่รับอุ้มต้องเคยมีบุตรแล้ว และรับอุ้มได้ไม่เกิน 2 ครั้ง ห้ามเลือกเพศ ฝ่าฝืนมีโทษจำคุก หรือทั้งจำทั้งปรับ ล่าสุดมีสถานพยาบาลอุ้มบุญขึ้นทะเบียน 64 แห่ง มีคู่สมรสยื่นเรื่องขอทำอุ้มบุญแล้ว 4 คู่    

วันนี้ (23 กุมภาพันธ์ 2559) ที่โรงแรมเอเชีย กทม. นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์  อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เปิดประชุมเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด แพทย์ ผู้แทนจากสถานพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ  รวมกว่า 350 คน  เพื่อชี้แจงแนวทางปฏิบัติตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ หรือที่รู้จักกันว่ากฎหมายอุ้มบุญ  พ.ศ. 2558 เพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่จดทะเบียนโดยชอบกฎหมาย แต่มีบุตรยาก ให้มีบุตรโดยใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วย ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2558 เป็นต้นมา ให้ปฏิบัติถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด  

นพ.บุญเรือง กล่าวว่า หลังจากที่กฎหมายฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว มีการดำเนินการออกกฎหมายลูกเพื่อควบคุมหลักเกณฑ์ วิธีการการให้บริการ และมาตรฐานทางด้านจริยธรรมของแพทย์ผู้ประกอบวิชาชีพ และหลักเกณฑ์ในการแจ้งเกิด รวมทั้งหมด 15 ฉบับ ประกอบด้วยประกาศคณะกรรมการฯ 2 ฉบับ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข 2 ฉบับ ประกาศแพทยสภา 10 ฉบับและประกาศของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการแจ้งเกิด 1 ฉบับ ทั้งหมดนี้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาครบถ้วนแล้วตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2558 ที่ผ่านมา จึงต้องชี้แจงสร้างความเข้าใจเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อควบคุมป้องกันไม่ให้มีการนำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด และก่อให้เกิดปัญหาทางศีลธรรม มนุษยธรรม ทั้งการรับจ้างตั้งครรภ์แทน การค้ามนุษย์และการทอดทิ้งเด็กที่เกิดจากวิธีการที่กล่าวมา

ในรอบเกือบ 7 เดือนมานี้ กรมสบส. ได้ขึ้นทะเบียนสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐานให้บริการเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์รวม  64 แห่ง เป็นภาคเอกชน 50 แห่ง รัฐบาล 14 แห่ง ส่วนใหญ่ร้อยละ 75 อยู่ในภาคกลาง โดยเฉพาะใน กทม. 

สาระหลักของกฎหมายอุ้มบุญ กำหนดให้การตั้งครรภ์แทนทำได้ในคู่สมรสที่เป็นคนไทย และจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทย  รวมถึงคนไทยที่แต่งงานกับต่างชาติ จะต้องจดทะเบียนสมรสไม่น้อยกว่า 3 ปี  ห้ามซื้อขายไข่ อสุจิหรือตัวอ่อนอย่างเด็ดขาด การดำเนินการตั้งครรภ์แทนผู้ให้บริการจะต้องขออนุญาตจากคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ (กคทพ.) ซึ่งมีทั้งหมด 17 คน  มีปลัดกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน โดยยื่นเอกสารที่สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือยื่นที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หญิงที่รับตั้งครรภ์แทนต้องเป็นสายเลือดเดียวกันกับคู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและเคยมีบุตรมาแล้ว โดยคลอดบุตรตามธรรมชาติไม่เกิน 3 ครั้ง หากผ่าคลอดต้องไม่เกิน 1 ครั้ง และมีอายุระหว่าง  20-40 ปี หญิงรับตั้งครรภ์แทนรับอุ้มได้ไม่เกิน 2 ครั้ง คู่สมรสที่ใช้วิธีการอุ้มบุญต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองทั้งหมด และห้ามเลือกเพศบุตร จนถึงขณะนี้มีคู่สมรสที่ต้องการมีบุตรยื่นขออนุญาตเข้าสู่ระบบแล้ว ใช้เวลาในการพิจารณาอนุญาต 60 วันทำการ   

“กรณีของคู่สมรสชาวต่างชาติ ที่มีบุตรยากหรือไม่มีบุตร หากต้องการมาใช้บริการด้านเทคโนโลยีในประเทศไทย ไม่สามารถใช้บริการอุ้มบุญได้ แต่อนุญาตให้ใช้วิธีอื่นได้ เช่น การทำกิ๊ฟท์ (Gamete Intrafallopian Transfer : GIFT), การทำซิฟท์ (Zygote Intrafallopian Transfer : ZIFT) และผสมเทียม (IUI)  ซึ่งขณะนี้รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมให้ต่างชาติสามารถใช้บริการที่กล่าวมา ในโครงการเมดิคัลฮับ (Medical Hub) ได้  เป็นช่องทางสร้างเศรษฐกิจประเทศ เนื่องจากสถานพยาบาลของไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับระดับโลกอยู่แล้ว” นพ.บุญเรือง กล่าว

ด้าน ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ กล่าวว่า ขอให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม และสถานพยาบาลที่ได้รับการอนุญาตให้ดำเนินการตั้งครรภ์แทน ปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้อย่างเคร่งครัด โดยให้ผู้รับอนุญาตรายงานต่อสำนักสถานพยาบาลฯ ถึงผลการดำเนินการอุ้มบุญแต่ละราย รวมทั้งสุขภาพของผู้รับอุ้มบุญ  และเด็กหลังคลอดภายใน 45 วัน และหากมีการยุติการตั้งครรภ์แทน อันเกิดจากปัญหาสุขภาพของหญิง ที่รับอุ้มบุญ ต้องรายงานผลภายใน 30 วัน  และกำหนดให้สถานพยาบาลทั้ง 64 แห่ง ต้องส่งรายงานผลการให้บริการทุกปี  และต้องเก็บรักษาหลักฐานเอกสารไม่น้อยกว่า 20 ปี นับตั้งแต่เด็กเกิด

หากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย จะมีบทลงโทษในแต่กรณีอย่างชัดเจน เช่น หากเป็นแพทย์ไม่มีคุณสมบัติตามมาตรฐานแพทยสภา มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากรับจ้างอุ้มบุญเพื่อประโยชน์เชิงการค้า มีโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท นายหน้าหรือเอเจนซี่ที่ชี้ช่องทางในการอุ้มบุญ มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ที่ขายอสุจิ ไข่หรือตัวอ่อน มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 

และหากมีข้อสงสัยหรือพบเบาะแสการนำเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ไปใช้ประโยชน์ในทางที่ผิด สามารถแจ้งได้ที่ เฟซบุ๊ค : กลุ่มคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์, เฟซบุ๊ค : สารวัตรสถานพยาบาลออนไลน์ และสายด่วน สบส. 02-193-7999 ตลอด 24 ชั่วโมง