เตือน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีกลุ่มยา PI เสี่ยงถูกตัดแขนขา หลังกินยาเออร์กอต

Mon, 2016-04-18 16:48 -- hfocus
Print this pagePrint this page

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี เตือน ผู้ติดเชื้อกินยาต้านไวรัสกลุ่ม PI ระวังผลข้างเคียงยาเออร์กอต หลังพบรายงานผู้ติดเชื้อถูกตัดแขนขาแล้ว จากภาวะเส้นเลือดปลายประสาทตีบ เหตุจากฤทธิ์ยาต้านไวรัส PI ช่วยเสริมการออกฤทธิ์ยาเออร์กอตเพิ่มเป็น 60 เท่า เผยมีแนวโน้มเพิ่ม ปัจจุบันมีผู้ติดเชิ้อกินยาต้านไวรักลุ่ม PI ราวหมื่นคน เร่งรณรงค์ให้ความรู้ทั้งฝั่งผู้ให้บริการและผู้ติดเชื้อ พร้อมประกาศ รพ.ทั่วประเทศช่วยเฝ้าระวัง    

นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว

นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีรายงานพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับผลข้างเคียงจากการกินยากลุ่มเออร์กอต หรือ ยาเออร์โกตามีน (Ergotamine) ที่ใช้รักษาอาการไมเกรนมากขึ้น และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยบางรายมีภาวะรุนแรงและต้องตัดแขนและขาจนกลายเป็นผู้พิการแล้ว เนื่องจากผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสกลุ่มพีไอ (Protease inhibitors: PI) ซึ่งยาต้านไวรัสกลุ่มนี้จะเข้าไปเสริมการออกฤทธิ์ของยาเออร์กอตถึง 60 เท่า หรือเท่ากับการกินยาเออร์กอตถึง 60 เม็ด ส่งผลให้เส้นเลือดเกิดภาวะตีบได้ โดยเฉพาะปลายมือปลายเท้า จนเลือดไม่สามารถเข้าไปหล่อเลี้ยงเส้นเลือดบริเวณปลายประสาทได้ ทำให้ผู้ป่วยต้องตัดแขนและขาในที่สุด   

ทั้งนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากตัวผู้ติดเชื้อบางคนไม่ทราบว่าตนเองกินยาต้านไวรัสกลุ่มไหนอยู่ รวมถึงไม่มีความรู้ถึงผลข้างเคียงของกลุ่มยาเออร์กอตนี้ ทำให้เมื่อเกิดอาการปวดหัว กินยาพาราเซตามอนแล้วไม่หาย จึงกินยาเออร์กอตแทน ขณะเดียวกันยังมีกรณีที่ทางฝั่งผู้ให้บริการเองที่ไม่ทราบ ทั้งในกรณีที่เข้ารับบริการยังหน่วยบริการและที่ซื้อยากินเอง ซึ่งหลายกรณีต่างไม่ทราบว่าผู้ป่วยที่มาหาหรือมาซื้อยาเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี จึงจ่ายยาเออร์กอตให้กับผู้ป่วย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ที่ผ่านมาทางฝั่งผู้ให้บริการและเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้มีการพูดคุย และเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องรณรงค์ให้ความรู้ทั่งฝั่งผู้ให้บริการและผู้รับบริการถึงผลข้างเคียงของการใช้ยาเออร์กอตในกลุ่มผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านไวรัสกลุ่มพีไอนี้

“ยาเออร์กอตเป็นยาที่ดีใช้รักษาอาการไมเกรน แต่ก็มีผลข้างเคียงสูงมากกับผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสกลุ่มพีไอ เพราะฤทธิ์ยาเออร์กอตจะทวีคูณเพิ่มขึ้นจากที่กินเม็ดเดียวเป็น 60 เม็ด ซึ่งปัญหานี้ทางแพทย์และนักวิชาการมองว่า เป็นปัญหาภูเขาน้ำแข็งที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันป้องกัน โดยเร่งให้ความรู้ เนื่องจากปัจจุบันคาดว่ามีผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสกลุ่มพีไอประมาณหมื่นคนแล้ว โดยปรับเปลี่ยนจากการกินยาต้านไวรัสสูตรพื้นฐานที่มีผลข้างเคียงจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และบางคนเกิดภาวะดื้อสูตรยาพื้นฐาน” ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ กล่าว

นายอภิวัฒน์ กล่าวว่า ปัญหาผลข้างเคียงยาเออร์กอตในผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสสูตรพีไอเราทราบมานานแล้ว เพียงแต่ที่ผ่านมามีผู้ติดเชื้อที่กินยาต้านไวรัสกลุ่มพีไอไม่มาก จึงไม่พบผู้ติดเชื้อที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาเออร์กอต และยังไม่มีการรณรงค์ให้ความรู้อย่างจริงจัง แต่ต่อมาในปี 2551 เริ่มมีรายงานพบผู้ติดเชื้อไอวีที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาเออร์กอต 1 ราย และมีรายงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2558 เพิ่มเป็น 6-7 ราย และในปี 2559 ผ่านมาเพียง 3-4 เดือน พบผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาเออร์กอตแล้วถึง 6 ราย

จากการพูดคุยกับเครือข่ายฯ ทราบว่าบางรายแพทย์สามารถช่วยได้ทัน โดยทำการเปิดเส้นเลือดทำให้ไม่ต้องถูกตัดแขนและขา แต่บางรายแพทย์ก็ช่วยไม่ได้ อย่างที่ จ.ปราจีนบุรี มีรายงานพบผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ได้รับผลข้างเคียงจากยาเออร์กอตและถูกตัดปลายเท้าไปแล้ว  

“ขณะนี้เราต้องช่วยกันรณรงค์ถึงผลข้างเคียงของยาเออร์กอตที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่กินยาต้านไวรัสพีไอ ทั้งในส่วนของผู้ให้บริการ ไม่ว่าจะเป็นที่หน่วยบริการและร้านยา โดยทราบว่าจะมีการออกประกาศไปยังทุกโรงพยาบาลเพื่อให้เฝ้าระวังปัญหานี้ ขณะเดียวกันทางด้านเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอง จะทำการรณรงค์ให้ความรู้กับผู้ติดเชื้อ เพื่อให้ระมัดระวังการใช้ยากลุ่มนี้ เพื่อป้องกันปัญหาความรุนแรงและความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น” ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ กล่าว