เด็กปฐมวัย 1 ใน 3 วิกฤตพัฒนาการด้านภาษา กล้ามเนื้อมัดเล็ก กระทบการเรียนรู้

สธ.ร่วมมือภาคีเครือข่ายรณรงค์คัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย 4 ช่วงวัย ทั่วประเทศ เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี หลังผลสำรวจพบเด็กปฐมวัยไทย 1 ใน 3 หรือร้อยละ 30 มีวิกฤตทางด้านพัฒนาการ โดยเฉพาะพัฒนาการล่าช้าด้านภาษา และกล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งพัฒนาการทั้ง 2 ด้าน มีผลต่อระดับสติปัญญา ส่งผลต่อการเรียนรู้ ทั้งด้านทักษะการอ่าน เขียน คิดคำนวณ และไอคิว อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนา

วันที่ 5 กรกฎาคม 2559 ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดงานสัปดาห์รณรงค์คัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัย 4 ช่วงวัย อายุ 9,18,30,42 เดือน ภายใต้โครงการส่งเสริมพัฒนาการเด็กเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในโอกาสฉลองพระชนมายุ 5 รอบ 2 เมษายน 2558 โดยมี นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร เจ้ากรมแพทย์ทหารบก กระทรวงกลาโหม ผอ.รพ.พระมงกุฎเกล้า และผู้แทนภาคีเครือข่าย ร่วมพิธีเปิด  

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่าพัฒนาการเด็กปฐมวัยถือเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง คนในครอบครัวและทุกภาคส่วน จะมีบทบาทในการดูแลให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้นสมวัยโดยบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขมีบทบาทสำคัญในการประเมินและดูแลแก้ไขพัฒนาการให้เหมาะสมตามวัย ซึ่งผลการสำรวจพัฒนาการเด็กในปี 2557 โดยกรมอนามัยพบว่า เด็กปฐมวัยไทย 1 ใน 3 หรือร้อยละ 30 มีวิกฤตทางด้านพัฒนาการ โดยเฉพาะพัฒนาการล่าช้าด้านภาษา และกล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งพัฒนาการทั้ง 2 ด้าน มีผลต่อระดับสติปัญญา ส่งผลต่อการเรียนรู้ ทั้งด้านทักษะการอ่าน เขียน คิดคำนวณ และไอคิว อาจทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉพาะการเป็น AEC

นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า ผลการศึกษาพบว่าการค้นหาเด็กสงสัยพัฒนาการล่าช้า ให้ได้รับการดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที จะทำให้เด็กกลับมาปกติถึงร้อยละ 90 ส่วนอีกร้อยละ 10 อาจมีปัญหาอื่นๆ เช่น ออทิสติกหรือมีปัญหาด้านการเรียนรู้ กระทรวงสาธารณสุข จึงได้ระดมความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน จัดสัปดาห์รณรงค์คัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยอายุ 9, 18, 30, 42 เดือนทั่วประเทศ ในวันที่ 4–8 กรกฎาคม 2559 จำนวน 40,000 คน ที่อยู่ใน

ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 19,785 แห่ง

สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน 1,576 แห่ง

โรงเรียนอนุบาล 27,400 แห่ง

ศูนย์พัฒนาเด็กและโรงเรียนอนุบาลที่มีเด็กปฐมวัย ในพื้นที่รับผิดชอบของ รพ.ทหารบก 37 แห่ง

ศูนย์บริการสาธารณสุข 68 แห่ง

และสถานรับเลี้ยงเด็กกลางวัน 12 แห่งของสำนักอนามัย กทม. สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนและทัณฑสถานหญิงที่ดูแลเด็กปฐมวัย รวมถึงเด็กที่เข้าร่วมโครงการเงินอุดหนุน 400 บาท รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า รพ.ตำรวจ และสถานบริการสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่ง เพื่อค้นหาเด็กสงสัยพัฒนาการล่าช้า ให้ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงทีและครอบคลุมมากขึ้น

ขณะนี้ ผู้ปกครองเด็กเกิดใหม่ทุกคนจะได้รับคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ที่ให้ความรู้และคำแนะนำในการเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแต่ละช่วงวัย นอกจากนี้ กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายองค์กรวิจัยได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยขอนแก่น ยังได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกันในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพา เพื่อส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการเด็กไทย ชื่อว่า “คุณลูก” (Khun Look) มีข้อมูลสำคัญในการดูแลเด็ก เพื่อให้พ่อแม่ ผู้ดูแลเด็ก เข้าถึงข้อมูลสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น ตามนโยบาย digital Thailand ของรัฐบาล บรรลุเป้าหมายให้เด็กมีพัฒนาการสมวัย ร้อยละ 85 ภายในปี 2561

ความคิดเห็นล่าสุด

คนเคยเขียนไว้
46 นาที 56 วินาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

คนเคยเขียนไว้
46 นาที 56 วินาที ago
กลับด้านบน