ผอ.รพ.ปราณบุรี แจงเหตุชะลอจ่าย OT กลัวถูก สตง.สอบใช้เงิน UC ผิดประเภท

Mon, 2016-07-25 22:50 -- hfocus
Print this pagePrint this page

ผอ.รพ.ปราณบุรี แจงคำสั่งชะลอจ่ายค่าตอบแทน เนื่องจากเจ้าหน้าที่กลัวถูก สตง.สอบสวนว่าเอาเงิน UC มาใช้ผิดประเภท แต่หลังจากออกมาตรา 44 ทำให้จ่ายเงินได้เหมือนเดิมแล้ว

นพ.ประสงค์ ปานไพรศล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยถึงการออกประกาศแจ้งบุคลากรของโรงพยาบาลเมื่อเร็วๆ นี้ โดยประกาศระบุว่าขอชะลอการจ่ายเงินค่าตอบแทนปฏิบัติงานนอกเวลา (OT) ประจำเดือน มิ.ย.2559 เป็นต้นไป เนื่องจากสถานะเงินบำรุงไม่เพียงพอนั้น เป็นผลจากการตีความกฎหมายของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ที่ระบุว่าเงินจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (UC) ต้องใช้โดยตรงกับคนไข้เท่านั้น ทำให้เจ้าหน้าที่การเงินไม่กล้านำเงิน UC มาจ่ายเป็นเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาเพราะกลัวถูกสอบสวนว่าใช้เงินผิดระเบียบ เนื่องจากมีหลายโรงพยาบาลที่ถูกสอบสวนการใช้เงินลักษณะนี้มาแล้ว

ทั้งนี้ เมื่อนับเฉพาะเงินบำรุงโรงพยาบาล จำเป็นต้องกันเงินไว้จ่ายเงินเดือน จึงไม่พอสำหรับจ่ายค่า OT จึงมีการชะลอการจ่ายออกไปจนกว่าจะมีความชัดเจนมากกว่านี้

อย่างไรก็ตาม หลังจากได้รับทราบข้อปัญหา ก็ได้นำไปหารือกับผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข และต่อมามีการออกคำสั่งมาตรา 44 เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2559 ให้เอาเงิน UC มาจ่ายได้ ดังนั้นขณะนี้ปัญหาได้คลี่คลายแล้ว สามารถนำเงิน UC มาจ่ายเป็นค่าโอทีได้ และหากไม่มีคำสั่งตามมาตรา 44 ออกมา ปัญหาก็ยังจะราคาคาซังอยู่ต่อไป

“ชะลอโอทีไม่ใช่ว่าเราไม่มีเงิน เพียงแต่จ่ายไปแล้วอาจผิดระเบียบ แต่ตอนนี้ก็จ่ายได้แล้ว ถ้าไม่ออกมาตรา 44 ก็ยังคาราคาซัง เพราะถ้าตีความตามที่ สตง.ชี้มูล ก็จริงของเขา สุดท้ายมันต้องแก้กฎหมายว่าเงิน UC เอามาใช้กับโรงพยาบาลได้ทุกเรื่อง เพราะงบส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลต่างๆ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเล็กก็มาจาก UC ส่วนเงินบำรุงที่โรงพยาบาลเก็บโดยตรงมันได้น้อย” นพ.ประสงค์ กล่าว

 

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม