ติด GPS รถพยาบาล สธ.กรณีมีผู้ป่วยคุมความเร็วไม่เกิน 80 กม./ชม.เพื่อลดอุบัติเหตุ

Thu, 2016-08-04 17:07 -- hfocus
Print this pagePrint this page

สธ.ลงนามความร่วมมือกับกรมการขนส่งทางบก ติดตั้งระบบติดตามรถพยาบาลผ่านดาวเทียม (GPS) เชื่อมโยงข้อมูลระบบแสดงพิกัด ความเร็วรถพยาบาล กรณีมีผู้ป่วยบนรถต้องกำจัดความเร็วที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือไม่เกินที่กฎหมายกำหนด ตรวจสอบตำแหน่ง ติดตาม ควบคุมความเร็วแบบ Real time ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของรถพยาบาล

วันนี้ (4 สิงหาคม 2559) ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบกได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการบริหารจัดการพฤติกรรมการขับขี่ และยกระดับมาตรฐานการขับรถให้ปลอดภัย ตามที่รัฐบาลได้กำหนดให้มีการแก้ไขปัญหา การบาดเจ็บจากการจราจรทางถนน ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สิน รวมทั้งผู้ปฏิบัติการทางการแพทย์ระหว่างการปฏิบัติหน้าที่

นพ.โสภณ กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงในครั้งนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข และกรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม เป็นการเชื่อมโยงข้อมูลระบบแสดงพิกัด และความเร็วของรถพยาบาลเข้ากับศูนย์บริหารจัดการเดินรถด้วยระบบกำหนดตำแหน่งบนโลก GPS ของกรมการขนส่งทางบก ให้สามารถดูพิกัด การเคลื่อนที่ และความเร็วได้ทันทีแบบ Real time แสดงสถานะของพนักงานขับรถ เป็นรถของโรงพยาบาลใด การแสดงผลข้อมูลขับรถเร็วกว่ากำหนดหรือไม่ ซึ่งจะเป็นการช่วยยกระดับมาตรฐานการขับรถให้ปลอดภัย สร้างความปลอดภัยแก่ผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน ญาติผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ที่อยู่บนรถพยาบาลและระหว่างปฏิบัติหน้าที่ 

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุข ได้กำหนดมาตรฐานความปลอดภัยรถพยาบาล โดยรถพยาบาลทุกคันจะต้องมีโครงสร้างตัวถังรถที่แข็งแรง ติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยตามเกณฑ์ เช่น เข็มขัดประจำที่นั่งของญาติผู้ป่วย บุคลากรทางแพทย์ ติดตั้งระบบติดตามรถผ่านดาวเทียม (GPS) เพื่อติดตามตำแหน่ง ควบคุมความเร็ว ระบบสื่อสารสัญญาณภาพผ่านกล้อง CCTV ในการติดตามพฤติกรรมการขับรถ และอาการผู้ป่วยเพื่อช่วยเตรียมการรักษาพยาบาล พร้อมทั้งการทำประกันภัยรถพยาบาลประเภท 1 กรณีเกิดอุบัติเหตุ ให้มีการคุ้มครอง ทั้งผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยและบุคลากรในรถ เพื่อให้เกิดความคุ้มครองขั้นพื้นฐาน

สำหรับพนักงานขับรถพยาบาล จะมีคุณลักษณะพิเศษเพิ่มเติม ได้แก่

1.ก่อนขับรถจะมีการตรวจแอลกอฮอล์จากลมหายใจต้องเป็น 0 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ทุกครั้ง

2.การตรวจสอบหาสารเสพติดปีละ 2 ครั้ง

3.การทดสอบสุขภาพจิต ปีละ 1 ครั้ง

4. จะต้องไม่ขับรถเกิน 4 ชั่วโมง และมีเวลาพักระหว่างทาง

และ 5. ต้องผ่านการอบรมเพิ่มทักษะและประสบการณ์ การขับรถพยาบาลการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินเบื้องต้น และสถานการณ์จำลองต่างๆ

รวมทั้งมีวินัยการขับรถ กรณีมีผู้ป่วยบนรถต้องกำจัดความเร็วที่ 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือไม่เกินที่กฎหมายกำหนด โดยยึดกฎจราจรอย่างเคร่งครัด และถือปฏิบัติการขับขี่ปลอดภัย(Safety Driving) ตลอดเวลา

ด้าน นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการรวบรวมสถิติการเกิดอุบัติเหตุของรถพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่เดือนมกราคม 2558 – กรกฎาคม 2559 พบว่าเกิดอุบัติเหตุขึ้น 60 ครั้ง มีผู้เสียชีวิต 11 คน บาดเจ็บ 114 คน เมื่อเกิดอุบัติเหตุจะมีการดำเนินการสอบสวนสาเหตุของกรมควบคุมโรค เพื่อส่งไปยังผู้ตรวจราชการฯ และรายงานมายังผู้บริหารส่วนกลางทุกเดือน