เตือน รพ.เอกชนอย่าใช้หมอ-จนท.เถื่อนตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ โทษจำคุก 2 ปี อาจสั่งปิดชั่วคราว

Tue, 2016-08-23 07:28 -- hfocus
Print this pagePrint this page

สบส.เตือน รพ.เอกชนที่จัดบริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่แก่พนักงาน นักศึกษาขอให้ปฏิบัติตามกฎหมาย มีมาตรฐานทั้งเครื่องมือแพทย์ บุคลากร แนะผู้ประกอบการก่อนทำสัญญาจ้าง ให้ตรวจดู 2 หลักฐานสำคัญคือใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาลและใบอนุญาตดำเนินการ หากพบแห่งใดใช้หมอ-เจ้าหน้าที่ปลอม มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปีอาจสั่งปิดสถานพยาบาลชั่วคราวได้ ย้ำคลินิกตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ไม่ได้       

นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้บริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ ได้กลายเป็นช่องทางหาเงินของธุรกิจนอกกฎหมาย โดยฉวยโอกาสไปให้บริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ให้แก่องค์กรหน่วยงาน สถานศึกษา ที่ไม่สะดวกให้บุคลากรหรือนักเรียนจำนวนมากเดินทางไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลตามสัญญาประกันสุขภาพหรือตรวจสุขภาพประจำปีที่เรียกว่าเช็คอัพ (Check up) ซึ่ง สบส.ได้รับการร้องเรียนหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ลำพูน พระนครศรีอยุธยา ฉะเชิงเทรา เป็นต้น 

จึงขอย้ำเตือนให้สถานพยาบาลเอกชนที่จัดบริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ ปฏิบัติตามกฎหมายคือพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2541อย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผลการตรวจสุขภาพมีความถูกต้อง แม่นยำ ให้ผลดีแก่ประชาชนได้รับรู้สถานะสุขภาพของตนเอง นำมาสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อแก้ไขป้องกันการป่วย หรือได้รับรักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม

อธิบดี สบส.กล่าวว่า สถานพยาบาลที่สามารถจัดบริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ได้ จะต้องเป็นสถานพยาบาลหรือเป็นโรงพยาบาลที่มีเตียงรับผู้ป่วยค้างคืนเท่านั้น คลินิกทั่วไปไม่สามารถดำเนินการได้ จะต้องมีสัญญาระหว่างสถานพยาบาลกับหน่วยงานหรือสถานศึกษาที่ไปตรวจ กำหนดให้รถเอ็กซเรย์จะต้องมีมาตรฐานได้รับอนุญาตจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีนักรังสีเทคนิคเป็นผู้ให้บริการ และมีผลการสอบเทียบคุณภาพมาตรฐานของเครื่องประจำปีด้วย  

กรณีมีการตรวจชันสูตรทางห้องปฏิบัติการ เช่น ตรวจเลือด อุจจาระ ปัสสาวะ จะต้องมีนักเทคนิคการแพทย์เป็นผู้ให้บริการ มีการบันทึกประวัติผู้ใช้บริการ ระบุวัน เวลา สถานที่ และชื่อผู้ประกอบวิชาชีพทั้งหมดที่ออกไปให้บริการ 

ซึ่งทุกวิชาชีพต้องมีใบประกอบโรคศิลปะ หากไม่มีหลักฐานที่กล่าวมาจะถือว่าเป็นหน่วยตรวจสุขภาพเถื่อน มีโทษ 2 กระทง คือ ผู้ดำเนินการสถานพยาบาล จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี  หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับโทษฐานไม่ควบคุมดูแล ปล่อยให้บุคคลอื่นที่ไม่มีใบประกอบโรคศิลปะมาประกอบวิชาชีพ 

หากปรากฏว่าก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้รับบริการ อาจสั่งปิดสถานพยาบาลเป็นการชั่วคราวหรือเพิกถอนใบอนุญาต ส่วนผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ จะมีความผิดแตกต่างกันตามสาขา เช่น แพทย์ มีโทษจำคุก 3 ปี ปรับไม่เกิน 30,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ    

ด้าน นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดี สบส.กล่าวว่า สถานประกอบการหรือสถานศึกษาที่จะทำสัญญาว่าจ้างสถานพยาบาลเอกชนไปตรวจสุขภาพ ก่อนทำสัญญาขอให้ตรวจสอบหลักฐานสถานพยาบาล 2 ส่วน ได้แก่ ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล และใบอนุญาตผู้ดำเนินการสถานพยาบาลประเภทรับผู้ป่วยค้างคืน ซึ่งออกโดย สบส. ขณะนี้มีโรงพยาบาลเอกชนที่ได้รับอนุญาตและขึ้นทะเบียนที่กรมสบส.ทั่วประเทศ 347 แห่ง สามารถตรวจสอบชื่อที่ตั้งและแพทย์ที่ได้รับอนุญาตดำเนินการได้ที่เว็บไซต์สำนักสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ www.hss.moph.go.th จะต้องแสดงหนังสือแจ้งการให้บริการ มีรายชื่อผู้ให้บริการและหลักฐานใบประกอบโรคศิลปะของผู้ประกอบวิชาชีพแต่ละสาขา ใบอนุญาตรถเอ็กซเรย์จากสำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ พร้อมแสดงใบแสดงผลการสอบเทียบเครื่องเอ็กซเรย์ประจำปีจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  

ส่วนในวันที่ตรวจสุขภาพจริง ขอให้ผู้บริหารสถานประกอบการ หรือสถานศึกษา ตรวจสอบบุคลากรที่ให้บริการในวันนี้ว่าตรงกับรายชื่อที่สถานพยาบาลแจ้งไว้หรือไม่ หากไม่ตรง ขอให้แจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่ หรือแจ้งที่สายด่วนคุ้มครองผู้บริโภคด้านบริการสุขภาพ สบส. หมายเลข 02-193-7999 ทันที เพื่อดำเนินการทางกฎหมายทันที

ทั้งนี้ สถานพยาบาลเอกชนที่จะให้บริการตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ จะต้องแจ้งที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดในพื้นที่นั้นๆ ล่วงหน้าอย่างน้อย 5 วันทำการ  แจ้งชื่อ ที่ตั้งสถานที่ที่จะไปให้บริการ รวมทั้งแจ้งพร้อมสำเนารายชื่อเจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบโรคศิลปะ ด้วย