ภก.สุภนัย ประเสริฐสุข : 6 ชุมชน 18 พื้นที่ กลไกจัดการปัญหายาไม่เหมาะสมโดยชุมชน

ราวกลางเดือนมกราคม 2560 ผู้เขียนได้รับข้อความจากคุณหมอ 2 ท่านส่งเข้ามาในกล่องข้อความส่วนตัว ทั้ง 2 ท่านเป็นแพทย์ที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแต่อยู่คนละจังหวัดกัน เล่าว่าเจอเคสผู้ป่วยใช้ยาน้ำสมุนไพรเจ้าหนึ่ง (ซึ่งระบุว่าโรงงานแจ้งเลิกผลิตแล้ว) แล้วมีลักษณะคล้ายผู้ป่วยที่ใช้สเตียรอยด์ต่อเนื่องมานาน และน้องเภสัชกรได้ใช้ชุดทดสอบเบื้องต้นตรวจสอบแล้ว ก็พบว่ามีสเตียรอยด์ปลอมปนจริงๆ

ส่วนอีกที่ คุณหมออีกท่านส่งข้อความมาคือ ยาผงสมุนไพรที่มีระบาดเยอะมากในชุมชน คุณหมอทั้ง 2 ท่านลงท้ายในข้อความเชิงหารือว่า “เอายังไงดีพี่ ฝากด้วยนะครับ”

นอกจากนี้ยังพบพื้นที่ซึ่งเจอปัญหาลักษณะคล้ายๆ กันในช่วงที่ผ่านมา เช่น จังหวัดศรีสะเกษที่พบปัญหายาสเตียรอยด์จากจีนทะลักเข้าไทย[1] เนื่องจากผู้ป่วยเสียชีวิตจากการใช้ยาจีนแผนโบราณ Jianbu Huqian Wan ที่พบว่ามีส่วนผสมสเตียรอยด์[2] เมื่อประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ 2560

และถัดไปอีกวันเดียวทางเภสัชกรสาธารณสุขและเครือข่ายเจ้าหน้าที่ก็ร่วมกันจับกุมและดำเนินคดีจับผู้เร่ค้ายาชุดหมอทหารและยาผงจินดามณี-ยาผีบอก[3] ได้ที่ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์พร้อมของกลางร่วม 500 ชุด ซึ่งยาเหล่านี้พบมีสเตียรอยด์ปลอมปนอยู่ด้วย และล่าสุดพื้นที่โนนสัง จ.หนองบัวลำภู พบเครือข่ายรถเร่ที่มีการนำยาน้ำแผนโบราณ (ตรวจสอบพบสเตียรอยด์ปลอมปน) ชื่อดังของจังหวัดข้างเคียงมาเร่ขายให้ชาวบ้าน

ซึ่งกรณีต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้ล้วนพบเจอปัญหาเพราะมีกลไกดักจับและสะท้อนปัญหาให้ได้รับทราบ รวมไปจนถึงแนวทางแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ ที่หน่วยงานที่กำกับดูแลคือสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ก็ไม่ได้ละเลยนิ่งนอนใจมีกลวิธีและแนวทางร่วมกับพื้นที่แก้ไขปัญหาในระดับชุมชนมาโดยตลอด

“ ….เราควรทำอย่างไร ไล่จับรถเร่ปราบปรามการลักลอบผลิต ตรวจสอบการจำหน่ายหรือเพิกเฉยยอมจำนนต่อมัน …. ”

คำถามนี้ถูกตั้งขึ้นเพื่อท้าทายคนทำงานในงานถอดบทเรียนกระบวนการเฝ้าระวังและจัดการปัญหาการปลอมปนสเตียรอยด์ด้วยเครือข่ายแกนนำด้านยาชุมชน แผนงานศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) และสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดขอนแก่น เมื่อปลายปี 2559 ณ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นการรวบรวมคนทำงานจัดการปัญหายาไม่เหมาะสมในชุมชน จำนวน 60 คนจาก 46 พื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะประเด็นปัญหาสเตียรอยด์ที่มีการนำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม มาร่วมกันรวบรวม วิเคราะห์และหาทางออกของปัญหาร่วมกันจากทั่วประเทศ ภายหลังที่มีการขับเคลื่อนการจัดการปัญหาทั้งระบบมาแล้ว

ที่ประชุมในวันนั้นตั้งต้นด้วยการทบทวนย้อนกลับไปถามว่า “ปัญหาของใคร อะไรคือปัญหา” เพื่อทบทวนจุดคนทำงานยืนอยู่ว่าบนเส้นทางหลักที่เคยวางแผนร่วมกันหรือไม่ เครือข่ายทำงานมีข้อมูล เข้าถึงข้อมูลที่ไม่เคยรู้มากขึ้นกว่าอดีตพอสมควร และมีพัฒนาการในรูปแบบจัดการปัญหาระดับชุมชนมากกว่าที่ผ่านมา กลวิธีหนึ่งที่เห็นร่วมกันคือ กลไกชุมชนร่วมขับเคลื่อนการจัดการปัญหาสเตียรอยด์

ดูเหมือนง่ายเป็นไปตามทฤษฎีและหลักวิชาการของการทำงานเครือข่ายในชุมชนก็มีบอกไว้ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย แต่ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ยากที่จะทำอย่างต่อเนื่องและติดตามเกาะติดให้เห็นผลจริงจัง ที่ผ่านมาเราตั้งต้นการทำงานด้วยการดึงเครือข่ายมาช่วยงานกันทั้งนั้น จะพบว่าเรามีพื้นที่นำร่องมากมาย มีบ้านหรือชุมชนต้นแบบจัดการปัญหาเยอะแยะและเติมงบประมาณในมหกรรมต่างๆ ในจำนวนที่สูงมาก (เมื่อเทียบกับการใช้งบประมาณอย่างต่อเนื่องเพื่อแก้ปัญหา) เมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่คงอยู่คือภาพถ่ายและป้ายต่างๆ ที่ติดอยู่ในศาลากลางบ้าน ร้านค้าของชุมชนและโรงเรียนต่างๆ และความสำเร็จในแง่การตลาด ที่ได้นำเสนอผ่านงานมหกรรมต่างๆ

6 ชุมชน[4] และ 18 พื้นที่[5] ได้บอกถึงแนวทางทำงานเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหายาไม่เหมาะสมในชุมชนตรงกันว่า ต้องเกาะติดการทำงานและแก้ไขปัญหา และสานพลังของชุมชนในพื้นที่แก้ไขปัญหา โดยพื้นที่เหล่านี้อยู่กับปัญหาสเตียรอยด์ที่มีการนำมาใช้ในทางที่ไม่เหมาะสมมาอย่างยาวนาน ผ่านการเรียนรู้และเข้าใจสภาพปัญหาของพื้นที่เป็นอย่างดี ทุกคนกล่าวคล้ายกันว่า ต้องแก้ไขปัญหาแบบเกาะติด ติดตามและให้เวลาในการทำงานอย่างน้อย 3 ปีขึ้นไปจึงจะเริ่มเห็นผล โดยระหว่าง 3 ปีนั้นคือการสานพลังชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ, เครือข่ายผู้นำของชุมชน, ผู้ปฏิบัติงานและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ และกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนคือ นายอำเภอหรือปลัดอำเภอของพื้นที่  

ดังนั้นนอกจากการขับเคลื่อนการทำงานระดับต้นทางของปัญหา ทั้งการนำเข้าส่งออก การขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายและหลักเกณฑ์ ระเบียบวิธีการต่างๆ แล้ว เภสัชกรในชุมชนและเจ้าหน้าที่ของพื้นที่จึงเป็นหัวใจสำคัญน่าจะลองผสานการทำงานให้เวลาและเกาะติดกับปัญหาในพื้นที่อย่างจริงจัง มีแนวทางที่ชัดเจน ที่จะให้ชุมชนและผู้คนในพื้นที่ร่วมเป็นเจ้าของปัญหาและปกป้องภัยของยาไม่เหมาะสมในพื้นที่ได้ด้วยตัวของชุมชนเอง

6 ชุมชนและ18 พื้นที่เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า ได้ทำแล้วและเห็นผลจริงในแนวทางทำงานเกาะติดและใช้ชุมชนขับเคลื่อนปัญหานี้ แม้ในหลายพื้นที่อาจจะยังไม่สามารถประเมินผลได้แต่ก็เห็นผลที่สะท้อนเกิดขึ้นในชุมชนในทิศทางที่ดีขึ้น ผู้เขียน, ภญ.กนกพร ธัญมณีสินและ ภก.สุโรจน์ แพงมา ได้รับโอกาสไปแลกเปลี่ยนการทำงานกับพื้นที่ โนนคูน จ.ศรีสะเกษ เมื่อกลางปี 2559 ในประเด็นการจัดการปัญหายาไม่เหมาะสมในชุมชน ได้ร่วมเป็นฟันเฟืองเล็กๆ กลไกการทำงาน  เหตุเกิดที่ไหน ที่นั่นร่วมดำเนินการก่อน”

โนนคูน เป็นอำเภอเล็กๆ ใน จ.ศรีสะเกษไกลจากตัวเมืองพอสมควรแต่มีพื้นที่อยู่ใกล้กับ จ.อุบลราชธานีมากกว่า ที่นี่เจอปัญหายาไม่เหมาะสมไหลบ่าทะลักเข้ามาในชุมชนจำนวนมาก (อาจจะด้วยพื้นที่มีกลไกดักจับปัญหาและสะท้อนปัญหาโดยคนในพื้นที่จริงๆ ที่ดีจึงทำให้เห็นปัญหา) ความน่าสนใจของพื้นที่นี้คือ ชุมชนร่วมกันเป็นเจ้าของปัญหา แพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาล สาธารณสุขอำเภอและเภสัชกรของพื้นที่ ก็ไม่ได้มองเฉพาะปัญหาของตัวเองและมุ่งหวังให้หน่วยงานอื่นและชาวบ้านมาช่วยทำงานเท่านั้น ปัญหาของปศุสัตว์อำเภอ นโยบายของพัฒนาชุมชนพื้นที่ ก็เป็นปัญหาและงานของโรงพยาบาลและสาธารณสุขอำเภอด้วยเช่นกัน

หลายครั้งปัญหาของชาวบ้านโนนคูน ไม่ใช่เรื่องยาและสาธารณสุขสำคัญเป็นอันดับแรก เภสัชกรและแพทย์ก็สนับสนุนช่วยกับชาวบ้านทำงานแก้ไขปัญหานั้นๆ ให้ลุล่วงได้ก่อนและค่อยๆ สานสัมพันธ์แสดงให้เห็นการซ้อนทับและความสัมพันธ์ระหว่างปัญหาพื้นฐานเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่กับปัญหาความเจ็บป่วยนั้นล้วนเชื่อมโยงกัน สามารถทำร่วมกันและแก้ไขปัญหาไปพร้อมๆ กันได้  

ผู้เขียนได้พบกับตัวเองเมื่อมีโอกาสเข้าไปช่วยทำงานที่โนนคูนคือ ระหว่างที่ร่วมแลกเปลี่ยนกับชาวบ้าน ตัวแทนเจ้าหน้าที่อยู่นั้น ก็มีข้อมูลแจ้งว่ามีคนเข้ามาเร่ขายยาในพื้นที่ อยากให้ผู้เขียนและทีมช่วยทำงานกับพื้นที่ด้วย หลังจากได้รับข้อมูลไม่นาน ทีมทำงานของพื้นที่ก็พร้อมหน้ากัน ทราบว่าข้อมูลและข่าวที่แจ้งมานั้น เกิดจากชาวบ้านและ อสม.ช่วยกันแจ้งข่าวมายังเภสัชกรของโรงพยาบาล ว่ามีคนมาเร่ขายยาในหมู่บ้าน เดี๋ยวชาวบ้านจะช่วยถ่วงไว้ไม่ให้ออกจากหมู่บ้าน สักพักผู้เขียนก็ได้พบทีมทำงาน ทั้งแพทย์ ปศุสัตว์อำเภอ เจ้าหน้าที่จากสาธารณสุขอำเภอ ตำรวจในพื้นที่ ผู้ใหญ่บ้านและตัวแทน อสม. ซึ่งเราใช้เวลาวางแผนไม่นานก็เข้าพื้นที่และสกัดจับรถเร่ขายยาในพื้นที่ได้

ถ้าตัดภาพเฉพาะการวางแผนและดำเนินคดีก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ข้อความระหว่างบรรทัดก่อนและหลังเหตุการณ์นั้นเต็มไปด้วยตัวอักษรมากมาย ข้อมูลที่ชาวบ้านแจ้งส่งต่อข้อมูลมายังเจ้าหน้าที่นั้น ไม่สามารถบังคับกันได้ถ้าขาดความเชื่อมั่นไว้วางใจ ผูกใจรักใคร่ช่วยเหลือกันมาก่อน สะท้อนให้เห็นการฝังตัวทำงานในพื้นที่ร่วมกันกับชาวบ้านมานาน ทั้งการได้รับความร่วมมือจากแพทย์ ปศุสัตว์อำเภอ ตำรวจโดยไม่ต้องร้องขอเป็นทางการก็ออกมาสนับสนุนการทำงานทันที และภายหลังการจับกุมก็มีการประสานความร่วมมือกับสาธารณสุขจังหวัดให้ดำเนินการจัดการปัญหาต่อได้ สิ่งเหล่านี้คือเบื้องหลังและเงื่อนไขเล็กๆ ที่สำคัญของชุมชนที่ทำให้การจัดการปัญหาสำเร็จลุล่วงได้

หลายพื้นที่ในวันนี้ เช่น โนนสัง หนองบัวลำภู เภสัชกรก็ให้เวลากับแนวทางการทำงานเกาะติด ใช้กลวิธีให้ชุมชนเป็นกลไกในการจัดการปัญหาเอง จากเดิมที่ชาวบ้านมองแบบแยกส่วนกับเจ้าหน้าที่ เมื่อผ่านการทำงานเรียนรู้เข้าใจ มองเห็นเป้าหมายเดียวและเกิดความไว้วางใจในที่สุด

ผู้เขียนได้มีโอกาสสัมผัสและเห็นน้องเภสัชกรและทีมงานเข้าไปทำประชาคมในหมู่บ้าน บางครั้งมืดค่ำก็ยังเข้าชุมชนไปสนับสนุนการทำงานกับเจ้าหน้าที่ ถ้าสลายกรอบงานเค้า-งานเรา ชาวบ้าน-เจ้าหน้าที่ ให้เจือจางลงได้ก็จะไม่เห็นว่าเป็นภาระที่หนักนอกเหนือหน้าที่รับผิดชอบ สิ่งเหล่านี้ต้องให้เวลาและค่อยๆ เรียนรู้แก้ไขปัญหา

6 ชุมชน 18 พื้นที่จึงไม่ใช่พื้นที่ต้นแบบหรือนำร่องแต่เป็นพื้นที่แห่งกำลังใจ พื้นที่ของเพื่อนที่พร้อมจะสนับสนุนการทำงานกันและกัน พื้นที่ซึ่งแสดงดอกผลของการทำงานแบบเกาะติดการแก้ไขปัญหายาไม่เหมาะสมในชุมชนอย่างเกิดมรรคผล วันข้างหน้าพื้นที่เหล่านี้อาจอ่อนกำลังลงและอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้สำเร็จ ก็ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญอะไรเพราะอย่างน้อยวันนี้เมล็ดพืชของคนทำงานแบบเกาะติดที่เคยถูกหว่านไปในหลายพื้นที่ในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศนั้นได้เติบโต ผลิบานและเริ่มแพร่พันธุ์แล้ว ความงดงามหาได้อยู่ที่ความสำเร็จปลายทางแต่เพียงอย่างเดียว บางครั้งการสร้างกลไกและคนทำงานของพื้นที่ให้เกิดขึ้นอาจสำคัญกว่าผลสำเร็จการแก้ไขปัญหาที่ชี้วัดออกมาเป็นตัวเลข

บทเรียน 40 ปีของปัญหาสเตียรอยด์บ่งบอกว่า ปัญหาปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ตลอดเวลา ต้องเท่าทันและควบคุมไม่ให้ปัญหาไม่ให้สร้างผลเสียหายต่อประชาชนได้พร้อมๆ กับการมีกลไกดักจับและสะท้อนปัญหาที่ดีและมีประสิทธิภาพอยู่ตลอดเวลา น่าจะชี้วัดความสำเร็จของการจัดการปัญหายาไม่เหมาะสมของสังคมไทยได้ดีกว่าการจัดการปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จซึ่งไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริงสำหรับบริบทสังคมไทย

ผู้เขียน : ภก.สุภนัย ประเสริฐสุข สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู, ผู้ประสานงานเครือข่ายจัดการปัญหาสเตียรอยด์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, เครือข่ายติดตามปัญหายาชายแดนและผลิตภัณฑ์สุขภาพข้ามแดน

ภก.สุภนัย ประเสริฐสุข



[1] https://news.thaipbs.or.th/content/260547

[2] http://www.isranews.org/isra-news/item/54300-medicine-54300.html

[3] http://www.manager.co.th/OnlineSection/ViewNews.aspx?NewsID=9600000020039

[4] เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด, ลอง จ.แพร่, โนนสัง จ.หนองบัวลำภู, สีชมพู จ.ขอนแก่น, ปทุมราชวงศา จ.อำนาจเจริญ, โนนคูณ จ.ศรีสะเกษ)

[5] วารินชำราข จ.อุบลราชธานี, ดอกคำใต้ จ.พะเยา, เวียงแก่น จ.เชียงราย, เวียงสา จ.น่าน, ขุขันธ์ จ.ศรีสะเกษ, วาริชภูมิ - วานรนิวาส – สว่างแดนดิน –พรรณนานิคม จ.สกลนคร, น้ำพอง-บ้านฝาง จ.ขอนแก่น, ด่านซ้าย จ.เลย, สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา, เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ,โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี, เขาชัยสน จ.พัทลุง, พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.อุทัยธานี

 

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

แล้วไงค่ะ
17 ชั่วโมง 37 นาที ago
melonpung
19 ชั่วโมง 44 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

แล้วไงค่ะ
17 ชั่วโมง 37 นาที ago
melonpung
19 ชั่วโมง 44 นาที ago
กลับด้านบน