นพ.ธีระ วรธนารัตน์ : ทำร้ายบุคลากรการแพทย์...อาชญากรรมพิสูจน์ใจนักบริหาร

พาดหัวข่าววันรุ่งขึ้น ณ ดาวเอนเซลาดัส บริวารดาวเสาร์ ที่ได้รับการค้นพบว่าอาจมีสิ่งมีชีวิตซ่อนอยู่ลับๆ โดยยานอวกาศจากโลกมนุษย์ที่แสนวุ่นวาย

ชี้ปลัดและทีมงานต้องทำงานดูแลสวัสดิภาพของบุคลากรทางการแพทย์อย่างจริงจัง ไม่ใช่เอาแต่เดินสายออกข่าวโปรโมทนโยบาย

ในขณะที่มีข่าวอาชญากรรมทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์ครั้งแล้วครั้งเล่าที่เผยแพร่ออกมาทางสื่อสาธารณะ สร้างความหดหู่ใจ และกำลังใจที่ถดถอยในหมู่คนทำงานทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ

หมอโดนเตะก้านคอ...เจ้าหน้าที่ฉุกเฉินโดนตบหัว...ล่าสุดเจ้าหน้าที่อนามัยโดนทำร้ายหมายจะข่มขืน...

จะรออีกกี่เคสครับ เหล่าผู้บริหารหน่วยงานต้นสังกัดและรัฐบาลจึงจะออกมาจัดการให้เด็ดขาด?

ธรรมาภิบาล หรือการบริหารที่ดีนั้น องค์ประกอบข้อหนึ่งที่สำคัญมากคือเรื่องการตอบสนองต่อปัญหา หรือเราเรียกว่า Responsiveness

“คนบริหารแบบเอาหน้า” นั้น ต่างกับ ”คนที่ใส่ใจชีวิตคน” วัดกันที่รูปธรรมที่เห็น และท่าทีการตอบสนองต่อปัญหา

สำนักข่าวเอนเซลาดัส ณ ดาวเสาร์ เปิดเผยอีกว่า ประเทศต่างๆ ในดาวโลกนั้นต่างประสบกับสถานการณ์นี้เช่นเดียวกันกับประเทศสารขันธ์ แต่มีการตอบสนองต่างกันราวฟ้ากับเหว

ตัวอย่างเช่นเมืองลุงแซม ที่มีระบบการติดตามสถิติการเกิดเหตุทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด และมีการผลักดันให้เกิดมาตรการต่างๆ เพื่อเฝ้าระวัง และจัดการปัญหา โดยมีความเข้มข้นที่แตกต่างกันไปตามแต่ละมลรัฐ

ทั้งนี้ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา มีกว่า 30 มลรัฐ ที่ออกกฎหมายและมาตรการต่างๆ เพื่อปกป้องบุคลากรทางการแพทย์ อาทิเช่น การเอาผิดผู้ประทุษร้ายบุคลากรทางการแพทย์อย่างหนักทั้งอาญาและแพ่ง การออกมาตรการให้สถานพยาบาลเสริมความปลอดภัยโดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานทั้งปริมาณและคุณภาพ การติดตั้งกล้องวงจรปิดที่มีประสิทธิภาพ การมีปุ่มรายงานเหตุฉุกเฉิน รวมถึงระบบการป้องกันการบุกรุกสถานพยาบาล และเครื่องมือตรวจจับอาวุธและโลหะก่อนเข้าในเขตพื้นที่สถานพยาบาล

นอกจากนี้ มาตรการเสริมทักษะของบุคลากรทางการแพทย์ในเรื่องการจัดการความขัดแย้ง การสื่อสาร และกระบวนการจัดการตอบโต้ เวลาเกิดปัญหาประทุษร้าย ก็ถือเป็นเรื่องที่ได้รับการนำเสนอไปวางแผนปฏิบัติอย่างจริงจัง

งานวิจัยในปี ค.ศ.2013 โดยศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเซาธ์ฟลอริดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการสำรวจพยาบาลจำนวน 150,000 คนจากโรงพยาบาลกว่า 160 แห่งทั่วดาวโลก พบว่า 1 ใน 3 ของจำนวนทั้งหมดนั้นเคยถูกทำร้ายร่างกายในขณะปฏิบัติงาน ในขณะที่อีก 2 ใน 3 นั้นเคยถูกทำร้ายทางวาจาและจิตใจ

ทั้งนี้มีการวิเคราะห์สถิติการเกิดเหตุร้ายในรูปแบบต่างๆ ต่อบุคลากรทางการแพทย์แล้ว พบว่า การทำร้ายร่างกายและประทุษร้ายทางเพศนั้นมักเกิดมากในกลุ่มประเทศแถบแองโกล ได้แก่ ออสเตรเลีย อังกฤษ ไอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา แคนาดา นิวซีแลนด์ และสก็อตแลนด์ ในขณะที่การดูถูกเหยียดหยาม ประทุษร้ายทางวาจา พบได้บ่อยในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ในขณะที่การล้อเลียนและการประทุษร้ายทางเพศจะอยู่ในอัตราต่ำในประเทศอื่นๆ ในสหภาพยุโรป

ในขณะที่องค์การอนามัยโลก ก็เคยทำการสำรวจบุคลากรทางการแพทย์กว่า 6,000 คนใน 7 ประเทศ พบว่าอัตราการเกิดเหตุประทุษร้ายอยู่ในระดับสูงจนน่าเป็นห่วงเช่นกัน ทั้งนี้บุคลากรทางการแพทย์ร้อยละ 76 ในประเทศบัลแกเรีย ร้อยละ 67 ในออสเตรเลีย ร้อยละ 60 ในโปรตุเกส ร้อยละ 54 ในประเทศไทย และร้อยละ 47 ในประเทศบราซิล รายงานว่าเคยประสบเหตุประทุษร้ายทางร่างกาย หรือจิตใจระหว่างการปฏิบัติงาน

จากผลการวิจัยต่างๆ ดังกล่าว เชื่อกันว่าเหตุการณ์จริงมีมากกว่านี้มาก แต่บุคลากรทางการแพทย์จำนวนไม่น้อย ที่ไม่กล้ารายงานต่อผู้บังคับบัญชา เพราะแทนที่จะได้รับการปกป้อง กลับจะโดนตำหนิติเตียน เนื่องจากผู้บริหารสถานพยาบาลในยุคปัจจุบันถูกบ่มเพาะให้เติบโตขึ้นมาโดยมองผู้ประทุษร้ายเหล่านั้นเป็นลูกค้า และกลัวผลกระทบด้านภาพพจน์ชื่อเสียงหากทำการฟ้องร้องดำเนินคดี

มองเค้าแล้วมามองเรา...ประเทศสารขันธ์กำลังอยู่ในภาวะวิกฤติ

ท่ามกลางความคาดหวังของประชาชนต่อระบบสุขภาพภาครัฐ บุคลากรทางการแพทย์ในระบบได้ยืนหยัดทำงานอย่างหนัก เพื่อดูแลประชาชน ภายใต้ความกดดันหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรไม่เพียงพอ ภาระงาน ปัญหาคุณภาพชีวิต สวัสดิภาพ และสมดุลชีวิต ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นเพราะความมุ่งมั่นศรัทธาในวิชาชีพ ใจจึงยังสู้ ยืนหยัดกันอยู่ได้

แต่แน่นอนว่า ใจจะสู้เพียงใด ย่อมพ่ายแพ้ได้ หากอาชญากรรมที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงขึ้น บ่อยขึ้น จนทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีความสุข

ถามว่าทางเลือกที่บุคลากรทางการแพทย์จะทำได้คืออะไรบ้าง?

การออกจากระบบรัฐไปอยู่ที่ที่ปลอดภัยและมีความสุขมากกว่าคงเป็นทางเลือกแรก

แต่แน่นอนว่าคงออกไปกันได้แค่ระดับหนึ่ง เพราะจำนวนตำแหน่งงานหรือสถานที่รองรับอาจไม่มากพอ ทางเลือกถัดไปที่น่ากลัวกว่าหากเกิดขึ้นจริงคือ การที่ทนอยู่ในระบบ แต่ลดทอนความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น  และมีความระแวงประชาชน จนทำให้ความสัมพันธ์ห่างเหิน ทำงานไปโดยลด “ใจ” ลง

คนที่ได้รับผลกระทบคือประชาชน ซึ่งไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ในขณะที่กลุ่มที่ลอยตัวเหนือปัญหา และไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ย่อมเป็นกลุ่มนักบริหาร ที่กว่าจะถึงป่านนั้นก็เปิดตูดหนีไปหากินตามที่ต่างๆ ตามระเบียบ ตราบจนกระทั่งกลุ่มนักบริหารเหล่านั้นแก่หง่อม และมาชดใช้กรรมตอนเจ็บป่วยมาที่โรงพยาบาลนั่นเอง

เรื่องการประทุษร้ายบุคลากรทางการแพทย์นี้เป็นเรื่องสำคัญมาก และต้องการความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน หากมัวแต่ลอยไปลอยมา ทุกคนมองว่าไม่ใช่ธุระ กว่าจะสำนึก ภัยก็จะมาถึงตัวเองหรือถึงตัวพ่อแม่ลูกหลานญาติพี่น้อง

ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่ประชาชนพ่อแม่พี่น้องชาวสารขันธ์ ควรมาร่วมกันแสดงความรักและห่วงใยบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านการเรียกร้องให้กลุ่มนักบริหารทั้งหลายแสดงความรับผิดชอบที่ควรกระทำเสียที

หากไม่สามารถสร้างนโยบายปกป้องบุคลากรทางการแพทย์จากผู้ประทุษร้ายได้อย่างเป็นรูปธรรม ทางเลือกที่พวกท่านมีคือ การลาออกแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์วิกฤติซ้ำซากที่เกิดขึ้น ไม่ใช่รอเกษียณแบบสบายๆ เสวยสุขตามนิทานปรัมปราที่เล่าสืบต่อกันมา

“ทำร้ายบุคลากรทางการแพทย์...อาชญากรรมพิสูจน์ใจนักบริหาร”

ผู้เขียน : ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เอกสารอ้างอิง

Jacobson R. Epidemic of Violence against Health Care Workers Plagues Hospitals. Scientific American 31 December 2014.

Nelson R. Tackling violence against health-care workers. Lancet 2014;383:1373-4.

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

แล้วไงค่ะ
17 ชั่วโมง 43 นาที ago
melonpung
19 ชั่วโมง 50 นาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

แล้วไงค่ะ
17 ชั่วโมง 43 นาที ago
melonpung
19 ชั่วโมง 50 นาที ago
กลับด้านบน