ถังขยะฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนระบบพลาสมาความดันสูง เจ้าแรกในโลก

จากจำนวนโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชนที่เพิ่มมากขึ้น สิ่งที่จะตามมาเป็นเงาตามตัวนั่นคือ ขยะติดเชื้อ กรมอนามัยระบุว่า 1 เตียงผู้ป่วยจะเกิดขยะติดเชื้อเฉลี่ย 0.54 กิโลกรัมต่อเตียงต่อวัน ปริมาณมูลฝอยติดเชื้อดังกล่าวคาดว่าจะมีอัตราเพิ่มขึ้นปีละประมาณร้อยละ 5.5 หากคูณกับจำนวนเตียงผู้ป่วยที่มีมากกว่า 140,000 เตียง จากโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน รวมทั้งสถานพยาบาล ที่มีมากกว่า 37,000 แห่ง ปัญหาที่ตามมา คือ การกำจัดขยะติดเชื้อที่ถูกวิธีจะทำได้อย่างไร

ปัจจุบันการกำจัดขยะติดเชื้อ จำกัดได้ด้วยเตาเผาขยะ แต่ด้วยจำนวนเตาเผาขยะที่มีจำกัด สวนทางกับจำนวนขยะติดเชื้อที่มีเพิ่มมากขึ้น ปัญหาที่ตามมาคือ การดำเนินการจัดเก็บขยะติดเชื้อที่ไม่ถูกสุขลักษณะไม่มีประสิทธิภาพก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม รวมทั้งตัวผู้จัดเก็บได้

ดร.มงคล จงสุพรรณพงศ์

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ดร.มงคล จงสุพรรณพงศ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์มหาบัณฑิต วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม หรือ STC จึงได้ประดิษฐ์ ถังขยะฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนระบบพลาสมาความดันสูง เจ้าแรกในโลกที่คิด ออกแบบ และผลิตด้วยฝีมือคนไทยทั้งสิ้น

“โรงพยาบาลต่างๆ จะจัดจ้างผู้รับเหมา โดยจะเสียค่าบริการ การกำจัดเชื้อโรคต่างๆ จะมีความแตกต่างกันไป จากปัญหาการติดเชื้อโรคผ่านขยะมูลฝอยตามโรงพยาบาลต่างๆ ทำให้เกิดงานวิจัยถังขยะฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนระบบพลาสมาความดันสูง หวังช่วยลดปัญหาการติดเชื้อโรคจากขยะมูลฝอย คาดอนาคตจะผลิตสินค้าออกเชิงพาณิชย์เพื่อช่วยลดปัญหาการติดเชื้อโรค”

ดร.มงคล กล่าวว่า เหตุผลที่เลือกทำวิจัยเรื่องถังขยะฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนระบบพลาสมาความดันสูง เพราะว่า ที่ผ่านมาขยะมูลฝอยติดเชื้อโรคไม่มีการกำจัดอย่างถูกวิธี ทำให้เป็นอันตรายต่อผู้เก็บขยะ จึงเกิดแนวคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้ขยะเหล่านี้ถูกกำจัดอย่างถูกต้อง และไม่เป็นอันตรายต่อผู้จัดเก็บ

จึงเป็นที่มาของถังขยะฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนระบบพลาสมาความดันสูง เป็นนวัตกรรมที่ได้รับทุนสนับสนุนการผลิตและวิจัยจาก STC โดยเกิดจากแนวคิดที่ต้องการช่วยแก้ปัญหาการจัดการขยะมูลฝอยติดเชื้อโรคที่เกิดจากสถานพยาบาลหรือห้องปฏิบัติการทดลอง โดยมีนักศึกษาปริญญาโทร่วมในงานวิจัยครั้งนี้ด้วย

ดร.มงคล กล่าวว่า การฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนระบบพลาสมาความดันสูง สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ทุกชนิด และไม่มีสารตกค้างที่จะทำลายสิ่งแวดล้อมเหมือนสารเคมีอื่นๆ สามารถทำลายเชื้อโรคได้มากกว่าคลอรีน 3,000 เท่า ส่วนกรรมวิธีในการใช้ไม่มีความยุ่งยากใดๆ เพียงแค่นำขยะติดเชื้อเหล่านี้ ใส่ลงในถังขยะดังกล่าว แล้วกดปุ่มทำงานของเครื่องภายในเวลา 20 วินาทีเท่านั้น เชื้อโรคทุกชนิดภายในถังขยะดังกล่าวจะถูกทำลายไปหมด ส่วนขยะที่เหลือสามารถนำไปกำจัดได้เหมือนขยะทั่วไป

“นวัตกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยพัฒนาการศึกษาของนักศึกษาปริญญาโท สาขาการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมด้วย พวกเขาจะได้ศึกษาผลงานวิจัยและนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมของตนเอง ซึ่งผมมองว่าหากเราช่วยกันพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือการอนุรักษ์พลังงาน จะช่วยลดปัญหามลภาวะหรือการติดเชื้อโรคได้มากขึ้น”

นอกจากนี้ในงานวิจัยดังกล่าว ได้มีการนำถังขยะฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนระบบพลาสมาความดันสูง นำไปทดลองใช้ครั้งแรกที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งหากรวมระยะเวลาตั้งแต่เริ่มคิดจนมาถึงขั้นตอนการประดิษฐ์ถังขยะขึ้นมาและนำไปทดลองใช้ รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 2 ปี

“นวัตกรรมดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยกำจัดขยะมูลฝอยติดเชื้อโรคเท่านั้น แต่ยังเป็นการช่วยพัฒนาการศึกษาของนักศึกษาปริญญาโท สาขาการจัดการพลังงานและสิ่งแวดล้อมด้วย พวกเขาจะได้ศึกษาผลงานวิจัยและนำมาพัฒนาเป็นนวัตกรรมของตนเอง ซึ่งผมมองว่าหากเราช่วยกันพัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมหรือการอนุรักษ์พลังงาน จะช่วยลดปัญหามลภาวะหรือการติดเชื้อโรคได้มากขึ้น” ดร.มงคล

ทั้งนี้ คุณสมบัติเด่นๆ ของถังขยะฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนระบบพลาสมาความดันสูง ตัวถังขยะทำจากสแตนเลส ใน1 ถังสามารถใส่ขยะได้มากถึง 10 ลิตร สามารถฆ่าเชื้อโรคได้ภายใน 20 วินาที ใช้ไฟฟ้าประมาณ 0.3แอมป์/ครั้ง ขณะนี้ราคาอยู่ที่ ประมาณ 25,000 บาท แต่หากมีความต้องการเป็นจำนวนมาก ราคาอาจจะลดลงเป็นไปตามกลไกทางการตลาด หรือสามารถเพิ่มหรือลดขนาดของถังขยะก็ได้

ดร.มงคล ระบุว่า การทำงานวิจัยในครั้งนี้ ต้องการให้มีคนนำไปต่อยอดในเชิงพาณิชย์ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ โรงพยาบาล ห้องปฏิบัติการต่างๆ ที่มีขยะมูลฝอยติดเชื้อโรคและต้องการกำจัดขยะดังกล่าวอย่างปลอดภัยด้านสาธารณสุข อีกทั้งยังอยากให้ภาครัฐสนับสนุนนวัตกรรมที่เป็นผลงานของคนไทย ทำเอง ผลิตเองได้ภายในประเทศ ซึ่งถังขยะฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนระบบพลาสมาความดันสูงนี้เป็นนวัตกรรมใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนและกำลังจะจดอนุสิทธิบัตร หากรัฐบาลให้การสนับสนุนนวัตกรรมดังกล่าวให้สามารถนำไปใช้กับโรงพยาบาลของรัฐได้จะเป็นเรื่องที่ดีมาก

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ข่าวล่าสุด

คอมเมนท์ ล่าสุด

กลับด้านบน