ชมรมเพื่อนไรคไตค้านข้อเสนอ สตง.ให้ผู้ป่วยไตสิทธิบัตรทองร่วมจ่าย

Wed, 2017-07-05 17:03 -- hfocus
Print this pagePrint this page

“ชมรมผู้ป่วยโรคไตแห่งประเทศไทย” ยืนหนังสือ “หมอปิยะสกล” ค้านข้อเสนอ สตง.ให้ร่วมจ่าย หลัง สตง.จี้ สปสช.ทบทวนบริการไตวายเรื้อรัง ตามมติ ครม.ปี 50 ให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมค่าใช้จ่าย หลังกองทุนบัตรทองติดหนี้ 2พันล้าน ระบุเป็นข้อเสนอทำร้ายผู้ป่วย ขัดหลักการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและรัฐธรรมนูญ ด้าน บอร์ด สปสช.ถกบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ปี 61 จัดสรรงบกว่า 8.1 พันล้านบาท

ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ – เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2560 ชมรมผู้ป่วยโรคไตแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยเครือข่ายพลเมืองขับเคลื่อนสิทธิด้านสุขภาพ (Healthy Forum) นำโดย น.ส.สุภัทรา นาคะผิว ประธานคณะกรรมการองค์การพัฒนาเอกชนด้านเอดส์ (กพอ.) นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์แห่งประเทศไทย นายสมควร เกตุทอง รองประธานชมรมผู้ป่วยโรคไตแห่งประเทศไทย และนายสมชาย กระจ่างแสง ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาชนเพื่อรัฐสวัสดิการ พร้อมด้วยตัวแทนเครือข่าย ได้เข้ายื่นหนังสือถึง นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อขอให้สนับสนุนงบประมาณในการให้บริการผู้ป่วยไตเรื้อรัง โดยมี นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ ผู้ช่วยเลขาธิการ สปสช. และ น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการบอร์ด สปสช.เป็นผู้รับมอบหนังสือแทน

น.ส.สุภัทรา กล่าวว่า ตามที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้แนะนำให้บอร์ด สปสช.ทบทวนการให้บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง โดยอ้างข้อสังเกตของสำนักงบประมาณในปี 2550 ว่าการรักษาพยาบาลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังมีค่าใช้จ่ายสูงมากและสร้างภาระให้กับงบประมาณของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งอาจไม่เพียงพอสำหรับผู้ป่วยในภาพรวมทั้งหมด ดังนั้นหากมีแนวทางให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมชำระค่าใช้จ่ายบางส่วนตามความเหมาะสม จะทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาพยาบาลมากยิ่งขึ้น พร้อมระบุว่า บอร์ด สปสช.มิได้ให้ผู้ป่วยไตวายเรื้องรังมีส่วนร่วมชำระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลตามข้อสังเกตจนทำให้ค่าบริการทดแทนไตวายเรื้อรังที่ สปสช.ได้รับจัดสรรจากรัฐบาลไม่เพียงพอต่อการให้บริการ และทำให้เกิดหนี้สินจำนวน 2,317 ล้านบาท

ทั้งนี้ชมรมผู้ป่วยโรตไตแห่งประเทศไทยและเครือข่ายผู้ป่วยรู้สึกผิดหวังต่อทัศนคติ สตง.ที่ขาดความเข้าใจและขาดข้อมูลเกี่ยวกับระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและงบประมาณประเทศ เพราะข้อมูลเป้าประสงค์ของแผนบูรณาการพัฒนาระบบหลักประกันสุขภาพกำหนดไว้ว่า รายจ่ายด้านสุขภาพของรัฐบาลต้องไม่เกินร้อยละ 5 ของจีดีพี ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 4.2 เท่านั้น ขณะที่รายจ่ายสุขภาพไม่เกินร้อยละ 20 ของจ่ายรัฐบาลทั้งหมดที่ปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 17

ขณะที่ภาระค่าใช้จ่ายสุขภาพประเทศเกิดจากระบบรักษาในสวัสดิการข้าราชการที่ขาดประสิทธิภาพ โดยมีค่าใช้จ่ายสูงถึง 13,000 บาทต่อคน ขณะที่งบบัตรทองอยู่ที่ 3,100 บาทต่อคน แต่กลับไม่ได้รบการท้วงติงจาก สตง.ในเรื่องนี้

นายอภิวัฒน์ กล่าวว่า การให้ความเห็น สตง.ครั้งนี้ สะท้อนแนวคิดที่เป็นปัญหา ทำร้ายผู้ป่วย ทำร้ายประชาชน เป็นข้อเสนอที่จับผู้ป่วยเป็นตัวประกัน เพราะการเข้าถึงการล้างไตช่วยให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ ถือเป็นความไม่รู้ของ สตง. ดังนั้น สตง.ควรที่จะทบทวนตนเองว่าเข้าใจเรื่องหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและ 3 กองสุขภาพดีแค่ไหน ขณะเดียวกันบอร์ด สปสช.เองต้องให้ความรู้กับ สตง.ด้วยว่า สิ่งที่ สตง.เสนอมานั้นเป็นสิ่งที่ขัดต่อหลักการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ขัดต่อหลักมนุษยชนขั้นพื้นฐาน และขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งในการจัดการงบประมาณระบบหลักประกันสุขภาพมีวิธีอื่นที่สามารถทำได้ในการจัดหางบเพิ่มเติม และมีประสิทธิภาพมากกว่า ไม่ใช่ให้ผู้ป่วยร่วมจ่ายโดยตรง อีกทั้ง 3 กองทุนสุขภาพยังมีความไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้นควรจะมีการพัฒนาระบบรวม 3 กองทุนให้บริการรักษาเป็นมาตรฐานเดียวกันมากกว่า

“เราขอตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และประเด็นร่วมจ่ายก็เป็นหนึ่งในที่มีการถกเถียงการแก้ไข แต่อยู่ๆ สตง.ก็โผล่เรื่องนี้ขึ้นมา เราไม่รู้ว่ามีอะไรที่อยู่เบื้องหลังหรือไม่ เป็นสิ่งที่น่าคิด

ซึ่งเรากังวลว่าหากมีการร่วมจ่าย ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจะเป็นผู้ป่วยกลุ่มแรกที่ต้องร่วมจ่ายนี้ ทั้งนี้ในวันนี้เราจะไปยื่นหนังสือนี้ต่อ สตง.ที่มีการจัดทำข้อเสนอนี้ และจะไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน” นายอภิวัฒน์ กล่าว

นายสมควร กล่าวว่า ในฐานะผู้ป่วยขอชื่นชมระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและการบริหารจัดการของ สปสช. ซึ่ง 10 ปีที่ผ่านมาได้ช่วยให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังเข้าถึงการรักษาได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งกรณี สตง.ที่เสนอให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังต้องร่วมจ่ายค่ารักษานั้น เป็นข้อเสนอที่กระทบต่อผู้ป่วยโดยตรงและทำให้ผู้ป่วยเข้าไม่ถึงการรักษาได้ ซึ่งขณะนี้มีผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติจำนวนกว่า 5 หมื่นคน

ขณะที่ นายสมชาย กล่าวว่า ขอเสนอ รมว.สาธารณสุขและบอร์ด สปสช.พิจารณาเสนอ ครม.เห็นชอบเพื่อดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ดังนี้

1.ยึดประโยชน์ผู้ป่วยเป็นสำคัญ ทำให้ผู้ป่วยมีหลักประกันสุขภาพที่จะไม่ถูกปฏิเสธการรักษา และต้องต่อรองราคายาและเวชภัณฑ์รวมถึงค่าบริการต่างๆ ให้มีราคาถูกลง และมีคุณภาพ รวมทั้งมีการดำเนินการเพื่อการส่งเสริมป้องกันให้ผู้ป่วยมีจำนวนน้อยลงอย่างเข้มข้น

2.ยึดหลักการไม่เลือกปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มิเช่นนั้นผู้ป่วยไตวายเรื้อรังจะเป็นผู้ป่วยเพียงกลุ่มเดียวที่ต้องร่วมจ่ายในระบบหลักประกันสุขภาพ ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและเข้าไม่ถึงบริการ

3.ให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณค่าใช้จ่ายที่ให้บริการเกินสำหรับผู้ป่วยไตวายเรื้องรังจำนวน 2,317 ล้านบาท โดยให้มีงบประมาณเพียงพอเพื่อจัดบริการ

4.เร่งดำเนินการเพื่อให้เกิดการปฏิรูป และลดความเหลื่อมล้ำระบบบริการสุขภาพทั้ง 3 กองทุน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เพื่อประสิทธิภาพในการบริหารงบประมาณ

ทั้งนี้ในการประชุมบอร์ด สปสช. วาระพิจารณา “ข้อเสนอหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2561” ได้มีการหารือในงบประมาณบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง โดยปี 2561 อยู่ที่ 8,165.60 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 636.37 ล้านบาท หรือร้อยละ 8.45 โดย นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า งบประมาณในการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังต้องมีการคำนวณล่วงหน้า ซึ่งเราคงตั้งงบประมาณปลายเปิดไม่ได้ ทั้งนี้เพื่อให้สำนักงบประมาณรับทราบสถานการณ์ล่วงหน้า ส่วนการจะร่วมจ่ายหรือไม่เราคงต้องมาช่วยกันคิด รวมทั้งต้องมีการบริหารจัดการโรคไตวายเรื้อรังที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ที่ผ่านมาแม้แต่คลินิกไตวายเพื่อชะลอการล้างไตก็ทำมาแล้ว ทั้งหมดนี้ต้องมีการประมาณการณ์ล่วงหน้า

น.ส.กรรณิการ์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ป่วยต่างกังวลต่อการร่วมจ่ายเพราะอาจส่งผลกระทบต่อการเข้าถึงการรักษา โดยในวันนี้เครือข่ายผู้ป่วยได้มายื่นหนังสือต่อบอร์ด สปสช.เพื่อให้ทบทวนแนวคิดการร่วมจ่ายที่อาจจะเกิดขึ้น

ด้าน นพ.สุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า ในปี 2550 ที่มีการนำเสนอสิทธิประโยชน์ไตวายเรื้อรังเข้าสู่ ครม.ได้มีการประมาณการงบประมาณดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังในปี 2560 ถึง 18,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันเราใช้อยู่ที่ 8,000 ล้านบาท แปลว่าเราได้บริหารจัดการระบบและควบคุมงบประมาณได้ดี และขณะนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เป็นนายกมนตรี ได้มีการประกาศจะไม่อนุมัติแผนงานงบประมาณที่ผูกพันและมีผลกระทบระยะยาว แต่กลับอนุมัติโครงการดูแลผู้ป่วยไตวายเรื้อรังนี้ ซึ่งจากที่ได้พบกับ พล.อ.สุรยุทธ์ จึงถามว่า ทำไมจึงอนุมัติโครงการนี้ที่สวนทางกับนโยบายรัฐบาล ท่านตอบว่า คุณหมอ คนที่ไม่ได้รับการล้างไตตายนะ คนที่รับถึงรอด คนจน คนรายได้ปานกลางจึงขายทุกอย่างเพื่อให้อยู่รอด รัฐไม่ช่วยไม่ได้ ซึ่งหลักการของหลักประกันสุขภาพคือต้องประกันรักษาในเรื่องร้ายแรง ไม่ใช่เจ็บป่วยเล็กน้อย และเรื่องนี้ก็เป็นบาทสุดท้ายของชีวิต ดังนั้นจึงขอให้กลับไปดูข้อเสนอโครงการในปี 2550 ใหม่