รพ.พระนั่งเกล้าหนุนแก้ กม.บัตรทอง เห็นด้วยแยกเงินเดือนจากงบรายหัว

Wed, 2017-07-05 19:25 -- hfocus
Print this pagePrint this page

รพ.พระนั่งเกล้าย้ำจุดยืนหนุนแก้กฎหมายหลักประกันสุขภาพ โดยเฉพาะการแยกเงินเดือนจากงบรายหัว การลดกองทุนย่อยและเพิ่มตัวแทนหน่วยบริการในบอร์ด สปสช. เชื่อจะช่วยตอบโจทย์แก้ปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินให้ดีขึ้น

นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล

นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี เปิดเผยว่า บุคลากรโรงพยาบาลพระนั่งเกล้าทุกวิชาชีพได้ประชุมหารือเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 2545 และมีมติร่วมกันว่าโรงพยาบาลมีจุดยืนสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายทั้ง 14 ประเด็นที่คณะกรรมการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่...) พ.ศ. ... ได้วิเคราะห์แล้วว่าเป็นปัญหาที่สะสมในระบบหลักประกันสุขภาพมาตลอด 15 ปี

อย่างไรก็ดี มี 4 ประเด็นที่โรงพยาบาลเน้นให้ความสำคัญเป็นพิเศษประกอบด้วย

1.โรงพยาบาลสนับสนุนอย่างยิ่งในการแยกเงินเดือนบุคลากรออกจากงบเหมาจ่ายรายหัว เนื่องจากรายรับจากเงินค่าเหมาจ่ายรายหัวนี้ เมื่อหักเงินเดือนออกไปแล้วทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำ เงินรายหัวที่ลงไปถึงประชาชนในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน

2.สนับสนุนการมีตัวแทนหน่วยบริการจากทุกสังกัดและทุกระดับ เพิ่มเข้าไปในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้คณะกรรมการฯ ได้ฟังความเห็นอย่างรอบด้าน

3.สนับสนุนให้ลดการแยกกองทุนย่อย กองทุนพิเศษต่างๆ เนื่องจากทำให้งบประมาณที่จะดำเนินภารกิจหลักในการให้บริการประชาชนลดลง โดยเห็นว่าหากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ต้องการทำเรื่องใด ควรพูดคุยกับหน่วยบริการ ซึ่งจะทำให้เงินเหมาจ่ายรายหัวยังอยู่กับหน่วยบริการในแต่ละพื้นที่

4.สนับสนุนระบบการตรวจสอบที่โปร่งใส แม้ข้อนี้จะไม่ใช่ผลกระทบต่อโรงพยาบาลโดยตรง แต่เห็นด้วยในหลักการว่าควรมีการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ ทั้งระบบ ทั้งโรงพยาบาล กระทรวงสาธารณสุข และ สปสช.

“เราสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายโดยไม่ลิดรอนสิทธิของประชาชนและยืนยันว่าประชาชนยังคงได้รับบริการจากเราเช่นเดิมหรือมีแต่จะดีขึ้นในอนาคต” นพ.วิรุฬห์ กล่าว

นพ.วิรุฬห์ กล่าวว่า ประเด็นการไม่แยกกองทุนย่อย การแยกเงินเดือนออกจากค่าเหมาจายรายหัว และการมีตัวแทนหน่วยบริการอยู่ในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เชื่อว่าจะเป็นการแก้ไขที่ตอบโจทย์โรงพยาบาลซึ่งกำลังประสบปัญหาทางการเงินจนมีผลการขาดทุนสะสมกว่า 300 ล้านบาทในขณะนี้

“เราอยู่ในกลุ่มของโรงพยาบาลที่ขาดสภาพคล่องซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลกระทบจากระบบหลักประกันสุขภาพ เพราะเราอยู่ใกล้ กทม. คนไข้ในระบบหลักประกันสุขภาพมาใช้บริการเราค่อนข้างเยอะและมีความคาดหวังสูง อีกทั้งเป็นโรงพยาบาลที่ได้รับการขยายศักยภาพซึ่งการรักษาโรคที่มีค่าใช้จ่ายสูงและโรคที่มีความซับซ้อน แต่ได้รับค่าชดเชยกลับมาน้อยไม่สมเหตุสมผลกับต้นทุน ทำให้เกิดปัญหาการเงินการคลัง รวมทั้งกองทุนย่อยต่างๆ ที่หักเงินไปอีกส่วน ก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ทำให้ขาดสภาพคล่อง แม้เราจะพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพควบคุมค่าใช้จ่ายอยู่แล้ว แต่เรื่องรายรับที่ได้รับจัดสรรเราควบคุมไม่ได้ ก็หวังว่าการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้จะตอบโจทย์ เราได้ประโยชน์และประโยชน์ก็ตกสู่ประชาชน ประชาชนได้รับบริการคงเดิมและดีขึ้น” นพ.วิรุฬห์ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

‘หมอเจษฎา’ หนุนแก้ กม.บัตรทอง ชี้ควรปรับการใช้งบป้องกันโรค ดูแลบุคลากรที่ได้รับผลกระทบ

นักวิชาการแนะนับหนึ่งใหม่แก้ กม.บัตรทอง

สธ.แจงเหตุขอแยกเงินเดือนจากงบเหมาจ่ายรายหัว

สสจ.สิงห์บุรี เผยแก้ กม.บัตรทองคือทางออก แยกเงินเดือน ช่วย รพ.พ้นวิกฤตการเงิน

ประธาน สพศท.ชี้ปมเห็นต่างแก้ กม.บัตรทอง ต่อให้นับ 1 ใหม่จนถึง 10 ก็ไม่จบ หากมีมุมมองแบ่งฝ่าย

ประธานชมรม รพศ./รพท.ชี้ แก้ กม.บัตรทอง ควรยึดหลัก ปชช.ไม่เสียสิทธิ รพ.อยู่ได้

อดีต ผอ.รพ.พรานกระต่ายชี้ปมแยกเงินเดือนจากงบรายหัว กระทบ รพ.ที่จ้างบุคลากรนอกงบประมาณ

‘รพ.สิงห์บุรี’ ย้ำลดต้นทุนทุกวิธีแต่ยังเอาไม่อยู่ เชื่อแยกเงินเดือนช่วยได้มาก

‘ผอ.รพ.รามัน’ ขวางแยกเงินเดือนบุคลากร หวั่นกระทบ รพ.ขนาดเล็ก-ประชาชน

‘หมอวินัย’ ห่วงแยกเงินเดือนจากงบรายหัว ทำ รพ.อีสานวิกฤตแน่

ผอ.รพ.ประจวบฯ ชี้ผูกเงินเดือนกับงบรายหัว หลักคิดดีแต่ในทางปฏิบัติทำไม่ได้

ผอ.รพ.ตากใบ หวั่นผลกระทบลูกโซ่แยกเงินเดือนจากรายหัว ชี้ รพ.ชุมชนอ่วม

‘ผอ.รพ.บ้านแพ้ว’ ชี้ ข้อดี-ข้อเสียแยกเงินเดือนจากงบรายหัวบัตรทอง

Hfocus ปิดการแสดงความคิดเห็นท้ายข่าว/บทความ

สำนักข่าว Hfocus มีความจำเป็นต้องปิดการแสดงความคิดเห็นในเนื้อหาที่นำเสนอ เนื่องจากที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อความที่ไม่เหมาะสมในช่องแสดงความคิดเห็นดังกล่าว อาทิ การโฆษณาขายสินค้าที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมาย การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคล ชื่อ นามสกุล หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ด้วยความเข้าใจผิด หรือเพื่อเป็นการกลั่นแกล้ง แม้จะลบข้อความดังกล่าวออกไปจากระบบเว็บไซต์ของสำนักข่าว Hfocus แล้ว แต่ก็ยังมีข้อความบางส่วนปรากฎอยู่ในฐานข้อมูลของ Google โดยต้องแจ้งให้ Google เป็นผู้ดำเนินการลบข้อความดังกล่าว

คลิกอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม