สหรัฐฯล้าหลังบริการสุขภาพ ประเทศเดียวในกลุ่มชาติร่ำรวยที่ไม่มีประกันสุขภาพถ้วนหน้า

นิตยสารระดับโลก The Economist ฉบับวันที่ 26 เมษายน 2561 รายงานเกี่ยวกับสถานการณ์บริการสุขภาพและการประกันสุขภาพโดยภาครัฐของประเทศสหรัฐอเมริกา โดยระบุว่า สหรัฐฯ เป็นประเทศเดียวในกลุ่มชาติร่ำรวยที่ยังคงขาดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

คลินิก Arlington Free Clinic ในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐอเมริกาคล้ายดั่งอยู่กันคนละโลกกับคลินิกในแถบแอฟริกา แพทย์และพยาบาลที่นี่ล้วนอุทิศกำลังกายเพื่อให้ผู้ป่วยที่ขาดประกันสุขภาพได้รับการดูแลรักษาไม่ต่างจากโรงพยาบาลเอกชนใกล้เคียง คลินิกยังให้บริการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมและเปี่ยมด้วยคุณภาพเมื่อเทียบกับคลินิกเพื่อผู้ยากไร้กว่าพันแห่งที่กระจายอยู่ทั่วสหรัฐ แต่ถึงกระนั้นคลินิกแห่งนี้ก็ยังคงต้องอาศัยระบบลอตเตอรีเพื่อสุ่มผู้ป่วยที่จะได้รับการรักษาจากแพทย์เฉพาะทางโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

แม้ว่ากฎหมาย Affordable Care Act ของสหรัฐมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2553 แต่สหรัฐก็ยังคงล้าหลังในแง่การเข้าถึงบริการรักษาพยาบาล และเป็นประเทศร่ำรวยเพียงชาติเดียวที่ยังคงขาดหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งที่มีโรงพยาบาลที่มีคุณภาพดีติดอันดับโลก ขณะที่ค่ารักษาพยาบาลก็สูงลิ่วถึงระดับที่กลายเป็นหายนะทางการเงิน

มาตรการคุ้มครองการรักษาพยาบาลสำหรับทหารผ่านศึกและครอบครัวซึ่งอดีตประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์นของสหรัฐประกาศภายหลังสิ้นสุดสงครามกลางเมืองถือเป็นหนึ่งในบริการสุขภาพซึ่งรัฐเป็นผู้อุดหนุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในครั้งนั้น อย่างไรก็ดีสหรัฐไม่เคยก้าวตามกลุ่มประเทศในยุโรปและเอเชียตะวันออกซึ่งมุ่งหน้าสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า โดยปัจจุบันประเมินว่าตัวเลขการขาดประกันสุขภาพในชาวอเมริกันต่ำกว่าวัยเกษียณนั้นสูงถึงร้อยละ 10 (ผู้สูงอายุได้รับความคุ้มครองจากโครงการ Medicare) โดยมีพิสัยระหว่างร้อยละ 6-17 ในแต่ละรัฐ

ปัญหาดังกล่าวมีผู้ชี้สาเหตุไว้หลายประการรวมถึงวัฒนธรรมปัจเจกนิยมอันหยั่งรากลึกในสังคมอเมริกา นักการเมืองฟากรีพับลิกันจำนวนมากมองว่าการรักษาพยาบาลไม่ใช่สิทธิแต่เป็นสินค้าบริการซึ่งประชาชนเลือกที่จะซื้อ (หรือไม่ซื้อ) และประชาชนควรตระหนักถึงความสำคัญที่จะลงทุนด้านบริการรักษาพยาบาลของตนเอง นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุมาจากผลประโยชน์ทางธุรกิจซึ่งไม่จูงใจให้แพทย์ปฏิรูปการบริการสุขภาพอย่างจริงจัง

ที่สำคัญชาวอเมริกันราวครึ่งหนึ่งมีประกันสุขภาพที่นายจ้างเสนอให้เป็นสวัสดิการ (ดูแผนที่) อันเป็นผลจากนโยบายของอดีตประธานาธิบดีแฟรงคลิน รูสต์เวลในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งตรึงอัตราเงินเดือนแต่อนุญาตให้ผู้ประกอบการเพิ่มสวัสดิการเพื่อที่จะรั้งลูกจ้างเอาไว้ สัดส่วนแรงงานที่มีประกันสุขภาพเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 ในปี 2483 มาที่เกือบร้อยละ 30 ในอีก 7 ปีต่อมาและทำให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในระบบบริการสุขภาพ และปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐทุกวันนี้เป็นที่ประจักษ์ทั่วโลกว่านโยบายซื้อประกันสุขภาพโดยเสรีไม่ได้รับรองว่าประชาชนทุกคนจะมีประกันสุขภาพ

กฎหมาย Affordable Care Act ได้ขยายการประกันสุขภาพของบริการ Medicaid และอุดหนุนการซื้อประกันสุขภาพสำหรับผู้ยากไร้ กฎหมายนี้ประสบความสำเร็จในการลดจำนวนชาวอเมริกันที่ขาดประกันสุขภาพลงมาที่ 28 ล้านคนจากตัวเลขเดิมที่ 44 ล้านคน

แต่ถึงกระนั้นก็มองกันว่ากฎหมายดังกล่าวยังคงมีช่องโหว่การอุดหนุนสำหรับกลุ่มที่ไม่ได้มีสถานะการเงินย่ำแย่ตามเกณฑ์ของ Medicaid แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ร่ำรวยพอที่จะซื้อประกันสุขภาพส่วนบุคคล และจากคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อปี 2553 ส่งผลให้รัฐบาลท้องถิ่น 18 รัฐตัดสินใจไม่ขยายบริการ Medicaid และนำไปสู่อัตราที่สูงของของชาวอเมริกันที่ไม่มีประกันสุขภาพ

เมื่อปีก่อนสภาคองเกรสภายใต้อิทธิพลของพรรครีพับลิกันพยายามล้มกฎหมาย Affordable Care Act แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ขณะที่พรรคเดโมแครตได้รับเสียงชื่นชมอย่างล้นหลามจากจุดยืนคัดค้านการล้มกฎหมายดังกล่าว ปัจจุบันเดโมแครตมองว่าสหรัฐได้มาถึงโค้งสุดท้ายบนเส้นทางสู่หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแล้ว ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นโดยภาคเอกชนด้านนโยบายสาธารณสุขชี้ว่า ชาวอเมริกันเริ่มหันมามองระบบกองทุนสุขภาพรายเดียว (รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบค่ารักษาพยาบาล) โดยเฉพาะในกลุ่มที่ไม่ยึดติดกับพรรคการเมือง จึงเป็นที่น่าเชื่อว่าผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปจากพรรคเดโมแครตจะลงชิงชัยโดยชูหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นนโยบายหลัก

แม้จะยึดเอาการขยายความคุ้มครองการรักษาพยาบาลเป็นนโยบายหลัก แต่พรรคเดโมแครตก็ยังคงให้ความสำคัญกับนโยบายลดรายจ่ายสำหรับผู้ที่มีประกันสุขภาพแล้ว ดังที่รายงานเมื่อปี 2560 ชี้ว่าราวร้อยละ 28 ของชาวอเมริกันอายุน้อยกว่า 65 ปี (ราว 41 ล้านคน) ทำประกันสุขภาพต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งหมายความว่าคนกลุ่มนี้ต้องจ่ายทั้งเบี้ยประกันสุขภาพขณะเดียวกันก็ต้องรับผิดชอบส่วนต่างค่ารักษาพยาบาลเอง

รายจ่ายสุขภาพเมื่อปี 2559 ของสหรัฐอยู่ที่ 10,348 ดอลลาร์/คน ซึ่งสูงกว่าเกือบ 2 เท่าเมื่อเทียบกับอัตราเฉลี่ยในกลุ่มประเทศร่ำรวย รายจ่ายของสหรัฐอยู่ที่ร้อยละ 17.9 ของจีดีพีเทียบกับค่าเฉลี่ยร้อยละ 10.7 ในกลุ่มประเทศร่ำรวย (ดูภาพประกอบ) แม้ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสหรัฐมีอัตราที่สูงของการใช้บริการรักษาพยาบาลราคาแพง (เช่น เอ็มอาร์ไอ/ซีทีสแกนและการผ่าตัด) แต่สาเหตุสำคัญมาจากปัจจัยด้านค่ารักษาพยาบาลที่แพงกว่า โดยมีรายงานว่าค่ารักษาในโรงพยาบาลและค่ายาโดยเฉลี่ยในสหรัฐสูงกว่าร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับในยุโรป

ผลประโยชน์มหาศาล

ค่าใช้จ่ายที่สูงสะท้อนความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของตลาดประกันสุขภาพ ค่ารักษาพยาบาลสำหรับบางหัตถการอาจต่างกันราวฟ้ากับเหว เช่น ค่าผ่าตัดไส้ติ่งซึ่งอาจมีราคาตั้งแต่ 1,500-183,000 ดอลลาร์ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้รับประกัน แน่นอนว่าปัญหานี้ได้ส่งผลไปถึงต้นทุนการบริการด้วยดังที่พบว่าอัตรากำลังแพทย์ที่เพิ่มขึ้น 150% ในระหว่างปี 2518-2555 นั้นเทียบไม่ได้เลยกับตัวเลขผู้บริหารซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 3,200%

แม้แผนนโยบายส่วนใหญ่ต่างชูการให้บริการรักษาพยาบาลที่ครอบคลุมมากขึ้นด้วยค่ารักษาพยาบาลที่ต่ำลง แต่ก็แผนนโยบายดังกล่าวก็ยังคงมีความแตกต่างด้านรายละเอียดเป็น 4 แนวทาง โดยแนวทางแรกชูระบบสุขภาพแบบกองทุนเดียวโดยผลักดันให้บริการ Medicare รับภาระด้านค่ารักษาพยาบาลเกือบทั้งหมด

“ปัญหาที่เกิดขึ้นในสหรัฐทุกวันนี้เป็นที่ประจักษ์ทั่วโลกว่า นโยบายซื้อประกันสุขภาพโดยเสรีไม่ได้รับรองว่าประชาชนทุกคนจะมีประกันสุขภาพ”

แนวทางที่ 2 มองไปที่การขยายการเข้าถึงบริการ Medicare อย่างค่อยเป็นค่อยไป ทั้งโดยการลดเกณฑ์อายุหรือเปิดให้บริการในพื้นที่ซึ่งไม่มีประกันสุขภาพเอกชนหรือมีน้อย โดยมีผู้เสนอแนวคิดให้รัฐบาลสหรัฐขยายบริการ Medicare ถ้วนหน้าโดยอนุญาตให้ประชาชนยังคงมีประกันสุขภาพที่ได้รับจากนายจ้างตราบเท่าที่ประกันสุขภาพดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายและมีสิทธิประโยชน์เทียบเคียงกับ Medicare

แนวทางที่ 3 คืออนุญาตให้ชาวอเมริกันที่มีฐานะดีสามารถซื้อบริการ Medicaid ซึ่งนั่นหมายความว่ารัฐบาลท้องถิ่นอันเป็นผู้บริหาร Medicaid จะกลายเป็นหัวหอกของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าแทนรัฐบาลกลาง และแนวทางที่ 4 อาศัยการปรับปรุงรายละเอียดของกฎหมาย Affordable Care Act เช่น ให้รัฐเป็นผู้รับประกันส่วนต่างค่ารักษาพยาบาลสำหรับผู้ที่มีประกันสุขภาพส่วนบุคคลเป็นต้น

ปัจจุบันยังคงมีความเข้าใจผิดอยู่มากเกี่ยวกับนิยามระบบบริการสุขภาพกองทุนเดียว การที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ก็ยังคงพอใจกับความคุ้มครองการรักษาพยาบาลที่ตนมีอยู่ทำให้มองว่าแนวคิดระบบบริการสุขภาพกองทุนเดียวอาจไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก นอกจากนี้ยังไม่มีอะไรรับประกันได้ว่าค่ารักษาพยาบาลต่ำลงหลังจากที่เปลี่ยนมาใช้ระบบกองทุนเดียว ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าสถานพยาบาลจะพยายามล็อบบีอย่างเต็มที่เพื่อตรึงค่ารักษาพยาบาลไว้ที่ระดับเดิม

ทิศทางของสหรัฐนับจากนี้ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อระบบสุขภาพในระหว่างที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ยังคงรั้งเก้าอี้ผู้นำสหรัฐ ความพยายามโละกฎหมาย Affordable Care Act อาจทำให้ตัวเลขประชาชนที่ไม่มีประกันสุขภาพหรือมีประกันซึ่งต่ำกว่าต้นทุนที่แท้จริงเพิ่มขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งหากระบบสุขภาพของสหรัฐย่ำแย่ลงไปกว่าเดิมก็อาจเป็นได้ว่าพรรคเดโมแครตจะดำเนินการปฏิรูปอย่างจริงจังหากชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสมัยหน้า แต่ถึงตอนนั้นบรรดาประเทศกำลังพัฒนาก็น่าจะเริ่มมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นรูปธรรมแล้วซึ่งจะยิ่งเป็นการตอกย้ำความล้าหลังของสหรัฐมากขึ้นไปอีก

แปลจาก America is a health-care outlier in the developed world นิตยสาร The economist ฉบับวันที่ 26 เมษายน 2561

 

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

ความคิดเห็นล่าสุด

ข้อขัดแย้งหนักสุด
49 นาที 45 วินาที ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

ข้อขัดแย้งหนักสุด
49 นาที 45 วินาที ago
กลับด้านบน