แนวทางการพัฒนาระบบหมอครอบครัวไม่ให้เป็น Extended OPD?

เมื่อกี้นี้มีน้องหมอโพสครุ่นคิดเรื่องทำอย่างไรไม่ให้การทำงานตามแนวคิดของทีมหมอครอบครัวตามที่รัฐบาลพยายามผลักดัน และกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยนั้นกลายไปเป็นโอพีดีเฉพาะทางนอกโรงพยาบาล หรือ Extended OPD ดังที่เห็นในหลายพื้นที่

ผมพยายามคิดเร็วๆ และตอบดังนี้...

"...พี่คิดว่าต้องวิเคราะห์ให้ดีว่า core competencies ของระบบหมอครอบครัวคืออะไร? และนั่นสามารถถูกทดแทนด้วยแพทย์เฉพาะทางหรือไม่?

สำหรับพี่แล้ว คนไข้ต้องการ 2 เรื่องหลักคือ

หนึ่ง ความเชี่ยวชาญของผู้ดูแลรักษา (ไม่ใช่หมายถึง board certified แต่หมายรวมถึงหมอทั่วไปหรืออื่นๆ โดยไม่จำเป็นต้องจบเวชศาสตร์ครอบครัว ที่อาจทำงานในลักษณะทีมที่แสดงออกให้รับรู้ได้ว่าไม่มั่ว รู้จริง ทำได้ และทำให้มั่นใจ) ภายใต้สัจธรรมคือไม่มีใครรู้ลึก รู้ดี ทำได้ไปหมดทุกเรื่อง แต่ถ้าช่วยกันเป็นทีมหรือเครือข่าย ก็ย่อมทำได้มากขึ้นกว่าคนเดียว

สอง การดูแลเอาใจใส่ อย่างครบถ้วน ครอบคลุม และต่อเนื่อง โรคปัจจุบันและในอนาคตนั้น ส่วนใหญ่จะต้องการการรักษานานและมีปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลต่อการเกิดของโรค การหายของโรค รวมถึงการทวีความรุนแรง หรือบรรเทาเบาบางของโรค ซึ่งจำเป็นต้องใช้แรงกายแรงใจแรงปัญญาของหลายวิชาชีพมาช่วยกันทำ

ปัญหาตอนนี้ของแนวคิดทีมหมอครอบครัวคือ ต้องหาทางทำให้ทั้งคนทำงานและประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของระบบบริการดูแลในลักษณะดังกล่าว และคนทำงานในระบบสุขภาพก็อาจต้องหารูปแบบการทำงานที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ คนทำมีความสุข ประชาชนมีความสุข และแน่นอนว่าต้องคำนึงถึงวงจรงบประมาณและทรัพยากรด้วยว่า จะมาจากไหน รัฐอย่างเดียว หรือมีความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชน (PPP) หรือจะเป็นแบบเอกชนหรือประชาสังคมมาลงทุน หรือหลายอย่างผสมกัน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน..."

หลังจากตอบไปก็มาคิดว่าอะไรล่ะสำคัญที่สุดที่ควรทำให้กระจ่างชัด มี 2 คำถามวิจัยหลักคือ

หนึ่ง รูปแบบบริการตามแนวคิดทีมหมอครอบครัวนั้นเป็นที่ต้องการจำเป็น (needs) ของประชาชนจริงหรือไม่? หากเป็นที่ต้องการจำเป็น ในเมือง หรือชนบท หรือทั้ง 2 กลุ่ม? และได้รับการวางคุณค่าเทียบเท่า มากกว่า หรือน้อยกว่าสิ่งที่ประชาชนคาดหวังจากระบบการดูแลรักษาแบบเดิม?

สอง ทีมและเครือข่ายที่ควรจะเป็นนั้นเป็นเช่นไร? สอดคล้องกับที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดองค์ประกอบไว้จริงหรือไม่? มีหลักฐานวิชาการมาสนับสนุนไหม?

2 เรื่องนี้สำคัญมาก และจำเป็นต้องตอบให้ได้ ก่อนจะไปผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติแล้วได้ผลที่ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง และ "...กลับตัวก็ไม่ได้ ให้เดินต่อไปก็ไปไม่ถึง..."

ด้วยรักและปรารถนาดีต่อทุกคน

ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

แนวทาง • 2018-05-08, 18:21
ระบบการแพทย์ของคิวบา แม้ยากจนแต่ได้ผลดีที่ชาวโลกควรศึกษา กรุงฮาวานา - ในออฟฟิซของนายแพทย์ อเล็ก คาเรราซ ใกล้ใจกลางกรุงฮาวาน่า มีนำ้ซึมหยดลงมาจากเพดาน บานกระจกหายไปจากหน้าต่าง เครื่องอบฆ่าเชื้อโรคที่พังไปนานแล้วนอนสงบนิ่งไม่ติงไหว โทรศัพท์กรีดกริ่งไม่ยอมหยุดพัก ขณะที่ คุณหมอคาเรราซตอบครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าพยาบาลคนเดียวของคลีนิค ลาพักเป็นเวลาหนึ่งอาทิตย์ นายแพทย์คาเรราซและพยาบาล รับผิดชอบรักษาสุขภาพให้ ๑๒๐ ครอบครัวในละแวกใกล้เคียงกับคลีนิค การอยู่ร่วมกับชุมชนที่ให้การรักษาพยาบาล เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดในการทำความเข้าใจปัญหาและความต้องการของคนไข้ คุณหมอคาเรราซเล่าว่า คนไข้คนหนึ่งบอกว่า หยุดสูบบุหรี่ตามที่หมอสั่งแล้ว แต่เมื่อคุณหมอแวะไปที่บ้านโดยไม่บอกล่วงหน้า "ผมยังเห็นก้นบุหรี่เต็มถาดอยู่เลย" ว่าพลางคุณหมอก็ยักไหล่ไปด้วย นายแพทย์คาเรราซ มีเพียงผังคนป่วยที่เขียนด้วยมือ เพื่อบันทึกข้อมูลและความต้องการของคนไข้ เช่น คนนั้นมีระดับคอเลสเตอรอลสูง คนนี้เป็นเบาหวาน หรือใครมีโรคติดสุราเรื้อรัง "แค่นี้คุณก็มีข้อมูลเพียงพอแล้ว ก็รู้ได้ทุกอย่าง" คุณหมอกล่าว แม้ว่า แพทย์ชาวคิวบา จะไม่อาจรู้สภาพผู้ป่วยได้หมดสิ้น แต่เมื่อเทียบกับแพทย์ในประเทศอื่นแล้วก็ยังกินขาด โดยเฉพาะแพทย์ในประเทศเพื่อนบ้านเศรษฐี คือ สหรัฐอเมริกา การที่นายแพทย์ไปใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนที่ตนทำการรักษา ช่วยให้สามารถติดตามความเคลื่อนไหว และรู้จักคนไข้ในสังกัดได้เป็นอย่างดี เป็นแบบอย่างที่ประเทศยากจนหรือแม้แต่บางท้องที่ในสหรัฐเอง ควรนำไปศึกษา ระบบสาธารณสุขของคิวบานั้น มีองค์ประกอบหลักคือ เครือข่ายแน่นหนาของแพทย์ประจำบ้าน ที่กระจัดกระจายไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชาวบ้าน ไม่ว่าจะในชนบทหรือในเมือง แพทย์ประจำบ้านชาวคิวบาจึงคุ้นเคยกับชุมชนเป็นอย่างดี และมีประชากรในความดูแลไม่เกิน ๕๐๐ คน เมื่อเทียบกับแม้ประเทศอย่างสหรัฐแล้ว หมออเมริกันมีคนไข้ในความดูแลมากกว่าหลายต่อหลายเท่านัก ถ้าคนไข้ต้องการการรักษาที่สลับซับซ้อนเกินกำลัง หมอประจำบ้านเหล่านี้ ก็จะส่งไปให้โรงพยาบาลประจำชุมชนนั้นๆ แต่ระบบของคิวบาก็มีจุดอ่อนไม่น้อย โดยเฉพาะ ความขาดแคลนอุปกรณ์เครื่องมือการแพทย์และยา หากป่วยหนักต้องไปโรงพยาบาลก็ต้องรอกันนานๆ แต่ความต้องการทางแพทย์ขั้นพื้นฐานของประชากร ๑๑.๒ ล้านคนในประเทศคิวบา ก็ได้รับการตอบสนองอย่างสมบูรณ์ ไม่มีใครขาดการดูแลรักษา ในขณะที่ในสหรัฐอเมริกาเอง ยังมีประชากรคนยากจนอีกถึง ๔๐ ล้านคน ที่ต้องใช้ชีวิตโดยขาดการเหลียวแลทางการแพทย์ เพราะว่าไม่มีประกันสุขภาพ "ประชากรทุกคน อย่างน้อยๆก็ได้รับการดูแลด้านสุขภาพ ทุกคนอยู่ในระบบสาธารณสุข ชาวคิวบาเน้นด้านการป้องกันโรคก่อนที่มันจะเกิดได้ดีมากๆกว่าในหลายๆประเทศ" เป็นความเห็นของ นายแพทย์ สตีเฟน เอ เชนเดล หัวหน้าฝ่ายศัลยกรรมตกแต่ง แห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ซึ่งได้เดินทางไปอาสาสมัครให้การผ่าตัดให้เด็กๆชาวคิวบา (เช่น ซ่อมอาการ ปากแหว่ง เพดานโหว่) และช่วยฝึกอบรมแพทย์ชาวคิวบา ในด้านเทคโนโลยี่การผ่าตัดใหม่ๆ มา ๕ ปีแล้ว แพทย์ชาวคิวบาหลายๆท่าน เช่น คุณหมอคาเรราซกล่าวว่า ประเทศของเขาขาดปัจจัยเรื่องอุปกรณ์และเทคโนโลยี่สมัยใหม่ก็จริงอยู่ แต่ก็อุดช่องโหว่านั้น ด้วยความเอาใจใส่คนไข้อย่างทั่วถึง ของแพทย์ประจำบ้านที่เข้าถึงประชาชนจริงๆและที่มีจำนวนมาก เฉลี่ยแล้ว ในประชากร ๑๐,๐๐๐ คน จะมีแพทย์ประจำบ้าน ๕๘.๒ คน เทียบกับสหรัฐที่มีแพทย์เพียง ๒๗.๙ คนต่อประชากรจำนวนเท่ากัน ตามสถิติของ Pan American Health Organization บ๊อบ ชว้อร์ทซ์ ผู้อำนวยการ Disarm Education Fund ซึ่งเป็นกองทุนให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์อนามัยอาสาสมัคร ตั้งอยู่ในนิวยอร์ค ให้ข้อสังเกตว่า ความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างหมอกับคนไข้ที่ได้รับการดูแล ช่วยตัดปัญหาที่จะเกิดโรคร้ายแรงตามมาในภายหลังได้มาก เช่น ลดอัตราการสูบบุหรี่ ทารกเกิดมาแข็งแรงสุขภาพดี ช่วยให้ประชากรมีคุณภาพสูง แม้ว่าคิวบาจะขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่ง แต่ระบบสาธารณสุขอนามัย ดีเทียบเท่าหรือดีกว่าที่มีในประเทศเศรษฐีเสียอีก เช่น อายุเฉลี่ของประชากรอเมริกันเท่ากับ ๗๗ ปี ในขณะที่ของชาวคิวบาเท่ากัน ๗๖ ปี อัตราตายของเด็กแรกเกิด ๖.๔ ต่อประชากร ๑,๐๐๐ คน ในขณะที่ของอเมริกา มีถึง ๗.๓ ต่อประชากรพันคน และอัตราของเด็กที่ได้รับการฉีดวัคซีนของทั้งสองประเทศก็มีพอๆกัน คือ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ ระบบอนามัยของคิวบาเป็นผลมาจากการปฏิรูประบบสาธารณสุขที่ ฟิเดล คาสโตร ได้เริ่มอย่างเอาจริงเอาจังมาตั้งแต่ยึดครองประเทศได้ ในปี คษ ศ ๑๙๕๙ ทุกวันนี้ ระบบสาธารณสุขของคิวบาก็เป็นแบบอย่างให้ศึกษานานาชาติ โดยเฉพาะการอนามัยในชนบท ชุมชนยากจนในเหล่าประเทศละตินอเมริกา ตลอดจนในอัฟริกา ได้อิทธิพลจากแบบอย่างของคิวบา จากการสรุปของศูนย์ศึกษาคิวบาในนิวยอร์ค ประเทศคิวบาส่งแพทย์นับพันๆคนไปทำงานและใช้ชีวิตในต่างประเทศเหล่านี้ และให้การรักษาพยาบาลฟรี เช่นในประเทศ นิคะรากัว เอล ซัลวาดอร์ ฮินดูรัส และ ประเทศอัฟริกาใต้ ในทศวรรษที่ ๑๙๘๐ ระบบการแพทย์และสาธารณสุขในชนบทของแเมริกา สำหรับชนพื้นเมืองชาวอินเดียน ก็ได้รับอิทธิพลแบบอย่างจากคิวบา มารีโอ กุเทียเรซ ซึ่งดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์อนามัยในชนบทแห่งรัฐคาลิฟอร์เนีย อยู่ห้าปี (ขณะนี้เลื่อนตำแหน่งขึ้นไปทำงานสาธารณสุขระดับรัฐแล้ว) ให้ข้อสังเกต สำนักงานอนามัยในชนบทของอเมริกา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลท้องถิ่น มีลักษณะคล้ายศูนย์กลางของชุมชนมากกว่าที่จะเป็นโรงพยาบาล โดยทางศูนย์ตั้งตัวแทนสาธารณสุขให้ไปรับใช้ประชากรโดยใกล้ชิด เช่น ขับรถพาไปส่งหมอ แวะไปเยี่ยมดูแลที่บ้านหลังการผ่าตัด และกำชับดูแลให้เด็กๆได้รับการฉีดวัคซีนตามเวลา แพทย์หญิง เดบรา จอห์สัน แพทย์ศัลยกรรมตกแต่งอีกผู้หนึ่ง ซึ่งได้อาสาสมัครไปช่วยเด็กคิบามาสามปีแล้วกล่าวว่า "ระบบของเค้าก็เป็นคล้ายๆการแพทย์แบบหยิบฉวยเอาของใกล้ตัวมารักษา ชาวคิวบามีความสามารถเป็นเยี่ยม ในการประดิษฐ์สร้างสรรค์อะไรขึ้นมา จากความไม่มีอะไรเลย" แพทย์ชาวคิวบาอีกท่านหนึ่ง คือ นายแพทย์ เฮนรี วาซเควซ อายุ ๒๗ ปี ดูแลชาวบ้านในความรับผิดชอบประมาณ ๔๘๐ คน อยู่ที่หมู่บ้านเชิงเขาที่เรียกว่า Boquerones เขาไม่มีคอมพิวเตอร์ หรือเครื่องเอ๊กซเรย์ บางครั้งยังต้องทำยาสมุนไพรใช้เอง จากสวนผักที่ปลูกสมุนไพรใกล้ๆบ้านด้วยซำ้ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่หารถหาราไม่ได้ ก็พาคนไข้ขี่ฬ่อไปโรงพยาบาลที่อยู่ไกลออกจากหมู่บ้านไป ๔ ไมล์ เมื่อคุณหมอวาซเควซเดินผ่านหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ ผ่านบ้านห้องแถวหลังคาสังกะสี ต้นมะม่วง และฝูงไก่จิกหาอาหารบนลานดิน เด็กหนุ่มๆก็หยุดทักทาย แม่บ้านโบกมือไหวๆในประตูบ้าน เขาก็หยุดตบหลังชาวบ้านเบาๆเป็นการทักทาย แล้วไต่ถามทุกข์สุขความเจ็บไข้ได้ป่วยที่เคยมีหรืออาจมี คุณหมอวาซเควซสามารถร่ายสถิติเกี่ยวกับคนไข้ได้อย่างขึ้นใจ - มีคนไข้ ๔๕ คนที่อายูเกิน ๖๐ อีก ๘ คนอ่อนกว่าหนึ่งขวบ ในหมู่บ้านนี้มีเด็กเกิดปีละประมาณ ๒๐ คน และไม่มีคนไข้โรคเอดส์หรือที่ติดเชื้อ HIV คุณหมอบอกว่า เขาชอบให้การดูแลแบบปฐมรักษาแบบนี้ คิดว่าไม่ว่าจะมีเหตุฉุกเฉินเพียงไร ก็จะสามารถรับมือได้ในคลีนิคในหมู่บ้านเล็กๆแห่งนี้ แต่อีกสักสองสามปี ก็อยากหาประสบการณ์ด้านอื่นบ้างที่มันตื่นเต้น เช่น ไปทำงานในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลในเมืองบ้าง "ถ้าผมเลือกที่ยะย้ายไป ผมก็ยังรู้สึกว่า ได้ทำอะไรๆที่มีประโยชน์ต่อชุมชนแห่งนี้ไว้แล้ว" คุณหมอสรุป http://www.vcharkarn.com/vnews/5768
เทศบาลนครนครศรีธรรมราช กับ โรงพยาบาล 20,000 เตียง ตลอดเวลาของการหาเสียงเลือกตั้ง เมื่อพูดถึงโครงการโรงพยาบาล 10,000 เตียง กลุ่มสมุยก้าวหน้าประกาศชัดเจนว่า โครงการนี้ได้แนวความคิดจากโครงการโรงพยาบาล 20,000 เตียง ของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช โดยนายกเทศมนตรีสมนึก เกตุชาติ ซึ่งเป็นเทศบาลที่มีความโดดเด่นในการจัดการบริการสาธารณสุขเป็นอย่างมาก ก่อนที่จะมีโครงการโรงพยาบาล 20,000 เตียง เทศบาลนครนครศรีธรรมราช ได้ให้ความสำคัญกับงานด้านสาธารณสุขมาต่อเนื่อง ได้เริ่มทยอยเปิดศูนย์บริการสาธารณสุขเทศบาล จนครบ 6 แห่งในปี 2544 ซึ่งแต่ละศูนย์สามารถตรวจโรคทั่วไป ตรวจมะเร็งปากมดลูก ตรวจครรภ์ บริการให้ภูมิคุ้มกันเด็ก งานทันตกรรม ฯลฯ โดยมีพยาบาลวิชาชีพเป็นผู้ให้บริการ จากนั้นในปลายปี 2547 ได้ปรับปรุงศูนย์บริการสาธารณสุขในตัวเมืองให้เป็นโรงพยาบาลเทศบาลนครนครศรีธรรมราช และได้ขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการประจำในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2548 ในปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลขนาด 70 เตียง มีผู้ขี้นทะเบียนในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าประมาณ 80,000 คน ปีที่ผ่านมาบริการผู้ป่วยนอกประมาณ 84,000 ราย ผู้ป่วยในประมาณ 2,200 ราย คำอธิบายภาพต่อมาโรงพยาบาลเทศบาลฯ เริ่มให้บริการเชิงรุกแก่ประชาชน โดยเชื่อว่านอกจากการ “ซ่อมแซม” แล้ว งานด้าน “เสริมสร้าง” สุขภาพก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มโอกาสของกลุ่มที่ไม่สามารถหรือมีข้อจำกัดต่อการเข้าถึงบริการทางด้านการแพทย์ เช่น โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ โครงการเยื่ยมมารดาและทารกแรกเกิด โครงการต้านเอดส์ โครงการป้องกันและแก้ไขโรคอ้วน โครงการดูแลผู้ป่วยวัณโรคแบบมีพี่เลี้ยง และ โครงการโรงพยาบาล 20000 เตียง โรงพยาบาล 20000 เตียง เริ่มดำเนินการในปี 2548 เป็นโครงการที่ต้องการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขโดยเฉพาะผู้ที่มีฐานะยากจน หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาในการเดินทาง เช่น อัมพฤกษ์ อัมพาต พิการ ไม่มีผู้ดูแล อีกทั้งยังเป็นการลดความแออัดในสถานพยาบาล โดยจัดทีมแพทย์และพยาบาลพร้อมให้บริการประชาชนในเขตเทศบาลทุกครัวเรือน โดยในขณะนั้นมีประมาณ 28,000 ครัวเรือน จึงได้ตั้งชื่อโครงการว่า โรงพยาบาล 20,000 เตียง โดยผู้ที่ต้องการรับบริการจะต้องไปลงทะเบียนกับศูนย์บริการ ซึ่งทางศูนย์จะแบ่งประเภทของผู้ลงทะเบียนตามลักษณะอาการของโรค ความรุนแรง และ ความสามารถในการเดินทาง จากนั้นจึงจัดทีมแพทย์ หรือ พยาบาลแล้วแต่กรณีไปเยี่ยม ตรวจรักษา ให้ยา ประเมินอาการถึงบ้านเรือน หากมีความจำเป็นก็จะส่งคนไข้มาที่โรงพยาบาล หรือดำเนินการรักษาตามขั้นตอนต่อไป โดยผู้ที่ลงทะเบียนจะได้รับการเยี่ยมเยียนจากทีมแพทย์หรือพยาบาลอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง นอกจากนั้นยังมีบริการให้ยืมอุปกรณ์ทางการแพทย์ เช่น เตียง รถเข็น มีสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาล และในกรณีที่ผู้ป่วยดูแลหรือช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ และไม่มีญาติพี่น้อง ทางศูนย์ก็จะจัดพยาบาลหมุนเวียนให้บริการ ขณะนี้มีทีมพยาบาล 4 ทีม ทีมละ 2 คน ออกบริการทุกวัน เฉลี่ยวันละ 30 รายต่อทีม ส่วนทีมแพทย์จะออกเยี่ยมทุกวันในช่วงบ่าย เฉลี่ยวันละ 25 ราย ผู้ป่วยหนักจะได้พบแพทย์ 1-2 ครั้งต่ออาทิตย์ ซึ่งทุกทีมจะต้องสรุปการทำงาน บันทึกประวัติผู้ป่วย เพื่อวางแผนการเยี่ยมครั้งต่อๆไป ปัจจุบัน มีผู้ลงทะเบียนสมาชิกประมาณ 5,000 ราย เสียชีวิตแล้ว 506 ราย ยืมเตียงใช้ที่บ้าน 24 เตียง และบริการทุกอย่างฟรี ไม่คิดค่าใช้จ่าย
ที่มา... https://www.nathoncity.com/paper/2177

ความคิดเห็นล่าสุด

สีทนได้
1 ชั่วโมง 11 นาที ago
วันทนี ทองผิว
1 สัปดาห์ 1 วัน ago
ยุโรปหรืออเมริกา... แนวทางที่ต้องเลือกเดิน
1 สัปดาห์ 1 วัน ago

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

สีทนได้
1 ชั่วโมง 11 นาที ago
วันทนี ทองผิว
1 สัปดาห์ 1 วัน ago
ยุโรปหรืออเมริกา... แนวทางที่ต้องเลือกเดิน
1 สัปดาห์ 1 วัน ago
กลับด้านบน