นายกฯ แจงระเบียบคลังเพื่อใช้งบคุ้มค่า ไม่สิ้นเปลืองจนสะสมเป็นภาระในอนาคต

Tue, 2018-05-29 08:35 -- hfocus
Print this pagePrint this page

นายกฯ แจงระเบียบคลังเพื่อให้ใช้งบประมาณคุ้มค่า ไม่สิ้นเปลืองมากเกินไป จนสะสมงบประมาณซึ่งอาจจะเป็นภาระในอนาคต ระบุปัญหาอาจเกิดจากความไม่เข้าใจในกฎระเบียบที่ออกมาโดยกรมบัญชีกลาง หากจำเป็นก็ปรับแก้ไขได้

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2561 ณ ทำเนียบรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงกรณีกลุ่มเครือข่ายทางการแพทย์เรียกร้องกระทรวงการคลัง ให้ยกเลิกระเบียบกระทรวงการคลังห้ามจ้างและขึ้นเงินเดือนลูกจ้างที่จ้างจากเงินนอกงบประมาณว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากความไม่เข้าใจในกฎระเบียบที่ออกมาโดยกรมบัญชีกลาง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วกฎระเบียบดังกล่าวออกมาเพื่อให้มีความครอบคลุม ในส่วนของการใช้จ่ายงบประมาณในด้านต่าง ๆ ต้องเกิดความคุ้มค่า ไม่ซ้ำซ้อน และประหยัด ซึ่งในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ ผู้เกี่ยวข้องได้มีการหารือกันว่า การใช้จ่ายงบประมาณจำเป็นต้องมีแผนงานและรายละเอียดให้ชัดเจน ในส่วนการใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณก็มีความสำคัญ เพราะมีการนำมาใช้ในด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาโรงพยาบาล การรักษาสภาพเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ การดูแลรักษาพยาบาลประชาชนตามหลักประกันสุขภาพ การจ้างลูกจ้างหรือพนักงานในสาขาที่มีความขาดแคลน ซึ่งจะต้องดูสัดส่วนการใช้งบประมาณให้มีความเหมาะสม

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า ส่วนตัวมีความห่วงใยในมาตรฐานการบริการของสถานพยาบาล รวมทั้งขวัญและกำลังใจของบุคลากรทางการแพทย์ ในขณะนี้ ได้เร่งรัดให้มีการสร้างความรู้ความเข้าใจกับประชาชน เน้นเรื่องการป้องกัน รวมทั้งการสร้างการรับรู้ในด้านการรักษาพยาบาล การใช้ระบบออนไลน์ การใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยติดเตียง

นอกจากนี้ ยังมีการจัดทีมแพทย์พยาบาลลงพื้นที่ชุมชน การใช้ระบบออนไลน์ในการให้คำปรึกษารักษาพยาบาลเบื้องต้น สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้สูงก็มีเทคโนโลยีหุ่นยนต์เพื่อการดูแลคนไข้ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นทางเลือกให้กับประชาชน ซึ่งรัฐบาลมีความคาดหวังว่าจะช่วยให้การดูแลประชาชนในทุกด้านดีขึ้น โดยต้องคำนึงถึงการใช้งบประมาณที่คุ้มค่ามากที่สุด ไม่สิ้นเปลืองมากเกินไป จนสะสมงบประมาณซึ่งอาจจะเป็นภาระในอนาคต

นอกจากนี้ ได้มอบหมายกระทรวงการคลังร่วมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อรับฟังความคิดเห็น เร่งหามาตรการแก้ไขและบรรเทาปัญหาอันเกิดจากกฎระเบียบดังกล่าว หากมีความจำเป็นต้องปรับแก้ก็ให้พิจารณาตามความเหมาะสม

Comments

ผมเข้ารับราชการในสมัยที่ป๋าเปรมเป็นนายกรัฐมนตรี 8 ปี สมัยนั้นปัญหาทำนองนี้ไม่เกิด ไม่มี เพราะรัฐบาลในสมัยนั้นรัฐบาลมีมาตรฐานแผนกรอบแผนอัตรากำลังข้าราชการทุก 3 ปี อนุมัติโดย กพ. พื้นที่จังหวัดไหน อำเภอไหน มีประชากรเท่าไหร ควรจะโรงพยาบาลขนาดกี่เตียง มีแพทย์ได้กี่คน ทันตแพทย์กี่คน เภสัชกรกี่คน พยาบาลกี่คน ฯลฯ มีการระบุตัวเลขไว้ชัดเจน และจะมีการแก้ไขปรับปรุงมาตรฐานแผนอัตรากำลังฯอนุมัติโดย กพ.ทุก 3 ปี หากโรงพยาบาลไหนมีจำนวนข้าราชการในสาขานั้น ๆ เกินมาตรฐานกรอบอัตรากำลังที่ กพ.อนุมัติไว้ ก็จะต้องเกลี่ยย้ายไปที่อื่นที่ขาดแคลน ถ้าหากมีจำนวนพอดีกับมาตรฐานกรอบอัตรกำลังฯ ก็จะจ้างลูกจ้างในสาขานั้น ๆ ด้วยเงินนอกงบประมาณไม่ได้ จะจ้างลูกจ้างด้วยเงินบำรุงหรือเงินนอกงบประมาณได้ก็ต่อเมื่อจำนวนข้าราชการในสาขานั้น ๆ ขาดแคลนไม่เต็มตามมาตรฐานกรอบอัตรากำลัง 3 ปี ที่ กพ.อนุมัติไว้ มาในยุคหลัง ๆ นักการเมืองมาจากการเลือกตั้ง มีนโยบายชัดเจนที่จะลดอัตรากำลังข้าราชการพลเรือนเป็นธงนำ ไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญเรื่องมาตรฐานแผนกรอบอัตรากำลังฯ 3 ปี อีกแล้ว มีการยุบตำแหน่งข้าราชการสายงานระดับล่าง เพื่อเอาเงินไปเพิ่มซีเพิ่มตำแหน่งให้ข้าราชการระดับสูง แต่งานที่ข้าราชการระดับล่างรับผิดชอบปฏิบัติให้บริการประชาชนก็ยังจำเป็นต้องมีอยู่จึงแก้ปัญหาด้วยการให้จ้างลูกจ้างเงินนอกงบประมาณมาปฏิบัติหน้าที่แทน เป็นพนักงานราชการบ้าง เป็นพนักงานกระทรวงสาธารณสุขบ้าง เป็นลูกจ้างชั่วคราวบ้าง แล้วแต่ใครจะขออนุมัติประเภทไหน ยังไงก็ได้ ขอให้ได้ลดจำนวนอัตรากำลังข้าราชการลงได้ ถือว่าเป็นที่พอใจของรัฐบาล เป็นที่พอใจของ กพ. การจ้างลูกจ้างในประเภทต่าง ๆ ในระยะหลัง จึงมีมาตรฐานหลวมๆ ไม่ชัดเจน บางครั้ง จึงทำให้มีเด็ก เส้น เด็กฝาก เด็กนายเข้าเป็นลูกจ้างในระบบราชการจำนวนไม่น้อย ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่กระทรวงการคลังจำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาควบคุม............ผมเชื่อว่าหากรัฐบาลและ กพ.จะมาตรฐานแผนกรอบอัตรากำลังข้าราชการทุก 3 ปี ที่ชัดเจน เหมือนสมัยที่ป๋าเปรมเป็นนายกรัฐมนตรีกลับมาใช้อีกครั้งหนึ่ง ก็น่าจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ลูกจ้างเงินนอกงบประมาณได้ประสบความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ มั่นคง ยั่งยื่น และระบบการจ้างลูกจ้างด้วยเงินงบประมาณจะไม่สับสนวุ่นวายอย่างเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้.

Add new comment