ขับเคลื่อน 6 ยุทธศาสตร์จัดการเชื้อดื้อยา ลดป่วยจากเชื้อดื้อยา 50% ในปี 64

คณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ เห็นชอบกรอบการทำงานเพื่อลดการป่วยจากเชื้อดื้อยาลงร้อยละ 50 ภายในปี 2564 ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ

นพ.ปิยะสกล ให้สัมภาษณ์ว่า การดื้อยาต้านจุลชีพเป็นปัญหาของคนทั่วโลก การแก้ไขต้องดำเนินการทั้งในคน สัตว์ พืช และสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (0ne Health Approach) รัฐบาลไทย ได้ประกาศยุทธศาสตร์ชาติด้านการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ พ.ศ.2560-2564 เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานทั้ง 6 ยุทธศาสตร์ให้บรรลุเป้าประสงค์ 5 ข้อ คือ ลดการป่วยจากเชื้อดื้อยาลงร้อยละ 50 ลดปริมาณการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์ลงร้อยละ 20 และสำหรับสัตว์ลดลงร้อยละ 30 ประชาชนมีความรู้และตระหนักในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 และระบบจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพมีสมรรถนะตามเกณฑ์สากลไม่ต่ำกว่าระดับ 4

นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบข้อเสนอของคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ได้แก่

1.กรอบการทำงานในการเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพระดับประเทศภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว โดยการตั้งคณะทำงานด้านวิชาการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสาธารณสุข เกษตร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภาคประชารัฐ เป็นต้น การเข้าร่วมโครงการพัฒนาระบบการเฝ้าระวังตามแนวทางองค์การอนามัยโลก ซึ่งจะช่วยให้สามารถติดตามผลการดำเนินงานของประเทศ และการนำคู่มือระบบการรับรองคุณภาพห้องปฏิบัติการจุลชีววิทยา เป็นมาตรฐานกลางไปปฏิบัติในโรงพยาบาลทั่วประเทศ

2.กรอบการทำงานระดับโรงพยาบาลและประสานงานระดับประเทศ เพื่อจัดการปัญหาเชื้อดื้อยาอย่างบูรณาการในโรงพยาบาล ระยะแรกเริ่มในโรงพยาบาลขนาดใหญ่และขนาดกลาง สังกัดกระทรวงสาธารณสุข สังกัดกระทรวงอื่น ๆ และ กทม. รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชนรวม 226 แห่ง และขยายให้ครอบคลุมทุกแห่งต่อไป และให้กองบริหารการสาธารณสุขและกรมการแพทย์ เป็นหน่วยประสานงานหลักระดับประเทศ

3.การแต่งตั้งคณะทำงานที่เกี่ยวกับการลดการใช้ยาและพัฒนาระบบข้อมูลการใช้ยาต้านจุลชีพ ภายใต้คณะอนุกรรมการการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพในภาคเกษตรและการเลี้ยงสัตว์

4.แผนการขับเคลื่อนการปรับสถานะยาต้านจุลชีพเพื่อควบคุมการใช้ยาต้านจุลชีพสำหรับมนุษย์ ซึ่งจะช่วยให้การจัดประเภทยาต้านจุลชีพเป็นระบบ รวดเร็ว สอดคล้องกับสถานการณ์เชื้อดื้อยา และมีการกระจายยาอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการใช้ยาอย่างสมเหตุผล

5.ให้ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ด้านการให้ความรู้แก่ประชาชน โดยมีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ สสส. สช. ร่วมเป็นแกนในการขับเคลื่อนร่วมกับทุกภาคส่วน และตั้งคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์ด้านความรู้ประชาชน ภายใต้คณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ

และ 6.ให้ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพร่วมกับประเทศอังกฤษ และกาน่า ธนาคารโลก Wellcome Trust และองค์การสหประชาชาติ ในการจัดประชุม Call to Action on AMR ครั้งที่ 2 วันที่ 19-20 พฤศจิกายน 2561 ณ ประเทศกาน่า เพื่อแสดงจุดยืนและบทบาทของไทยในการแก้ปัญหาเชื้อดื้อยาในเวทีโลก โดยจะเสนอมติที่ได้จากการประชุมวันนี้ต่อคณะกรรมการนโยบายต้านจุลชีพแห่งชาติ ที่มีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานต่อไป

“ขอฝากประชาชนว่า ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อกินเอง เพราะไม่ใช่ยาสารพัดนึก ไม่ทำให้หายหวัด หายเจ็บคอ เพราะเป็นอาการที่เกิดจากเชื้อไวรัส ไม่ใช่เชื้อแบคทีเรีย ขอให้พักผ่อนให้เพียงพอ เช็ดตัว กินยาลดไข้ ยาแก้ไอ ที่สำคัญหากกินยาไม่ครบก็อาจเกิดการดื้อยาได้” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าว

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับทราบคืบหน้าการดำเนินงาน ซึ่งพบว่ามีความหน้าเป็นที่น่าพอใจ อาทิ การจัดทำร่างแผนปฏิบัติการการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทย พ.ศ.2560-2564 การประกาศนโยบายการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในโรงพยาบาลเพื่อลดการใช้ยาปฏิชีวนะในโรคหวัด เจ็บคอ และท้องร่วงเฉียบพลัน การประกาศยกเลิกยาต้านจุลชีพเป็นยาสามัญประจำบ้าน การประกาศปรับยาต้านจุลชีพ การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและตอบสนองการระบาดของเชื้อดื้อยาในคน นำร่องในโรงพยาบาล 5 แห่ง นำร่องระบบจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพแบบบูรณาการ ในโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข 117 แห่งทั่วประเทศ มีแผนปรับระบบเพื่อสร้างแรงจูงใจในการลดการใช้ยาปฏิชีวนะในโรคที่พบบ่อย การลงนามความร่วมมือระหว่างกรมปศุสัตว์และภาคเอกชนในโครงการการเลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น

กดถูกใจแฟนเพจ Hfocus.org บน Facebook ติดตามข่าวสารระบบสุขภาพทุกความเคลื่อนไหว

Comments

จริงใจหรือจิงโจ้? • 2018-08-05, 16:17
...สาเหตุของปัญหาของการเจ็บป่วยจากเชื้อดื้อยามันไม่ได้มีอยู่เฉพาะแต่ในโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน....แต่มันอยู่ที่ระบบการควบคุมการจ่ายยาอัตรายยายาต้านจุลชีพของประเทศไทยที่แทบจะไร้การควบคุม....ใคร ๆ ก็สามารขายยา จ่ายยาต้านจุลชีพได้ ไม่ว่าคลินิกของแพทย์ คลินิกพยาบาลเวชปฏิบัติ คลินิกหมออนามัย ร้านหมอตี๋ ฯลฯ หรือแม้แต่ร้านขายของชำ.....ตราบใดที่รัฐยังไม่สามารถควบคุมการขายยาอันตรายการจ่ายยาต้านจุลชีพจากร้านขายยาได้ ไม่สามารถควบคุมการจ่ายยาต้านจุลชีพจากคลินิกต่าง ๆ ไม่ว่าคลินิกของแพทย์ คลินิกพยาบาลเวชปฏิบัติ คลินิกหมออนามัย ร้านหมอตี๋ ร้านขายของชำ ฯลฯ ได้ อย่าคิดอย่าหวังว่าการขับเคลื่อน 6 ยุทธศาสตร์จัดการเชื้อดื้อยา ลดป่วยจากเชื้อดื้อยาได้......ผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลหรือกระทรวงสาธารณสุขต้องการแก้ปัญหาการเจ็บป่วยจากเชื้อดื้อยากันอย่างจริงใจหรือจริงจังหรือเปล่า ?....เพราะผมยังมองไม่เห็นยุทธศาสตร์ใด ๆ ของรัฐที่สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดถึงรากเหง้าของปัญหาที่ผมกล่าวมาแล้ว....หากรัฐบาลและ สธ.จริงจังจริงใจในการแก้ปัญหานี้กันอย่างจริง ๆ ผมขอเสนอแค่ยุทธศาสตร์เดียว คือการควบคุมการจ่ายยาอันตรายทุกชนิดรวมทั้งยาต้านจุลชีพด้วยการแยกอำนาจผู้สั่งใช้ยาและผู้จ่ายยาออกจากกัน..... แพทย์และคนสั่งใช้ยาอันตรายต้องไม่มีสิทธิจ่ายยาขายยา.... คนขายยาจ่ายยาต้องขายยาต้องจ่ายยาอันตรายตามใบสั่งของแพทย์เท่านั้น....คานอำนาจและตรวจสอบซึ่งกันและกันเหมือนประเทศที่เจริญแล้วเขาทำกัน.....แค่นี้... เปรี้ยงเดียวน่าจะจบ..... น่าจะแก้ปัญหาไปได้เยอะ.....แต่คงไม่กล้าทำกันหรอก....เพราะมันทุบหม้อข้าวของพวกเดียวกันเอง....ผลประโยชน์ของพวกพ้องต้องมาก่อนความปลอดภัยของชาวบ้านเสมอ.

ความคิดเห็นล่าสุด

ข่าวล่าสุด

ความคิดเห็นล่าสุด

กลับด้านบน